“เซี่ยเฟิง ไม่คิดว่าจะเป็พวกเ้าจริงๆ นะเนี่ย ช่างบังเอิญโดยแท้ พวกเ้าเก็บเกี่ยวอะไรมาได้บ้างล่ะ เก็บสมุนไพรล้ำค่าได้บ้างไหม?”
ใน่ห้าอึดใจ ชายหัวโล้นร่างกายกำยำบึกบึนในชุดคลุมขนสัตว์อสูรก็ปรากฏกายขึ้น อีกฝ่ายเดินเหยียบชั้นหิมะหนาทึบมาโผล่ที่เบื้องหน้าของพวกเซี่ยเฟิง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่ประสงค์ดีสักเท่าไหร่
“เฮยหยา...”
เมื่อเห็นชายร่างกายบึกบึนตรงหน้า พวกเซี่ยเฟิงก็หน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะสองสาวเซี่ยย่วนและเซี่ยหลิน ที่หวาดกลัวเสียจนตัวสั่นงันงก ดวงตาฉายชัดถึงความหวาดผวา
พวกเขาทั้งสามไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญเจอศัตรูคู่อาฆาต ในเทือกเขาหิมะที่รกร้างไร้คนสัญจรผ่านเช่นนี้ได้
“เอาถุงเอกภพของพวกเ้ามาให้ข้า บางทีข้าอาจจะใจอ่อนยอมปล่อยพวกเ้าไปก็ได้” เฮยหยากวาดตามองร่างกายเซี่ยย่วนและเซี่ยหลินที่อยู่ในวัยสาวสะพรั่งเปี่ยมชีวิตชีวาด้วยสายตาร้อนแรง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย
“เฮยหยา เ้าอย่าให้มันมากนักนะ”
แม้ว่าพลังของเฮยหยาจะเหนือกว่าพวกเขามาก แต่เซี่ยเฟิงรู้ดีว่าหากพวกตนเลือกจะถอยหนี จุดจบจะต้องย่ำแย่ยิ่งกว่านี้มาก จึงทำเป็ใจแข็งตอบโต้
“แค่นี้ก็โกรธแล้วเรอะ? หากข้าปลดเปลื้องอาภรณ์ของพวกนางต่อหน้าเ้า แล้วลิ้มรสความงดงามหอมหวานของพวกนางเสียตรงนี้ เ้าจะไม่โมโหจนเป็ลมตายไปเลยหรือ?” เฮยหยาพูดขึ้นอย่างโอหังวางท่า
“เ้า เ้าอย่าพูดจาไร้สาระนะ หากเ้ากล้าทำร้ายข้าขึ้นมาจริงๆ ท่านพ่อของข้าจะต้องตามไปฆ่าเ้าเพื่อล้างแค้นแทนพวกเราอย่างแน่นอน” เมื่อเห็นสายตาโลมเลียของเฮยหยา เซี่ยย่วนก็ใกลัวจนหน้าซีดขาว ความร้ายกาจเอาแต่ใจบนใบหน้าหายไปอย่างไร้ร่องรอย เอ่ยเตือนอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น
“รอให้ข้าเล่นสนุกกับพวกเ้าจนพอใจแล้ว ก็จะสังหารปิดปากพวกเ้าซะ แล้วทีนี้ใครหน้าไหนจะไปรู้ว่าเป็ฝีมือข้าล่ะ?” มุมปากของเฮยหยายกโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า พลางพูดจาราวกับกุมชีวิตของทั้งสามคนไว้ในกำมือของตนเองแล้ว
“แต่พวกเ้าวางใจได้เลย ก่อนจะตาย ข้าจะให้พวกเ้าได้ััรสชาติอันหอมหวานที่สุดในชีวิต ให้พวกเ้าได้จดจำความรู้สึกเหมือนจะเป็จะตายเช่นนี้ไปยันชาติหน้าเลยล่ะ”
กล่าวจบ เฮยหยาก็หัวเราะออกมาด้วยความเหลิงอำนาจ
“ตลกมากไหม?”
ในขณะที่เฮยหยากำลังจะลงมืออยู่รอมร่อ น้ำเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนก็ดังกระทบหูของเขา เยี่ยเฉินเฟิงสะบัดหิมะก้อนหนาบนร่างกายออก ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างไม่รีบร้อนและเดินตรงไปด้านหน้า
“มีพวกรนหาที่ตายมาเพิ่มอีกคนแล้ว”
แม้เฮยหยาจะรู้สึกใที่ตนเองััตัวตนของอีกฝ่ายไม่ได้เลยสักนิด แต่พอตรวจพบว่าเยี่ยเฉินเฟิงเป็เพียงปรมาจารย์อสูรมายาระดับหกเท่านั้น เฮยหยาก็แสดงความหยามเหยียดออกมาเล็กน้อย และเมินเฉยต่ออีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง
“เฟิงเฉิน เื่นี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเ้า รีบหนี...”
เซี่ยเฟิงคิดว่าตนเองต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอนจึงไม่อยากลากเยี่ยเฉินเฟิงเข้ามาเกี่ยวด้วย ในตอนที่เขากำลังกล่าวเตือนให้อีกฝ่ายรีบหนีไปนั้น เขาก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าและไม่อาจจะกล่าวจนจบประโยคได้
“ฟิ้ว!”
เงาลวงตาอันแสนรวดเร็วสายหนึ่งเคลื่อนตัวผ่านพื้นหิมะดุจสายฟ้าฟาด เพียงพริบตาเดียวก็เข้าประชิดตัวเฮยหยาได้แล้ว
ครู่ต่อมา คลื่นกระบี่สะท้านโลกาสายหนึ่งก็พรั่งพรูออกมาจากร่างของเยี่ยเฉินเฟิง ตัดผ่านชั้นหิมะหนาทึบราวกับกระบี่เทวะเก้าชั้นฟ้า ฟาดฟันไปทางเฮยหยาที่หน้าเผือดสีเพราะความประมาทเลินเล่อ
“ฉัวะ!”
เกราะป้องกันกายของเฮยหยาแตกร้าว รอยแผลบาดลึกถึงชั้นกระดูกปรากฏขึ้นบนหน้าอกของเขา เืจำนวนมากไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจควบคุม รินรดลงไปบนพื้นหิมะสีขาวจนเกิดเป็ภาพที่ดูแปลกตาอย่างมาก
หากไม่ใช่เพราะเฮยหยาถอยหลบโดยสัญชาตญาณ และสร้างเกราะป้องกันขึ้นจากพลังิญญา คลื่นกระบี่สะท้านโลกาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจกระบี่ครั้งนี้ คงมากพอจะหั่นร่างเขาออกเป็สองท่อนได้
‘แม้ว่าเฮยหยาผู้นี้จะเป็จอมพลอสูรโลการะดับสาม แต่พลังของเขากลับอ่อนด้อยกว่าเซินถูจือิ’
การตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียวก็สร้างาแให้เฮยหยาได้แล้ว เยี่ยเฉินเฟิงจึงคาดคะเนพลังที่แท้จริงของอีกฝ่ายอย่างคร่าวๆ
“อะไรกัน...”
พวกเซี่ยเฟิงยืนมองเยี่ยเฉินเฟิงที่เดินเข้ามาใกล้ๆ อย่างเชื่องช้าพร้อมกับปราณกระบี่ที่ลอยวนอยู่รอบตัวด้วยอาการปากอ้าตาค้าง สายตาราวกับเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น
“มารดาเถอะ เ้ากล้าทำร้ายข้าเรอะ!”
เฮยหยาไม่มีทางยอมรับความจริงที่ว่าตนถูกเยี่ยเฉินเฟิงที่เป็เพียงปรมาจารย์อสูรมายาระดับหกฟันจนาเ็ได้ จึงตวาดเสียงกร้าวออกมาอย่างไม่อาจควบคุม จิตอสูรเสือดำตนหนึ่งปรากฏขึ้นซ้อนทับร่างกายของเขา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ชุดเกราะห่อหุ้มร่างกายที่ได้รับาเ็ของเขา
เขาตบถุงเอกภพอย่างรวดเร็ว กระบี่หนักด้ามหนึ่งที่มีน้ำหนักนับพันจิน ฉลุลายสีทองตลอดด้ามกระบี่และเป็อาวุธิญญาระดับหลิงขั้นกลางก็ปรากฏในมือของเขา
“กระบี่หนัก!”
เมื่อเห็นอาวุธิญญาในมือของเฮยหยา เยี่ยเฉินเฟิงก็ตาลุกวาวทันที
คนที่บำเพ็ญสองสายทั้งพลังกายและพลังิญญาอย่างเขากำลังขาดแคลนอาวุธหนักอยู่พอดีเลย และกระบี่หนักในมือของเฮยหยาก็เป็สิ่งที่เขาอยากได้มากที่สุดในยามนี้
“พวกเ้ามัวนิ่งอึ้งกันอยู่ทำไมล่ะ รีบหนีออกไปจากที่นี่สิ”
เยี่ยเฉินเฟิงะโบอกพวกเซี่ยเฟิงที่ยืนปากอ้าตาค้างอยู่กับที่ เร่งรัดให้พวกเขารีบออกไปจากที่ตรงนี้โดยไว
“พวกเราจะช่วยเ้าด้วยอีกแรง” เซี่ยเฟิงหยิบง้าวตัดภูผาอันหนักอึ้งและทรงพลังออกมา เตรียมพร้อมจะเข้าปะทะกับเฮยหยาเพื่อสนับสนุนเยี่ยเฉินเฟิง
“ไม่ต้อง รับมือกับเขาแค่ข้าคนเดียวก็เกินพอแล้ว พวกเ้ารั้งอยู่ก็มีแต่จะรบกวนสมาธิของข้าเสียเปล่า”
“เอาล่ะ อย่ามัวแต่พูดจาไร้สาระอยู่เลย พวกเ้ารีบออกไปกันได้แล้ว” เยี่ยเฉินเฟิงออกคำสั่งอย่างไม่คิดจะให้อีกฝ่ายปฏิเสธ
“เอางั้นก็ได้ เ้าดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ”
เซี่ยเฟิงเหลือบมองเยี่ยเฉินเฟิงผู้ที่เขาไม่อาจคาดเดาความคิดได้เลยสักนิด ก่อนจะกัดฟันพาสองสาวเซี่ยย่วนและเซี่ยหลินที่มองมาด้วยสายตาซับซ้อนหนีออกไป
“คิดจะไปไหนกัน”
เฮยหยาเห็นว่าทั้งสามคนกำลังจะหนีออกไป จึงกวัดแกว่งกระบี่หนักในมืออย่างว่องไว คิดจะเข้าไปขัดขวางคนทั้งสาม
“คู่ต่อสู้ของเ้าคือข้า!”
ก่อนที่เฮยหยาจะได้ลงมือ เยี่ยเฉินเฟิงก็พลิ้วกายไปโผล่ที่ด้านหน้าของอีกฝ่าย คลื่นกระบี่คมกริบจำนวนนับไม่ถ้วนถูกฟาดฟันออกมา กดดันให้เฮยหยาต้องตั้งรับการจู่โจมเพียงอย่างเดียว จำต้องปล่อยให้คนทั้งสามหลบหนีไปต่อหน้าต่อตาของตนเอง
“ในเมื่อเ้าอยากจะรนหาที่ตายนัก ข้าก็จะทำให้เ้าสมหวังเอง”
เฮยหยาะเิเสียงคำรามออกมา ฟาดกระบี่หนักในมือที่พกพาพละกำลังมหาศาลใส่เยี่ยเฉินเฟิงอย่างรุนแรง คิดจะสับร่างของเยี่ยเฉินเฟิงที่มาขัดขวางความสุขของตนเองให้ขาดเป็สองท่อน
“ะเิพละกำลังเจ็ดหมื่นจิน”
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีจากกระบี่หนักอันทรงพลังของเฮยหยา เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ได้คิดจะหลบเลี่ยงแต่อย่างใด เขาเพิ่มพูนพละกำลังในร่างกายจนถึงจุดสูงสุด พุ่งเข้าเผชิญหน้าอีกฝ่ายพร้อมกระบี่หักในมือ
เมื่ออาวุธิญญาทั้งสองเข้าปะทะกัน ก็พลันเกิดสะเก็ดไฟสว่างวาบขึ้นจำนวนมาก พลังงานแสงรูปวงรีแผ่กระจายออกไปทั่วทั้งสี่ทิศอย่างรวดเร็ว ตัดกระแทกต้นไม้เก่าแก่จนล้มตายไปนับไม่ถ้วน หิมะจำนวนมหาศาลระเหิดหายในพริบตา
“เป็ไปได้อย่างไรกัน ทำไมเขาถึงมีพละกำลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้ได้”
เมื่อััได้ถึงแรงสะท้อนกลับอันหนักหน่วงผ่านทางกระบี่หนัก เฮยหยาก็รู้สึกได้เลยว่าท่อนแขนกำยำของตัวเองกำลังชาหนึบ พลังิญญาที่รวมตัวอยู่บนพื้นผิวกระบี่หนักแตกสลาย ความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนสีหน้าของเขาอย่างชัดเจน
“เป็พลังโจมตีที่แข็งแกร่งมาก”
หลังจากเผชิญหน้ากับการโจมตี เยี่ยเฉินเฟิงเองก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีนัก เขาไม่คิดเลยว่าพลังโจมตีของเฮยหยาจะน่าทึ่งถึงเพียงนี้ กระบี่หนักอันน่าหวาดกลัวไม่เพียงทำลายอำนาจกระบี่ของตนเองเท่านั้น แต่ยังสั่นะเืจนเืลมทั่วร่างของเขาปั่นป่วนอีกด้วย เืแดงสดไหลซึมออกจากมุมปากของเขา
“เคลื่อนย้ายเงาพราย”
หลังจากรับรู้พลังโจมตีที่น่ากลัวของเฮยหยาแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็เปลี่ยนกลยุทธ์การต่อสู้อย่างฉับพลัน เหยียบย่างเคลื่อนย้ายเงาพราย เร่งความเร็วของตนเองจนถึงขีดจำกัด ใช้ประโยชน์จากความว่องไวเข้าจู่โจมและหลบหลีก
เสี้ยวพริบตาที่ร่างเงาลวงตาพลิ้วไหว คลื่นกระบี่แหลมคมจำนวนมากก็พรั่งพรูออกมาจากร่างของเยี่ยเฉินเฟิง และพุ่งจู่โจมเฮยหยาพร้อมกันจากทั่วทุกสารทิศ
พลังโจมตีของเฮยหยาน่าตื่นตะลึงก็จริง แต่ความว่องไวกลับเป็จุดด้อยของเขา ประกอบกับร่างกายที่ได้รับาเ็ เมื่อถูกคลื่นกระบี่ฟาดฟันเข้ามาพร้อมกันจากทุกทิศทาง เขาจึงตกเป็ฝ่ายที่เสียเปรียบอย่างรวดเร็ว ทำได้เพียงใช้เกราะจิตอสูรต้านทานการจู่โจมอย่างยากลำบาก
“บ้าเอ๊ย ไอ้เด็กเวรนี่มันสลัดหลุดยากจริง”
เกราะจิตอสูรเต็มไปด้วยรอยฟันของกระบี่ เฮยหยาที่าแสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเกิดความคิดจะหลบหนี เขามีลางสังหรณ์ใจบางอย่างว่าหากตนเองยังไม่รีบหนีออกไปจากตรงนี้ เกรงว่าโอกาสรอดคงจะเหลือน้อยเต็มทน
“ไอ้หนู วันนี้ข้าจะยอมไว้ชีวิตสุนัขเช่นเ้าไปก่อน” เฮยหยาสบถคำพูดข่มขู่ทิ้งไว้ ก่อนจะทะลวงฝ่าออกไป
“แต่ข้าไม่อยากไว้ชีวิตสุนัขอย่างเ้า”
เยี่ยเฉินเฟิงจับสังเกตได้ว่าอีกฝ่ายเปิดช่องโหว่ หลังจากเฮยหยาคิดจะทุ่มกำลังทั้งหมดฝ่าทะลวงหลบหนีออกไป จึงทุ่มเทพละกำลังร่างกาย พลังิญญาจากไข่โลหิตและอำนาจกระบี่อันแสนน่ากลัวลงในกระบี่หัก และตวัดกระบี่สร้างการโจมตีอันสูงสุด ฟาดฟันใส่เฮยหยาที่กำลังจะหลบหนีในระยะประชิด
เฮยหยาคิดไม่ถึงเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะสามารถใช้กระบี่อันแสนน่ากลัวเช่นนี้ได้ จึงทำการป้องกันอย่างฉุกละหุก
ทว่ากระบวนท่าโจมตีของเยี่ยเฉินเฟิงเหนือล้ำกว่าที่คาดคิด อำนาจกระบี่อันน่าหวาดกลัวตัดทำลายเกราะจิตอสูรได้อย่างง่ายดาย แฉลบผ่านร่างกายของเฮยหยา ตัดเฉือนจนร่างขาดแยกเป็สองซีกและล้มลงจมกองเื
“ทักษะกลืนิญญา ดูดกลืน”
หลังจากใช้หนึ่งกระบี่ตัดผ่านร่างของเฮยหยาแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็รีบเข้าประชิดร่างกายของอีกฝ่าย แล้วฉวยจังหวะเสี้ยววินาทีก่อนอีกฝ่ายจะสิ้นลมหายใจ ใช้มือกดลงบนศีรษะของอีกฝ่าย โคจรทักษะกลืนิญญาดูดกลืนจิตอสูรของอีกฝ่าย ฉกฉวยกระบี่หนักและถุงเอกภพในอกเสื้อของเขา ก่อนจะพลิ้วกายและเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
