ครึ่งชั่วยามให้หลัง
ในที่สุด เมื่อเห็นเฉียวรุ่ยชนะคู่ต่อสู้ทั้งสองคน เหลืออยู่บนเวทีเพียงคนเดียว ต่งเฟิงก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เทียนฉี เฉียวรุ่ยชนะแล้ว!”
“อืม!” หลิ่วเทียนฉีขานรับคำหนึ่งเสียงเรียบ สีหน้าย่ำแย่นัก ระหว่างที่เขาดูการแข่งขันอยู่ เขานับได้ว่ายามนี้ บนร่างของเฉียวรุ่ยมีาแเท่าไร
พอคิดว่าเสี่ยวรุ่ยาเ็ทั่วร่างอยู่ หลิ่วเทียนฉีเริ่มมีความรู้สึกรุนแรง อยากจับคนรักลงจากเวทีประลอง ไม่อนุญาตให้เข้าร่วมแข่งขันต่อยิ่งนัก
แต่เขารู้ หากตนทำเช่นนั้น เสี่ยวรุ่ยต้องโกรธมากแน่ เขาจึงไม่มีทางทำ ได้แต่รอให้เสี่ยวรุ่ยชนะและลงจากเวทีด้วยตนเอง
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยเดินลงมาถึงข้างกายเขา
“กินโอสถรักษาอาการาเ็กับโอสถบำรุงพลังทิพย์เม็ดหนึ่งก่อน” พูดด้วยใบหน้าบึ้งตึงพลางส่งโอสถให้
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า รีบรับโอสถมากลืนลงไป
“เทียนฉี นี่เ้าปวดใจแล้วสิ?” ต่งเฟิงเห็นหลิ่วเทียนฉีหน้าตึงเหมือนผิวน้ำก็หัวเราะก่อนเอ่ยขึ้น
“ศิษย์น้องเฉียว ท้องหิวหรือไม่ อยากกินอะไรหรือเปล่า?” จงหลิงพูดพลางเอาของว่างห่อหนึ่งออกมาส่งให้
“ใช่แล้ว เ้ารีบกินเถอะ! เหลือเวลาพักอีกครึ่งชั่วยาม หลังจากนี้ต้องแข่งรอบสอง จากสิบให้เหลือห้าคน ดูสู้ยากกว่ารอบนี้อีกนะ!” เมิ่งเฟยมองเฉียวรุ่ยพลางบอกเสียงจริงจัง
“อื้อ ถ้าอย่างนั้น ข้าไม่เกรงใจล่ะนะ ขอบคุณศิษย์พี่จง!” เฉียวรุ่ยรับมาเปิดกระดาษน้ำมัน เริ่มก้มหน้าก้มตากิน
หลิ่วเทียนฉีมองเฉียวรุ่ยกินของว่างอยู่ข้างกายก็เอาชาทิพย์ถ้วยหนึ่งออกมาส่งให้อีกฝ่ายเงียบๆ
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยรับถ้วยชาพร้อมเรียกเสียงเบา
“อย่าฝืนตนเองเกินไปล่ะ พยายามให้ถึงที่สุดก็พอ!”
“อืม ข้ารู้!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า รับคำเสียงเบา
“ใช่แล้วเฉียวรุ่ย เ้าอย่าทำให้ตนเองาเ็ไปทั้งตัวสิ เดี๋ยวเทียนฉีก็ปวดใจหรอก!” ต่งเฟิงมองเฉียวรุ่ยพลางเอ่ยล้อเลียน
“ใช่แล้ว เ้าไม่รู้หรอก ศิษย์น้องหลิ่วยืนอยู่ตรงนี้ดูเ้าแข่ง เขาจดจ่อและกังวลมากเพียงไรน่ะ” ไม่ใช่แค่จดจ่อ แต่ใบหน้ายังถมึงทึงเป็พิเศษอีก เมิ่งเฟยแอบเป็ห่วงอยู่เลยว่าเขาอาจทนไม่ไหว ขึ้นเวทีไปใช้ยันต์วิเศษตบคู่ต่อสู้ของเฉียวรุ่ยจนตายด้วยตนเองน่ะ
“ใช่แล้วศิษย์น้องเฉียว ศิษย์น้องหลิ่วเป็ห่วงเ้ามากเลยนะ!” ราวกับเขียนคำว่าห่วงบนใบหน้าไว้ จงหลิงจึงมองออกเช่นกัน
“อื้อ ข้าจะระวัง!” เฉียวรุ่ยได้ฟังคำพูดของทั้งสามคนก็พยักหน้าหงึกหงัก หันไปมองคนรักอย่างระวัง
“อย่าปล่อยให้ตนเองได้รับาเ็ ข้าจะปวดใจ!” หลิ่วเทียนฉียกมือลูบมุมปากเขียวช้ำของคนรักแ่เบา
“อืม!” เฉียวรุ่ยมองเห็นความรักกับความห่วงใยในดวงตานั้นก็พยักหน้าน้อยๆ อย่างว่าง่าย
การแข่งขันรอบที่สองโหดร้ายกว่ารอบแรกอยู่มากนัก คู่ต่อสู้มาจากการจับฉลาก รอบนี้คู่ต่อสู้ของเฉียวรุ่ยคือเมิ่งผู่ หยอดฝีมืออันดับหกของวิทยาลัยยุทธ์
“ศิษย์น้องเฉียวถึงกับเจอเมิ่งผู่ ดูท่าครั้งนี้ต้องเป็ศึกหนักแน่!” เมิ่งเฟยหรี่ตามองทั้งคู่บนเวทีประลอง รู้สึกท่าไม่ค่อยดี
“ใช่แล้ว เมิ่งผู่เป็ถึงยอดฝีมือสิบอันดับแรกของวิทยาลัยยุทธ์เชียวนะ!” จงหลิงค่อนข้างกังวลกับการแข่งขันครั้งนี้
“ไม่น่ามีปัญหาเท่าไรกระมัง? ข้าว่าเฉียวรุ่ยสู้ได้คล่องแคล่วชำนาญอยู่นะ!” ต่งเฟิงเห็นสองคนบนเวทีประลองกันอย่างสูสี ไม่คิดว่าเป็ปัญหาใหญ่นัก
หลิ่วเทียนฉีหรี่ตา จ้องบนเวทีประลองเขม็ง ไม่เอ่ยสักคำ เพียงแต่เฝ้ามอง รอคอยอย่างเงียบงัน
.........
“ฮ่าๆๆ มองไม่ออกเลยว่าเ้าหนูเฉียวรุ่ยจะสู้เก่งเช่นนี้ ถึงกับเบียดเข้ามาสิบอันดับแรกได้เชียว!” อวี๋ชิงโยวมองเฉียวรุ่ยบนเวทีประลองด้วยใบหน้ายิ้มก่อนเอ่ยขึ้น
“วิชาหมัดกับวิชาต่อสู้มือเปล่าของเฉียวรุ่ยไม่เลวยิ่งนัก!” พระเอกพยักหน้า คิดว่าพลังของอีกฝ่ายไม่อ่อนแอเลย
“ใช่แล้ว น้องเจ็ดตามีแววนัก ถึงกับหาคู่ชีวิตที่ร้ายกาจเช่นนี้!” หลิ่วซานยิ้มเรียบๆ พูดเสียงเบา ความหมายดูเรียบง่าย ‘เฉียวรุ่ยดีอีกเท่าใด ก็เป็คู่ชีวิตของผู้อื่น’
“ฮ่าๆๆ!” ได้ยินคำพูดของหลิ่วซาน อวี๋ชิงโยวพลันหัวเราะ พูดได้เปรี้ยวจริงนะ! ใครบางคนคงหึงอยู่กระมัง!
“ซือซือ เขาคือคู่ชีวิตน้องชายร่วมตระกูลของเ้าหรือ? สู้เก่งจริงเชียว!” บุรุษชุดผ้าไหมจ้องเฉียวรุ่ยบนเวทีประลองพลางถามหลิ่วซือที่อยู่ข้างกาย
“ใช่ เขาชื่อเฉียวรุ่ย เป็คู่ชีวิตของน้องเจ็ดข้า!” หลิ่วซือพยักหน้ายอมรับ
“นี่ ผู้ใช้ยันต์ครองคู่กับผู้ฝึกยุทธ์ น้องชายร่วมตระกูลเ้าคงไม่ถูกกดลงเตียง โดนซ้อมทุกวันหรอกนะ?” เขาถามอีกฝ่ายอย่างระมัดระวังอีกครั้ง
ได้ยินเข้า พระเอก นางเอก อวี๋ชิงโยวและหลิ่วซือ พวกเขาสี่คนต่างหันไปมองอีกฝ่ายในเวลาเดียวกัน
“เซวียนหยวนหง เ้าพูดเหลวไหลอะไรฮึ? น้องเจ็ดของข้ากับเสี่ยวรุ่ยรักกันดียิ่ง เสี่ยวรุ่ยไม่มีทางตีน้องเจ็ดหรอก!” หลิ่วซือโกรธฮึดฮัด มองอีกฝ่ายอย่างหงุดหงิด ในใจคิด ‘หากไม่ใช่เพื่อสิทธิ์เข้าแดนลับ นางไม่มีทางสนใจเ้านี่หรอก!’
“ฮ่าๆๆ ก็ไม่แน่นะ! เื่สามีภรรยา ใครจะบอกได้เล่า?” เซวียนหยวนหงหัวเราะแห้งๆ เอ่ยขึ้นเหมือนถูกต้อง
“เฮอะๆ หากเ้าสนใจเื่ของพวกเขา อีกประเดี๋ยวรอเฉียวรุ่ยสู้เสร็จ เ้าไม่ลองถามไปดูล่ะ?” อวี๋ชิงโยวมองอีกฝ่าย พูดขึ้นเสียงดังอย่างชมชอบ เห็นเป็เื่สนุกไม่กลัวเื่วุ่นวายสักนิด
“ไม่ๆๆ บุรุษสองเพศที่ดุร้ายเช่นนั้น ข้าขอเคารพอยู่ห่างๆ ดีกว่า!” เซวียนหยวนหงส่ายศีรษะปฏิเสธ
ทุกคนเห็นท่าทางของเขา อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“เกินร้อยกระบวนท่าแล้ว ดูท่าโอกาสชนะของเสี่ยวรุ่ยจะมีมากอยู่นะ!” หลิ่วซือมองสถานการณ์บนเวทีประลองก่อนบอกเสียงแ่
“ต่อให้ชนะรอบที่สองก็ยังมีรอบที่สามอยู่อีกนะ? อย่างไรเฉียวรุ่ยก็เป็ยอดฝีมือหน้าใหม่ จะแย่งลำดับที่หนึ่งกับสองมาจากศิษย์หน้าเก่าเ่าั้ ไม่มีทางเป็ไปได้สักนิด!” เซวียนหยวนหงลองวิเคราะห์ เขาไม่ได้มีเจตนาดูถูกเฉียวรุ่ย แต่เมื่อหลิ่วซือได้ยินกลับรู้สึกไม่เข้าหู
“เ้าว่าเสี่ยวรุ่ยสู้พวกเขาไม่ได้หรือ?”
“ไม่ๆๆ ข้าพูดถึงประสบการณ์ ประสบการณ์ของเฉียวรุ่ยอาจมีไม่พอน่ะ!” เซวียนหยวนหงส่ายศีรษะ รีบร้อนแก้ตัว
“ที่จริง ตามที่องค์ชายหกพูดก็ไม่ได้ไร้เหตุผลนัก อย่างไรเสี่ยวรุ่ยก็ยังขาดเวลาในการบ่มฝีมืออยู่!” นางเอกพยักหน้าต่อคำพูดของเซวียนหยวนหง
“เฮ้อ ข้ารู้ว่าเสี่ยวรุ่ยอาจกลายเป็ที่หนึ่งกับที่สองลำบาก แต่ข้าก็หวังให้เขาสู้ได้จนถึงท้ายที่สุดนะ!” เฉียวรุ่ยต้องชนะ ถึงจะเข้าไปในแดนลับกับน้องเจ็ดได้ไม่ใช่หรือ?
“รอบนี้เฉียวรุ่ยชนะแน่!” พระเอกมองเฉียวรุ่ยบนเวทีประลองเงียบๆ ดูเหม่อลอย ตั้งใจมองอย่างผิดปกติ เขามักรู้สึกว่าการที่เฉียวรุ่ยเผยความอหังการออกมาเช่นนี้ ช่างน่าหลงใหลอย่างบอกไม่ถูก
เฉียวรุ่ยที่มีท่าทีอหังการ อันธพาลเช่นนี้ พระเอกเพิ่งได้พบเป็ครั้งแรก อาจบอกได้ว่าเขาดูมีเสน่ห์ น่าหลงใหลยิ่งกว่าเฉียวรุ่ยผู้เ็านัก ราวกับเผยความเย้ายวนบางอย่างออกมา ทำให้ตนนึกอยากกดผู้ที่แข็งแกร่ง ดุร้ายและก้าวร้าวเช่นนี้ไว้ใต้ร่างยิ่งนัก
นาทีนี้ คล้ายพระเอกเข้าใจความคิดของหลิ่วเทียนฉี ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเลือกเฉียวรุ่ย คอยกังวลใจ มีจิตใจคับแคบ ไม่ยอมให้ผู้ใดลอบมองสมบัติล้ำค่าของเขานัก
ลองคิดดูอีกนิด หากปราบม้าป่าเช่นนี้ให้เชื่องได้ ให้เขาปรนนิบัติอยู่ใต้ร่าง สำหรับบุรุษเป็ความภาคภูมิใจปานใดกันนะ? เทียบกับสตรีที่โอนอ่อนไม่ขัดขืน เฉียวรุ่ยที่พยศเช่นนี้ย่อมมีรสชาติยิ่งกว่า เติมเต็มหัวใจผยองของบุรุษได้มากกว่า อย่างนั้นสินะ
‘อย่างจ้องผู้อื่นตลอดสิ เขาเป็บุรุษมีสามีแล้วนะ!’ อวี๋ชิงโยวเหล่ตามองพระเอกทีหนึ่ง ยิ้มเล็กน้อยก่อนส่งกระแสจิตหา
ได้ยินคำนี้ มุมปากพระเอกยกขึ้น ‘ข้าไม่สนใจบุรุษสองเพศ!’
ก่อนพานพบกับเฉียวรุ่ย พระเอกคิดว่าตนไม่มีทางชอบบุรุษสองเพศมาตลอด แต่หลังพบกับเขา พระเอกกลับคิดว่าเฉียวรุ่ยไม่เหมือนใคร พอได้ลอบมองเฉียวรุ่ยคราวนี้ ในใจพระเอกจึงขัดแย้งกันเหลือเกิน
“ฮ่าๆๆ...” อวี๋ชิงโยวมองพระเอกปากอย่างใจอย่าง ยิ้มอย่างมีเลศนัย
ดูท่า ที่หลิ่วเทียนฉีระวังศิษย์พี่มาตลอดใช่ว่าจะไร้เหตุผล
.........
รอบที่สอง เฉียวรุ่ยสู้ลำบากยากเย็นกว่ารอบที่หนึ่ง ยังดีที่ท้ายที่สุด เฉียวรุ่ยชนะคู่ต่อสู้ กลายเป็ผู้ที่ยืนอยู่บนเวที
เห็นเฉียวรุ่ยยืนโงนเงนจวนจะล้ม เงาร่างสองคนจากด้านล่างเวทีขยับในเวลาเดียวกัน
พระเอกทะยานร่างขึ้นเวทีมาถึงข้างกายเฉียวรุ่ย ยื่นมือออกไปจะประคอง กลับถูกดึงออกในทันที
พระเอกเงยหน้ามองหลิ่วเทียนฉีที่บินขึ้นเวทีประลองมาอย่างรวดเร็ว เขาอึ้งไปเล็กน้อย
หลิ่วเทียนฉีดึงมือพระเอกออก รีบโอบคนรักเข้ามาในอ้อมแขน ก้มหน้าลงมองใบหน้าซีดเผือด
“เสี่ยวรุ่ย เ้าเป็อย่างไรบ้าง?”
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยมองคนรัก เผยรอยยิ้มดูซีดเซียวออกมา
หลิ่วเทียนฉีหยิบโอสถรักษาอาการาเ็เม็ดหนึ่งกับโอสถบำรุงพลังทิพย์อีกเม็ดออกมา ป้อนเข้าปากเฉียวรุ่ยทันที
เมื่อเห็นเฉียวรุ่ยที่เมื่อครู่ยังประดุจพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่ง กัดขย้ำ สู้ยิบตา ต่อสู้กับคู่ต่อสู้อย่างดุร้าย แต่เวลานี้ กลับโอนอ่อนอิงแอบในอ้อมแขนของบุรุษประหนึ่งแมวบ้านเชื่องๆ พระเอกพลันเลิกคิ้ว ไม่อาจแย้งได้นักว่าเฉียวรุ่ยที่เป็เช่นนี้ทำให้เขาหวั่นไหวหนักเสียจริง!
“ศิษย์น้องเฉียว เ้าไม่เป็ไรนะ?” จงหลิงเดินขึ้นเวทีมาถามอย่างเป็ห่วง
“ใช่แล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง? หากไม่ไหวก็สละสิทธิ์เถอะ!” เมิ่งเฟยบอกอย่างกังวล
“ถูกต้อง เฉียวรุ่ย เ้าเป็ห้าอันดับแรกของวิทยาลัยยุทธ์แล้ว ลำดับนี้สำหรับเ้าคงไม่เลวนัก อย่างไรเ้าก็เพิ่งเข้าวิทยาลัยเซิ่งตูมาแค่หกปีนะ! ผู้อื่นเขาอยู่ในวิทยาลัยมาหลายสิบปีแล้ว!” ต่งเฟิงมองเฉียวรุ่ยพลางปลอบเสียงเบา
“ใช่ อย่าอวดเก่งเลย เดินมาถึงก้าวนี้ได้ก็ดียิ่งนัก!” พระเอกพยักหน้า เข้าร่วมกลุ่มเกลี้ยกล่อมด้วย
เฉียวรุ่ยได้ยินก็ตาขวาง มองอีกฝ่ายอย่างเ็าแล้วหันไปมองคนรักข้างกาย
“เทียนฉี?” เฉียวรุ่ยเรียกเสียงแ่ อยากถามความเห็นเล็กน้อย
ได้ยินเสียงเรียกนั้น ทุกคนหันไปมองหลิ่วเทียนฉี พระเอกก็เช่นกัน เขารู้ นาทีนี้ ไม่ว่าหลิ่วเทียนฉีพูดอะไร เฉียวรุ่ยย่อมเชื่อฟังอีกฝ่ายอย่างแน่นอน นี่คือเฉียวรุ่ย เป็พยัคฆ์บนเวทีประลองได้ และก็เป็แมวบ้านให้บุรุษของตนได้
หลิ่วเทียนฉีมองตอบท่าทางคาดหวังของคนรัก เอ่ยตอบเสียงเบา “ข้าเคารพการตัดสินใจของเ้า!”
“เทียนฉี ข้า ข้าอยากเข้าแข่งขันรอบสุดท้าย!” เฉียวรุ่ยมองคนรัก บอกอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“นั่งลง!” หลิ่วเทียนฉีสั่งเสียงเรียบ
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ทรุดตัวนั่งลงบนเวทีประลอง
หลิ่วเทียนฉีเอายันต์รวมปราณทิพย์ออกมาแปะไว้บนร่างเฉียวรุ่ยสิบแผ่นอย่างเร่งรีบ “เ้ามีเวลาเพียงครึ่งชั่วยาม พยายามดูดกลืนปราณทิพย์ให้มาก เตรียมตัวสู้ครั้งต่อไปเสีย”
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ หลับตาลง เริ่มทำสมาธิ
“น้องเจ็ด เสี่ยวรุ่ยเป็อย่างไรบ้าง?” หลิ่วซือเดินขึ้นเวทีมาถามอย่างเป็ห่วง
“ไม่เป็ไร พักสักหน่อยก็หายแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะบอก
“ศิษย์น้องหลิ่ว ยันต์ทั่วร่างคู่ชีวิตของเ้าคือยันต์อะไรหรือ?” เซวียนหยวนหงเห็นยันต์แปะอยู่บนร่างของเฉียวรุ่ย จึงถามอย่างสงสัย
“ยันต์รวมปราณทิพย์ ใช้รวบรวมปราณทิพย์ ช่วยเหลือในการฝึกฝนน่ะ!”
“ยันต์รวมปราณทิพย์ ไม่เลวเลยนะ มันใช้ร่วมกับโอสถหวนปราณทิพย์ได้ด้วยนี่!” เซวียนหยวนหงลูบปลายคาง สนใจยันต์รวมปราณทิพย์ของหลิ่วเทียนฉีอย่างยิ่ง
“องค์ชายหกพูดไม่ผิด ยันต์ชนิดนี้ ใช้คู่กับโอสถหวนปราณทิพย์กับโอสถคืนปราณทิพย์ดีที่สุด เื่นี้ข้าใช้ตนเองทดลองเชียวนะ!” ต่งเฟิงพยักหน้ารัวๆ เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าภาคภูมิ
ได้ยินคำพูดของของต่งเฟิง หลิ่วเทียนฉีก็เลิกคิ้วมอง องค์ชายหกเซวียนหยวนหงหรือ? เ้าหมอนั่นที่ตามจีบหลิ่วซือ?
ในนิยายต้นฉบับ บอกว่าหลิ่วซือไม่ชายตาการตามจีบของเซวียนหยวนหง ใจรักพระเอกผู้เดียว แต่คราวนี้ ดูเหมือนหลิ่วซือจะเปลี่ยนความคิดสินะ! ก็ไม่แปลกหรอก ตอนนี้พระเอกเป็ถึงศัตรูที่สังหารมารดาเชียวนะ! นางย่อมไม่มีทางชอบอีกฝ่ายอีกแล้ว
“เสี่ยวรุ่ยไม่เป็ไรก็ดี!” หลิ่วซือเห็นเฉียวรุ่ยไม่เป็อะไรมากจึงยิ้มพลางบอก
“เฮอะๆ เฉียวรุ่ยนี่สู้เก่งจริงนะ!” อวี๋ชิงโยวมองเฉียวรุ่ยที่นั่งทำสมาธิอยู่บนพื้น หัวเราะพลางเอ่ยขึ้น
“ให้ข้าเฝ้าคุ้มกันเสี่ยวรุ่ยคนเดียวก็พอ ทุกคนไปพักด้านข้างเวทีประลองเถิด!” หลิ่วเทียนฉีพูด สื่อเป็นัยให้ทุกคนออกไป
“ถูกต้อง อย่ารบกวนเฉียวรุ่ยเลย!” ทุกคนพยักหน้า พากันลงจากเวที
พระเอกมองเฉียวรุ่ยด้วยแววตาลุ่มลึก ก่อนตามทุกคนลงจากเวทีไป
