เคอโยวหรานถึงกับเงยหน้าขึ้นฟ้าอย่างไร้สิ่งใดจะเอ่ย เมื่อครู่นางเพิ่งจะนึกลำพองใจ ด้วยคิดว่าตนช่างทำลายค่ายกลได้รวดเร็วนัก ภายในใจจึงรู้สึกหยิ่งผยองเป็อย่างยิ่ง
ตอนนี้ถูกตบหน้าแล้วกระมัง? ครานี้ผู้ใดจะมาช่วยนางกันเล่า?
จริงๆ เลย หลังพลาดก้าวแรกก็พลาดไปเรื่อยๆ ยามนี้เสาทุกต้นที่เคอโยวหรานเหยียบล้วนแต่เป็กลไกทั้งสิ้น
มีบางเสาที่เมื่อแตะก็ยุบลงไป และมีบางเสาที่ยังไม่ทันแตะก็ล้มลงไปด้านข้าง ทั้งยังมีเสาที่ดูเหมือนหนามาก ทว่าแท้จริงแล้วถูกตัดครึ่งท่อนเอาไว้
เคอโยวหรานอยากร้องไห้ทว่าไร้น้ำตา ทำได้เพียงใช้กำลังภายในหนีอย่างเอาเป็เอาตาย
แต่นี่ยังไม่นับว่าเท่าใด เพราะนอกจากปัญหาเกี่ยวกับเสาไม้ใต้ฝ่าเท้า กลางอากาศยังมีกระสอบทรายหนึ่งถึงสองใบลอยมาเป็ครั้งคราว
เคอโยวหรานหลบไม่ทัน ถูกกระแทกเสียจนหน้ามืดตาลาย เพิ่งเข้าไปในค่ายกลเสาไม้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็ถูกกระสอบทรายกระแทกจนกระเด็นลงมาเสียแล้ว
ต้วนเหลยถิงรู้สึกตื่นตระหนกทันใด รีบพุ่งเข้าไปหาเคอโยวหราน ถึงขั้นรับนางเอาไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะตกลงสู่พื้นดิน
หลังจากลงสู่ด้านล่างอย่างปลอดภัย เคอโยวหรานพลันะเิโทสะที่มิได้มีแค่เื่เดียว นางเอาแขนทั้งสองข้างเท้าเอวพลางเอ่ยด้วยความโมโหว่า
“ข้าว่านะท่านอาจารย์พิษ ท่านไม่รู้หรือว่าการทำเช่นนี้โดยที่ข้าไม่ทันตั้งตัวแม้แต่นิดมันอันตรายมากเพียงใดเ้าคะ?”
เซียนพิษลูบหนวดแพะเอ่ยอย่างไม่แยแสแม้แต่น้อย “อันตรายหรือ? อาจารย์ไม่รู้สึกสักนิด เ้าก็ไม่ได้เป็อันใดมิใช่หรือ?
อีกประการหนึ่ง หากเ้าเผชิญหน้ากับศัตรู มีหรือที่พวกเขาจะรอให้เ้าเตรียมพร้อมก่อนแล้วค่อยลงมือ? ยังจะปล่อยโอกาสให้เ้าได้เตรียมตัวด้วยหรือ?”
เคอโยวหราน “...?” นึกไม่ถึงว่านางจะไร้คำใดให้โต้กลับ
ครั้นคิดใคร่ครวญจึงรู้สึกว่าท่านอาจารย์พิษกล่าวได้ถูกต้อง ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ ผู้ใดสามารถหัวเราะได้จนถึงตอนสุดท้าย ผู้นั้นถึงจะเป็ผู้ชนะ
เคอโยวหรานลอบกำหมัด มองไปทางค่ายกลเสาไม้ก่อนจะเรียกพลังะโขึ้นไปอีกครั้ง...
......
ณ หมู่บ้านเถาหยวน
เมล็ดพันธุ์ของคนสกุลเคอถูกหว่านลงบนดินตามระยะเวลาการเพาะปลูกที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ทำการเพาะปลูกของพวกเขาจนแล้วเสร็จ
ส่วนคนสกุลเฉินกับเคออู่ฝูซึ่งเป็เพียงครอบครัวเดียวจากสกุลเคอกลับทำตามคำแนะนำของสกุลต้วน พากันบำรุงดินจนอุดมสมบูรณ์
หลังจากปลูกเมล็ดพันธุ์โดยไม่จำเป็ต้องเพาะต้นกล้าที่สกุลต้วนจัดไว้ให้ พวกเขาก็พากันยุ่งเื่หารือแยกจวน ก่อนจะยุ่งเื่จัดการแยกจวนและแบ่งโฉนดกันด้วยความยินดี
เหล่าช่างสร้างจวนต่างพากันสร้างโรงงานกับจวนอย่างขะมักเขม้นเช่นกัน ไม่มีผู้ใดทำงานลวกๆ แต่อย่างใด
ช่างหวงเอามือไพล่หลัง คอยเดินทางวนกลับไปกลับมาระหว่างทั้งสองฝั่งเพื่อตรวจสอบคุณภาพของบ้านเรือน ทั้งชี้แนะว่ามีส่วนใดทำได้ไม่ดีและจำเป็ต้องแก้ไขเป็ครั้งคราว
แต่เพราะทุกคนตั้งใจมากจนเกินไป จึงไม่มีปัญหาเื่คุณภาพของบ้านเรือนแม้แต่นิด สิ่งที่อาจารย์หวงชี้แนะมีเพียงปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเื่รายละเอียดเท่านั้น
สือโถวยกยิ้มเอ่ย “ท่านอาจารย์โปรดวางใจ สกุลต้วนจิตใจดี ดูแลอาหารการกินของพวกเราทุกคนไม่เคยขาด ทั้งยังจ่ายเงินค่าแรงตามกำหนดอีกด้วย
พวกเราล้วนพากันทำงานสุดความสามารถ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้เต็มกำลัง เช่นนี้ถึงจะไม่รู้สึกผิดต่อข้าวปลาอาหารของสกุลต้วนใช่หรือไม่?”
ซวนจื่อทำงานภายในมือพลางเอ่ยทั้งรอยยิ้มว่า “สือโถวพูดถูก ข้าทำงานมานานปีถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่เคยเห็นผู้ที่จิตใจดีเช่นสกุลต้วนกับฮูหยินน้อยต้วนมาก่อน
มิต้องเอ่ยถึงเื่อาหารสามมื้อ แต่ยังได้กินเนื้อหนึ่งมื้อเป็ประจำ ั้แ่เริ่มงานจนถึงวันนี้ สกุลต้วนเชือดหมูไปตั้งสองตัวแล้ว”
สือโถวเอ่ยต่อว่า “ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังไปซื้อหมูมาจากหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อให้พวกเราได้กินของดีๆ สกุลต้วนต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจไม่น้อยทีเดียว
ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็มิอาจลืมตัวจริงหรือไม่ ต้องรับประกันว่าจะทำงานให้มีคุณภาพดีที่สุด ทุกคนว่าใช่หรือไม่?”
“ใช่...ฮ่าๆๆๆ...” ทุกคนต่างขานรับเป็เสียงเดียวกัน บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็ครึกครื้นยิ่งนัก
......
ณ ห้องโถงสกุลเคอ
ปู่รองสกุลเคอนั่งลง เขาใช้มือข้างหนึ่งค้ำศีรษะพลางเอ่ยว่า “เถี่ยเกินเอ๋ย เ้าว่าแท้จริงแล้วผู้ใหญ่บ้านเฉินทำสิ่งใดกันแน่?
ภายในถังใหญ่บรรจุจนเต็มและปิดเอาไว้อย่างแ่า เข้าๆ ออกๆ จวนทั้งวัน ข้าคอยสะกดรอยตามมาหลายวันแล้ว
ข้าวของทั้งหมดถูกส่งไปยังโรงสุราฟู่หยวน เ้าว่าข้าวของมากมายขนาดนั้น แต่ละวันจะหาเงินได้มากน้อยเพียงใดกัน?”
ผู้เฒ่าเคอกลัดกลุ้มเช่นกัน เสนอความเห็นว่า “มิสู้ท่านพี่เข้าไปสอบถามในโรงสุราฟู่หยวนสักหน่อย หรืออาจจ่ายเงินเล็กน้อยเพื่อกินข้าวในโรงสุราสักมื้อเป็อย่างไรขอรับ?”
ปู่รองสกุลเคอเผยสีหน้ารวดร้าวอย่างเห็นได้ชัด “เ้าว่าโรงสุราฟู่หยวนเป็สถานที่เช่นใด? ใช่สถานที่ที่พวกขาเปื้อนโคลนตมเช่นพวกเราจะเข้าไปได้หรือ?
เ้าคิดว่าการเข้าไปกินข้าวหนึ่งมื้อใช้เงินแค่เล็กน้อยหรือ? หากไม่มีเงินสองถึงสามตำลึง เ้ากล้าเข้าไปหรือไม่?”
ขณะคนทั้งสองกำลังสนทนากัน เคอเจิ้งหนานพลันพาต่งปี้อู่เดินเข้ามาในลานเรือนสกุลเคอ ทั้งยังวางมาดเช่นพ่อตาอย่างสมบทบาทยิ่งนัก
“ข้าว่านะปี้อู่ เ้ารับเสี่ยวหรูกลับไปครั้งนี้จะให้นางเป็อนุหรือว่าฮูหยินเอกหรือ? ย่อมมิอาจปล่อยให้บุตรคนแรกเป็บุตรอนุกระมัง?”
สายตาของต่งปี้อู่หลุบลงโดยมิอาจสังเกตแล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อตาโปรดวางใจ ก่อนข้าเดินทางมาในครั้งนี้ได้ให้จวนว่าการทำทะเบียนสมรสแล้ว จะรับเสี่ยวหรูกลับไปในฐานะฮูหยินเอกขอรับ”
ขณะเอ่ย คนทั้งสองก็เดินเข้าไปในห้องของเคอเสี่ยวหรู
เคอเสี่ยวหรูกลอกตาขาวใส่ต่งปี้อู่ จากนั้นหลบสายตาไม่มองเขา
มือข้างหน้าลูบลงบนท้องน้อยแบนราบที่ยังมิอาจสังเกตเห็นว่าตั้งครรภ์ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งยกถ้วยยาบำรุงครรภ์ขึ้นมาจิบอึกเล็ก ทำท่าทางเช่นสตรีตั้งครรภ์ได้สมบทบาททีเดียว
ต่งปี้อู่หันหน้าหนีด้วยความรังเกียจ หากมิใช่เพราะทายาทสกุลต่งน้อยนิด มีบุตรเพียงคนเดียวตลอดทั้งสามชั่วอายุคน
คนเช่นเขามีหรือจะปล่อยให้สตรีบ้านนอกผู้หนึ่งขึ้นมากำแหงอยู่บนหัวของตนได้?
จะว่าไปแล้วก็น่าแปลก เขาต่งปี้อู่มีอนุนับไม่ถ้วน ทั้งยังหลับนอนกับหญิงรับใช้ตั้งมากมาย แต่เหตุใดกลับไม่มีทายาทเลยเล่า?
สิ่งสำคัญคือท่านปู่กับท่านพ่อก็เป็เช่นนี้เหมือนกัน หรือว่าชั่วชีวิตนี้ของตนถูกกำหนดให้มีบุตรเพียงคนเดียวเท่านั้น?
หากเป็เช่นนี้ บุตรผู้นี้ภายในครรภ์ของเคอเสี่ยวหรูอาจคือเืเนื้อเชื้อไขเพียงหนึ่งเดียวของเขาเสียแล้ว จะให้ครรภ์นี้เป็อันใดไปไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อคิดเช่นนี้ ต่งปี้อู่มิอาจไม่ลดท่าทีลง “เสี่ยวหรู สามีมารับเ้ากลับจวน”
เคอเสี่ยวหรูไม่สะทกสะท้าน นางยังคงดื่มยาบำรุงครรภ์อย่างเอ้อระเหย ไม่มีท่าทีว่าจะกลับไปแม้แต่นิด
ต่งปี้อู่ลอบกำหมัด ฝืนข่มเพลิงโทสะภายในอกแล้วเอ่ยว่า “ข้าต้องทำอย่างไร เ้าถึงจะยอมกลับไปหรือ?”
เคอเสี่ยวหรูวางถ้วยยาว่างเปล่าลงก่อนตอบ “เครื่องประดับและเงินทองทั้งหมดที่ท่านเคยแย่งไปจากข้า จำต้องนำมาคืนทั้งหมด
มิเช่นนั้นแม้ตีข้าให้ตายก็ไม่มีทางเก็บเด็กคนนี้เอาไว้ ทั้งยังไม่ยอมกลับไปกับท่านอีกด้วย”
ต่งปี้อู่กัดฟัน เพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ให้ผ่านความยากลำบาก สกุลต่งใช้เงินทองจนแทบจะหมดคลังแล้ว ยามนี้กำลังอยู่ในสถานการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลังอย่างแท้จริง
ทว่าเพื่อให้เคอเสี่ยวหรูกลับไปบำรุงครรภ์ดีๆ ต่งปี้อู่จึงทำได้เพียงอดกลั้นและเค้นคำว่า “ได้” ออกมา
เคอเสี่ยวหรูยกยิ้มบาง ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปากเอ่ยว่า
“ระยะนี้ข้าไม่ค่อยอยากอาหาร แพ้ท้องหนักยิ่งนัก ไม่ว่าจะกินสิ่งใดล้วนไร้รสชาติ ได้ยินมาว่าสะใภ้ทั้งสองของผู้ใหญ่บ้านเฉินมีฝีมือทำอาหารยอดเยี่ยม ปี้อู่จะไปที่จวนผู้ใหญ่บ้านเฉินแล้วขอให้พวกนางทำอาหารหนึ่งโต๊ะให้ข้าได้หรือไม่เ้าคะ?”
ต่งปี้อู่ “......”
ต่งปี้อู่อยากทุบเคอเสี่ยวหรูให้ตาย จะทำอย่างไรดี?
ทว่าเขาสามารถลงมือได้หรือ? ไม่เพียงมิอาจทำ แต่ยังต้องคอยเอาอกเอาใจนางด้วยวาจาอ่อนหวาน และต้องใช้ชีวิตเช่นนี้ไปอีกแปดถึงเก้าเดือนเลยด้วย
ยิ่งคิดยิ่งโมโห ต่งปี้พลันหันกายเดินไปข้างนอกพลางเอ่ยว่า “ข้าจะไปสอบถามที่จวนผู้ใหญ่บ้านเฉินสักหน่อย ไม่รู้ว่าผู้อื่นจะมีเวลาหรือไม่”
ปู่รองสกุลเคอที่เพิ่งเดินออกจากประตูห้องโถงใหญ่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับดวงตาเป็ประกาย นี่ไม่เท่ากับกำลังสัปหงกแล้วมีคนส่งหมอนมาให้หรอกหรือ?
เมื่อครู่กำลังกังวลว่าจะไร้โอกาสในการสืบเื่ที่จวนผู้ใหญ่บ้านเฉิน นี่ไม่เท่ากับมีโอกาสแล้วหรือ?
ปู่รองสกุลเคอเดินเข้ามาหาต่งปี้อู่ภายในสองสามก้าว จากนั้นเอ่ยประจบเช่นสุนัขรับใช้ว่า
“ไอ้หยา นี่มิใช่เถ้าแก่น้อยสกุลต่งหรอกหรือ? ท่านกำลังจะไปจวนผู้ใหญ่บ้านเฉินใช่หรือไม่? ข้ารู้จักจวนของพวกเขาเป็อย่างดี มิสู้ให้ข้าพาท่านไปเป็อย่างไร?”
