ผู้เฒ่าหวังเบิกบานใจยิ่งนัก คิดในใจว่าลูกสะใภ้ของเขาช่างมีความสามารถล้ำเลิศจริงๆ คราวนี้ก็มีคนมอบของขวัญให้อีกแล้ว ทว่าสีหน้ากลับไม่แสดงออกเลยสักนิด เขาเอ่ยว่า “ล้วนเป็คนในครอบครัวเดียวกัน พวกเ้าจะขนของมากมายเพียงนี้มาเพื่ออันใด เกรงใจกันเกินไปแล้ว”
หวังชีถอนหายใจยาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง “หากมิได้ภรรยาของหลานเฮ่ายื่นมือเข้ามาช่วย หลานทั้งสามของข้าก็คงจะไร้มารดาไปแล้ว” ส่วนในใจกลับลอบคิดว่า ดูสะใภ้ของพี่ห้าสิ ทั้งมีความสามารถในการหาเงิน ทั้งมีวิชาในการรักษาผู้คน โชคของพี่ห้าช่างยิ่งใหญ่กว่าเขามากมายเหลือเกิน
คนจากตระกูลจ้าวก็คือบิดามารดาของจ้าวซื่อและพี่ชายใหญ่ ทั้งสามคนคิดว่าเมื่อวานนี้จ้าวซื่อเกือบสิ้นลมหายใจแล้ว ความหวาดกลัวยังคงหลงเหลืออยู่ในใจ จึงได้แต่ละล่ำละลักเอ่ยคำขอบคุณ
หลิวซื่อเอ่ยกับมารดาของจ้าวซื่อที่ใบหน้าย้อมไปด้วยน้ำตาว่า “ไม่ต้องร้องแล้ว บุตรของเราล้วนเป็หนี้ที่เราต้องรับผิดชอบทั้งสิ้น”
มารดาของจ้าวซื่อเอ่ยด้วยอารมณ์ทอดถอนใจ “บุตรสาวของข้าคนนี้คิดมากั้แ่ยังเด็ก ชอบโมโหเป็ที่หนึ่ง จิตใจคับแคบดวงตาก็มืดบอด ข้าคิดว่าหากนางออกเรือนไปแล้วมีบุตรสักคนก็คงจะดีขึ้น ทว่าผู้ใดจะรู้ว่านางยังเป็เช่นนั้นอยู่”
หลิวซื่อลอบคิดกับตนเอง มารดาของจ้าวซื่อเป็คนมีเหตุผลเหลือเกิน หากเปลี่ยนเป็คนอื่น ไม่แน่ว่าอาจจะสร้างเื่ที่ใหญ่อยู่แล้วให้ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม ก่อนเอ่ยว่า “นี่เป็เื่ที่เกิดขึ้นเพียง่เวลาสั้นๆ เท่านั้น ต่อจากนี้พวกเราก็ให้กำลังใจนางเยอะๆ”
หลังจากที่แขกพากันแยกย้ายจากไปแล้ว ผู้เฒ่าหวังก็อดมีความสุขไม่ได้ เขาเอ่ยว่า “บ้านของเราสร้างเสร็จพอดีก็มีคนมามอบของขวัญให้ ถือเป็สัญญาณที่ดี!”
หวังพั่นตี้และพี่น้องนั่งยองๆ อยู่บนพื้นเพื่อดูเป็ด คนในหมู่บ้านตระกูลหวังบางคนก็เลี้ยงไก่ ทว่าไม่มีผู้ใดเลี้ยงเป็ดสักคน
หลี่ชิงชิงเห็นว่าเด็กทั้งสามคนชื่นชอบเป็ดเหลือเกิน ทั้งยังคิดว่าไข่เป็ดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง หากรับประทานเป็ประจำย่อมส่งผลดีต่อร่างกาย นางจึงเอ่ยว่า “ท่านแม่ เราเก็บเป็ดตัวนี้ไว้เถิดเ้าค่ะ แล้วข้าจะซื้อลูกเป็ดเพิ่มอีกสักสองสามตัวทีหลัง มอบหมายหน้าที่เลี้ยงดูให้พั่นตี้ รอจนถึงคืนข้ามปีก็ค่อยเชือดเป็ดมากินกัน”
ผู้เฒ่าหวังรีบแย่งตอบว่า “ดี ไม่แน่ว่าหวังเฮ่าอาจจะกลับมา่คืนข้ามปี พวกเราจะได้เชือดเป็ดให้เขากิน”
หลิวซื่อยิ้มก่อนเอ่ยว่า “ยังเป็ชิงชิงที่คิดเผื่อหวังเฮ่าบุตรชายของเรา”
หวังพั่นตี้ดีใจจนปรบมือเสียงดัง “ดีเลย ข้าจะได้เลี้ยงเป็ดแล้ว” นางยื่นมือออกไปลูบขนเป็ด เป็ดเองก็เชื่อฟังเป็อย่างยิ่ง มันยืนอยู่นิ่งๆ ให้นางได้ัั
หวังเยวี่ยเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “นี่คือเป็ดตัวผู้มิใช่เป็ดตัวเมีย เป็ดตัวผู้ไม่เลี้ยงลูก” มีคนในหมู่บ้านของตระกูลสามีนางที่เลี้ยงเป็ด นางจึงสามารถแยกได้ว่าตัวไหนคือเป็ดตัวผู้ตัวไหนคือตัวเมีย
หลี่ชิงชิงเอ่ยรับสบายๆ “เช่นนั้นก็ซื้อเป็ดตัวเมียเพิ่มอีกตัว”
ผู้เฒ่าหวังเอ่ยออกมาอีกครั้งว่า “เป็ดราคาแพงกว่าเนื้อหมู อย่าซื้อเป็ดตัวเมียเลย”
หวังเยวี่ยเอ่ยเตือนว่า “หากจะเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดในบ้าน ก็ต้องเลี้ยงสุนัขด้วย มิเช่นนั้นพวกพังพอนและสุนัขจิ้งจอกจะแอบมาขโมยกินเอาได้”
“เช่นนั้นเราเลี้ยงสุนัขเฝ้าบ้านอีกตัวกันเถอะ” หลี่ชิงชิงเห็นสีหน้าของผู้เฒ่าหวังเต็มไปด้วยความสับสน นางจึงแย้มยิ้มบางก่อนเอ่ยว่า “ทั้งตระกูลมีเพียงบ้านของพวกเราหลังเดียวเท่านั้นที่สร้างด้วยอิฐ ข้าเกรงว่ามันจะเป็การดึงดูดขโมยให้เข้ามาหา จึงคิดว่าบ้านพวกเราควรเลี้ยงสุนัขไว้สักตัวเพื่อเฝ้าบ้านเ้าค่ะ”
“ชิงชิงพูดถูก” หลิวซื่อเอ่ยกับผู้เฒ่าหวัง “มีคนในหมู่บ้านหลายคนที่เลี้ยงสุนัข สุนัขสามารถช่วยเฝ้าบ้าน จับหนูและพังพอนได้ วันก่อนพี่สะใภ้ใหญ่ของข้าบอกว่าจะมอบสุนัขให้ข้าสักตัว สุนัขตัวเมียบ้านนางให้กำเนิดลูกสุนัขหนึ่งครอก มีทั้งหมดสี่ตัว พวกเขาถามข้าว่าอยากได้กี่ตัว ทว่ายามนั้นข้ายุ่งเหลือเกินจึงไม่ได้เก็บเื่นี้มาใส่ใจ”
พี่สะใภ้ใหญ่ก็คือภรรยาของลุงใหญ่นามต้าหลิวซื่อ ก่อนหน้านี้หลานสาวของต้าหลิวซื่อได้รับาเ็ที่นิ้วขณะหั่นผัก และได้หลี่ชิงชิงช่วยรักษา
หวังพั่นตี้ดีใจจนยกกำปั้นน้อยๆ ขึ้น นางเงยหน้าเอ่ยถามว่า “บ้านเราจะเลี้ยงสุนัขหรือเ้าคะ?”
เป็ธรรมชาติที่เด็กเล็กมักจะชอบสัตว์ และสัตว์ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในแถบชนบทก็คือสุนัข หวังพั่นตี้และพี่น้องมักจะเห็นสุนัขวิ่งตามหลังเด็กบ้านอื่นทุกวัน ก็ได้แต่อิจฉาจนแทบทนไม่ไหว
หวังเจาตี้ดีใจจนะโโลดเต้น “เย้ เลี้ยงสุนัข บ้านพวกเราจะเลี้ยงสุนัขแล้ว”
“บ้านเรายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลี้ยงสุนัขเลย” หลังจากชายชราพูดจบ เขาก็มองไปทางหลิวซื่อก่อนเอ่ยถามว่า “เ้าหมายถึงชุนฮวาของบ้านพี่สะใภ้ใหญ่หรือ?”
หลิวซื่อตอบว่า “ข้าหมายถึงลูกๆ ของชุนฮวา เป็ลูกสุนัข”
ชุนฮวาเป็สุนัขตัวเมียของครอบครัวลุงใหญ่ ขนสีเหลืองทั้งตัว รูปร่างนับว่าใหญ่กว่าสุนัขพื้นเมืองมากโข สำหรับคนที่คุ้นเคยมันจะเชื่องยิ่ง ทว่าสำหรับคนนอกนั้นมันจะดุร้ายเป็พิเศษ
ได้ยินมาว่าลูกสะใภ้คนหนึ่งของลุงใหญ่เกลียดสตรีที่มีนามว่าชุนฮวา นางจึงได้เรียกสุนัขตัวเมียตัวนั้นว่าชุนฮวา
ผู้เฒ่าหวังถามต่อว่า “เ้าเคยเห็นลูกของชุนฮวาแล้วหรือ?”
“ยังไม่เคยเห็น” หลิวซื่อเอ่ยเสียงสูงอย่างหมดความอดทน “ตาแก่ เ้าจะทำอะไร? แค่เื่เล็กๆ อย่างที่บ้านจะเลี้ยงสุนัข ข้ายังไม่สามารถตัดสินใจเองได้อีกหรือ! ข้าจะไปบ้านพี่สะใภ้เพื่อรับลูกสุนัขตอนนี้แหละ” เอ่ยจบก็ไม่สนใจว่าผู้เฒ่าหวังจะเห็นด้วยหรือไม่ นางยกก้นขึ้นเตรียมจะออกจากบ้านทันที “ชิงชิง เ้าจะไปกับข้าหรือไม่?”
หวังเยวี่ยเห็นความกระอักกระอ่วนบนใบหน้าของผู้เฒ่าหวัง ในใจก็ลอบคิดว่าเนิ่นนานหลายปีขนาดนี้ ท่านพ่อก็ยังกลัวท่านแม่เหมือนเดิมอยู่ดี ก่อนที่นางจะยิ้มพร้อมเอ่ยว่า “น้องสะใภ้ ไป พวกเราไปด้วยกันเถิด”
ปกติหลิวซื่อไม่ชอบการไปนั่งสนทนาสัพเพเหระที่บ้านผู้อื่นนัก คนที่บ้านของลุงใหญ่เองก็คิดไม่ถึงว่า หลิวซื่อกับพรรคพวกทั้งสามจะเริ่มเป็ฝ่ายบุกมาหาพวกเขาถึงหน้าประตู พวกเขาถึงได้รีบชงน้ำหวานยกมาต้อนรับขับสู้ทันที
“ข้าเลี้ยงลูกสุนัขทั้งสี่ตัวมาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว” ริ้วรอยบนใบหน้าของต้าหลิวซื่อยิ่งชัดเจนขึ้นยามที่นางแย้มรอยยิ้ม นางมองหลิวซื่อ ก่อนจะมองไปทางหลี่ชิงชิง “ข้ายังเก็บไว้ให้เ้าอยู่เลย ไม่ขายออกไปเลยสักตัวเดียว เพราะตั้งใจจะให้เ้าได้เลือกก่อน”
ครั้งที่แล้วหลี่ชิงชิงรักษาอาการาเ็ที่มือของหลานสาวต้าหลิวซื่อไว้จนหายดี ต้าหลิวซื่อจึงคิดอยากตอบแทนนางมาโดยตลอด หลังจากเกิดเื่ครานั้นนางก็มอบไข่ไก่ให้ถึงสองครั้งรวมกันแล้วประมาณสิบว่าฟอง ครานี้ก็ยังคิดจะมอบลูกสุนัขให้อีก
“ขอบคุณท่านป้าสะใภ้ใหญ่ที่คิดถึงครอบครัวของข้าเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงรู้ดีว่าต้าหลิวซื่อผู้นี้เป็ผู้รู้บุญคุณคน นางจึงได้ตั้งใจว่าจะมอบน้ำเชื่อมน้ำผึ้งดอกสาลี่ให้นาง
หลิวซื่อเลือกลูกสุนัขตัวเมียที่ตัวใหญ่ที่สุดจากในบรรดาลูกสุนัขทั้งสี่ตัว มันมีขนสีเหลือง บริเวณท้องมีลายแต้มจุดสีดำสามจุด “ชิงชิง หวังเยวี่ย เ้าคิดว่าตัวนี้เป็อย่างไร?”
ลูกสุนัขเพศเมียตัวสูงยาวไม่ถึงหนึ่งฉื่อ ขนสีเหลืองสั้น ทั้งเตี้ยทั้งเล็ก หัวกลม หูตก ดวงตากลม หน้าตาซื่อบื้อชวนให้เอ็นดูไม่หยอก
หลี่ชิงชิงคว้าตัวลูกสุนัขได้ด้วยมือเดียว ทำให้มันใและดิ้นมั่วซั่วจนเกือบจะตกอยู่รอมร่อ “หนักนิดหน่อย ให้นมเดือนเดียวนับว่าไม่เสียเปล่า ตัวนี้ดีเหลือเกิน ท่านแม่เ้าคะ พวกเราเลี้ยงมันไว้เถิดเ้าค่ะ”
หลิวซื่อค้นพบด้านที่ซุกซนของหลี่ชิงชิง ก็อดไม่ได้ที่จะมองนางด้วยความเมตตาและอ่อนโยน “ดี!”
หลี่ชิงชิงตั้งชื่อที่แสนพิเศษให้ลูกสุนัขตัวเมียตัวนี้ว่า “พัวลาลา”
ยามที่ชาวบ้านตระกูลหวังจะตั้งชื่อสุนัข มักจะใช้คำว่าวั่งฉาย หลายฟู่ ซวงสี่ เพื่อให้เป็ลางที่ดี หรือไม่ก็ไซ่หู่ ไซ่หลาง จำพวกนี้เพื่อทำให้ดูมีพลัง
ยังไม่มีสุนัขตัวใดที่มีชื่อว่าพัวลาลา
“พัวลาลาหมายถึงอะไรหรือ?” ต้าหลิวซื่อหัวเราะจนหุบปากไม่ลง
“อืม ก็คือพัวลาลาเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงไม่มีทางบอกพวกเขาว่ามันหมายถึงกล้วยแน่
“ดี” หลิวซื่อเชื่อคำพูดของหลี่ชิงชิงอย่างไม่มีเงื่อนไข นางยังเอ่ยอธิบายให้ต้าหลิวซื่อฟังอีกว่า “ปัวลาลาของบ้านเราย่อมไม่มีทางชื่อซ้ำกับบ้านอื่น”
หวังเยวี่ยอดหัวเราะไม่ได้ “ท่านแม่ มิใช่ปัวลาลา เป็พัวลาลาเ้าค่ะ” นางมองออกแล้วว่าท่านแม่ของนางชื่นชอบหลี่ชิงชิงมากเหลือเกิน
“โอ้ พัวลาลา” หลิวซื่อท่องชื่อสามครั้งติดให้ลูกสุนัขตัวน้อยฟัง นางเองก็ชอบเลี้ยงสุนัขเช่นกัน ทว่าก่อนหน้านี้ครอบครัวของนางยากจนเกินกว่าจะเลี้ยงสุนัขได้
หวังเยวี่ยกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมน้อยครั้งนัก แต่นางได้ยินมานานแล้วว่าต้าหลิวซื่อได้เลื่อนขั้นเป็คุณย่าทวดแล้ว คราวนี้นางจึงตั้งใจจะมาเยี่ยมหลานตัวน้อยของต้าหลิวซื่อเป็พิเศษ
นางทอดสายตามองทารกน้อยตัวชมพูน่ารักน่าชัง ก่อนจะลอบคิดในใจว่า เมื่อไรกันที่ข้าจะตั้งท้องได้เสียที?
ครอบครัวสกุลหวังมีสมาชิกตัวใหม่คือพัวลาลา คนที่มีความสุขที่สุดก็คือเด็กๆ สามคน
รอกระทั่งทานอาหารกลางวันเสร็จ หวังเยวี่ยที่ในใจมีเื่หนักอึ้งก็เรียกหลี่ชิงชิงไปที่ห้องนอนใหม่ที่ครอบครัวมารดาตั้งใจจัดไว้ให้นางเป็พิเศษ
“น้องสาวที่แสนดี ข้ากับโจวทงแต่งงานกันมาได้หกปีแล้ว ทว่าข้ากลับไม่ตั้งครรภ์เสียที เ้าช่วยตรวจว่าร่างกายของข้ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ได้หรือไม่?”
