ทั้งสามคนนอนอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่ได้เบียดเสียดกันมากนัก หวางเจาหวาคุยกับฮั่วเสี่ยวเหวิน “เสี่ยวเหวิน เธอบอกว่าไม่มีครอบครัว…ไม่มีสักคนเลยหรือ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินตอบว่า ‘อื้ม’ แค่คำเดียว
“ถ้างั้นหลังจากนี้เธอไม่ต้องอยู่คนเดียวหรือ? หากเป็เช่นนั้นล่ะก็…” หวางเจาหวาเริ่มเปลี่ยนใจเล็กน้อย ถ้าฮั่วเสี่ยวเหวินไม่มีที่ไปเช่นนั้นอยู่ที่นี่ก็ดีกว่าอดตาย
“ฉันยังมีพี่เจียิ” ฮั่วเสี่ยวเหวินตอบ
“เธอยังมีพี่ชาย?” เสียงของหวางเจาหวาเบาลง หากฮั่วเสี่ยวเหวินไม่มาที่นี่ั้แ่แรก ไม่มอบความหวังให้แก่เธอ บางทีตอนนี้คงไม่รู้สึกผิดหวังขนาดนี้ล่ะมั้ง
“เขาไม่ใช่พี่ชายของฉัน แต่เป็คนที่ฉันจะแต่งงานด้วยในอนาคต” ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ปิดบังแม้แต่น้อย ไม่รู้เหตุใดเธอกลับรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เชื่อถือได้ หล่อนให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่เจอกับจางต้ากั๋วครั้งแรก
“ได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนที่ตัวเองรักคงจะมีความสุขน่าดู!” หวางเจาหวาพึมพำ เหมือนพูดกับฮั่วเสี่ยวเหวินแต่ก็เหมือนพูดกับตัวเอง
หวางเจาหวาดูเป็คนขยันขันแข็งและจิตใจดี อยู่กันคนละโลกกับหยางเสวียเหวินที่หน้าซื่อใจคด ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่เข้าใจว่าคนสองคนที่อยู่คนละขั้วมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร
ฮั่วเสี่ยวเหวินถามอย่างอ้อมค้อมที่สุด “นิสัยของคุณกับคุณอาหยางไม่ค่อยเหมือนกันนัก”
“ใช่” หวางเจาหวาเหมือนจะหวนนึกถึงอดีต เธอแต่งงานั้แ่อายุสิบหก วันหนึ่งกำลังเล่นก้อนหินกับคนอื่น แต่อีกวันกลับกลายเป็ภรรยาของคนผู้หนึ่ง
เด็กอายุแค่นี้รู้จักการแต่งงานด้วยความรักที่ไหน กว่าจะเข้าใจก็สายไปเสียแล้ว
“ถ้าแต่งงานช้ากว่านี้ก็คงดี” หวางเจาหวาทอดถอนใจ จากนั้นก็หัวเราะตัวเอง “ฉันพูดเื่พวกนี้กับเด็กทำไมเนี่ย?”
“ฉันรู้สึกว่าคุณไม่ได้รักเขา หากไม่รักแล้วเหตุใดจึงไม่หย่ากัน?” ฮั่วเสี่ยวเหวินคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น แต่พูดออกไปแล้วก็ต้องมานึกย้อนเสียใจทีหลัง นี่เธอจะทำลายครอบครัวคนอื่นหรือ?
หวางเจาหวาไม่ตอบ พูดแค่ว่า “ดึกแล้ว นอนเถอะ” จากนั้นพลิกตัวหันหลัง ไม่สนใจฮั่วเสี่ยวเหวินอีก
การหย่าร้างไม่ได้ง่ายดายเพียงนั้น ยังไม่พูดถึงว่าหยางเสวียเหวินจะยอมหรือไม่ ต่อให้ยอมแล้วอย่างไร วันหน้าเธอจะแต่งงานกับใครได้อีก?
คนในหมู่บ้านมีความคิดหัวโบราณ ผู้หญิงที่เคยผ่านการหย่าร้างมาแล้วจะถูกมองว่าเป็ ‘หญิงสำส่อน’ หากไม่ใช่พวกที่โสดมาทั้งชีวิตด้วยสาเหตุบางอย่าง ใครจะอยากได้คนที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วกัน?
อีกอย่างเธอยังมีลูกชาย หากลูกชายขาดแม่ั้แ่อายุยังน้อยคงน่าสงสารมาก
มื้อเช้าที่บ้านของหยางเสวียเหวินหลากหลายมาก อาจเป็เพราะอารมณ์ดี ฮั่วเสี่ยวเหวินเลยกินจนอิ่มท้อง เธอกินจนกินไม่ลงอีก
ขณะเดียวกันหยางเสวียเหวินกลับไม่เจริญอาหารนักทั้งที่มีอาหารเต็มโต๊ะ เธอกินเพียงไม่กี่คำก็ลุกออกไป
รอหยางซวี่กินอาหารอย่างเชื่องช้าเสร็จ หวางเจาหวาก็จูงมือเด็กทั้งสองออกไป
เมื่อใกล้ถึงหน้าบ้านหวางเจาหวาจึงหยุดเดิน เธอย่อตัวพูดกับลูกชายว่า “ซวี่เอ๋อร์ วันนี้ไปเล่นกับคุณปู่คุณย่าก่อนดีไหม แม่ไปจัดการธุระแล้วจะรีบกลับมา”
“ได้ครับ ขอแค่เสี่ยวเหวินอยู่เล่นเป็เพื่อนก็พอ”
“เสี่ยวเหวินต้องช่วยงานแม่ ไว้ค่อยให้เสี่ยวเหวินเล่นด้วยตอนเย็นนะ?” หวางเจาหวาโกหกหน้าตาย
“แม่จะส่งเสี่ยวเหวินไปที่อื่นหรือ?” หยางซวี่ถาม ดวงตาจ้องไปที่ฮั่วเสี่ยวเหวินเขม็ง
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่เข้าใจ ทั้งที่ปกติแล้วเด็กคนนี้เป็คนซื่อบื้อ เหตุใดตอนนี้จึงฉลาดกว่าทุกคนขึ้นมา
เมื่อคืนหวางเจาหวาถามแค่ว่า ‘ที่บ้านของเธอยังมีครอบครัวไหม?’ เขาก็รู้แล้วว่าวันนี้ฮั่วเสี่ยวเหวินจะจากไป
“ไม่ใช่อยู่แล้ว เสี่ยวเหวินเป็ภรรยาของซวี่เอ๋อร์ แม่จะส่งเธอไปที่อื่นได้อย่างไร? อย่าคิดมากสิลูก”
หวางเจาหวารู้ว่าลูกชายของตัวเองช่างสงสัยมาั้แ่เกิด ด้วยเหตุนี้จึงต้องโกหกอย่างมีชั้นเชิง ความจริงเจ็ดส่วน เท็จสามส่วน จากนั้นตบตาด้วยความรู้สึกที่แท้จริง เช่นนี้จึงจะหลอกเขาได้
“คุณแม่ คุณพ่อ…” ยังไม่ทันเดินเข้าประตูหวางเจาหวาก็ะโเรียกคนในบ้าน หล่อนส่งเสียงเรียกไปด้วย และเดินไปด้วย
หญิงชราอายุประมาณห้าสิบหกสิบคนหนึ่งเดินออกมา บนใบหน้ายังมีรอยย่นอยู่ไม่มาก ดูไม่แก่เท่าไหร่นัก
“มีอะไร?” หญิงชราไม่ชอบลูกสะใภ้คนนี้ หล่อนมีท่าทีเ็าต่อหวางเจาหวา
“ช่วยดูแลซวี่เอ๋อร์ให้หนึ่งวันทีค่ะ วันนี้ฉันมีธุระ”
“เธอมีธุระ? แล้วฉันว่างนักหรือไร?” ได้ยินว่าจะฝากให้ช่วยดูแลหลาน หญิงชราก็เปิดปากบ่นทันที
“ฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้นค่ะ”
“แล้วเธอหมายความว่าอย่างไร?” หญิงชราหน้าตาโหดร้ายใจดำ ท่าทางออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกันกับหยางเสวียเหวินไม่มีผิด เหมือนกระทั่งนิสัย ฮั่วเสี่ยวเหวินได้เปิดหูเปิดตาแล้ว เธอได้รู้ว่าอะไรคือลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
หวางเจาหวาจนปัญญา ได้แต่เดินผ่านไปขอความช่วยเหลือจากพ่อของหยางเสวียแทน “คุณพ่อ ฝากดูซวี่เอ๋อร์ให้หนึ่งวันทีค่ะ วันนี้ฉันมีธุระ”
หวางเจิ้งกั๋วผมขาวไปแล้วครึ่งหัว แต่นิสัยค่อนข้างดี ได้ยินว่าฝากให้ช่วยเลี้ยงหลานหนึ่งวันก็ตอบตกลงทันที
หญิงชราที่ไล่ตามมาระบายความโกรธใส่สามีของตัวเอง ปากบ่นว่าเขาไม่ได้เื่ อยู่ด้วยกันมาครึ่งชีวิต วันๆ มีแต่ทำสวน
สามีอารมณ์ดีไม่อยากทะเลาะกับหญิงชรา จึงทำแค่ฟังไปเรื่อยๆ แล้วตอบแค่ไม่กี่คำ
“หืม ซวี่เอ๋อร์หายไปไหนแล้ว?” หวางเจาหวาร้องใ เธอมัวแต่คุยกับพ่อแม่ของสามี หยางซวี่หายไปตอนไหนก็ไม่รู้
หญิงชรามีประเด็นให้ด่าอีกรอบ หล่อนตำหนิดุด่าอย่างแรงว่าแค่ลูกชายคนเดียวยังดูแลไม่ได้ ไม่รู้เสวียเหวินแต่งงานกับเธอไปเพื่ออะไร?
จังหวะที่ทุกคนกำลังจะช่วยกันออกตามหา หยางซวี่ก็เดินออกมาจากข้างในบ้าน “ผมไม่เป็ไร ไม่ต้องเป็ห่วง”
เมื่อเห็นดังนั้นหวางเจาหวาจึงไม่มีอารมณ์มาทะเลาะด้วย รีบจูงมือฮั่วเสี่ยวเหวินออกไป
มีคนแบบหญิงชราเช่นนี้อยู่ ไม่ว่าที่ใดก็กลายเป็สนามรบได้ทั้งนั้น ขอแค่มีเวลาว่างหล่อนก็จะทะเลาะด้วยได้เป็เวลาสามวันสามคืน
หวางเจาหวาพาฮั่วเสี่ยวเหวินเดินไปบนถนน แต่เดินไปได้เพียงแค่ครึ่งทาง หยางเสวียเหวินก็ตามมาแล้ว
หวางเจาหวาใ สามีกลับบ้านในเวลานี้ได้อย่างไร?
“เธอสองคนจะไปไหน?” หยางเสวียเหวินถามอย่างมีเลศนัย
“ไปทำธุระ ให้เธอช่วยงาน” หวางเจาหวาโกหกหน้านิ่ง แต่หยางเสวียเหวินเหมือนจะรู้ทุกอย่างแล้ว เขาบอกให้เธอเลิกโกหก
“ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็ครอบครัวของคุณ เห็นคนอื่นดีกว่าครอบครัวตัวเอง ผมอุตส่าห์หาภรรยามาให้ซวี่เอ๋อร์ แต่คุณกลับจะส่งเธอกลับไป”
หยางเสวียเหวินทำได้แค่โกรธภรรยา แต่กับฮั่วเสี่ยวเหวินแล้วไม่ใช่ เขาด่ากราดชุดใหญ่ ระดับความรุนแรงเทียบเท่ากับหญิงชรา
“พวกเรากลับกันเถอะค่ะ!” ฮั่วเสี่ยวเหวินพูดแล้วเดินกลับไปทางบ้านของหยางเสวียเหวิน
นี่คงเป็โชคชะตาสินะ โชคชะตาที่กำหนดให้เธออยู่กับหยางซวี่ตลอดชีวิต
“เหอะ จะเสแสร้งให้ใครดูกัน? เมื่อครู่นี้ยังจะกลับไปอยู่เลยไม่ใช่หรือ? เอาสิ ฉันไม่ขวาง”
หยางเสวียเหวินพาลโกรธเอาดื้อๆ เขาดึงคอเสื้อด้านหลังของฮั่วเสี่ยวเหวินลากมาหาตัวเอง
“ทำอะไรของคุณน่ะ?” หวางเจาหวาเข้ามาห้ามอย่างรวดเร็ว หยางเสวียเหวินจึงยอมปล่อยตัวฮั่วเสี่ยวเหวิน
