ชุนเซิงกอดนางเจียงไว้ เอ่ยเสียงสะอื้น
“ท่านแม่ ชุนเซิงไม่เคยโทษท่าน ท่านแม่ให้ทำอะไร ชุนเซิงล้วนเชื่อฟัง…”
เสิ่นม่านเห็นภาพนี้ถึงกับจมูกตันและทนไม่ได้
นางเจียงลุกขึ้นจากพื้นและเดินเซไปทางหลี่เถี่ยโถว น้ำตายังคงหลั่งริน
“ท่านพี่ โจรเ่าั้ได้รับกรรมตามสนองแล้ว ท่านไปอย่างสบายใจได้ ข้า… ข้าจะเลี้ยงดูชุนเซิงให้ดี ท่านรอข้าอยู่เบื้องล่าง รออีกไม่กี่สิบปีข้าจะไปหาท่าน นะ?”
พูดจบ นางก็ยกมือขึ้นไปปิดตาของหลี่เถี่ยโถวและเอ่ยเสียงค่อย
“ทุกอย่างในบ้านเรา ท่านไม่ต้องห่วง ยังมีม่านเหนียงช่วยดูแลเราสองแม่ลูก เราจะต้องมีชีวิตที่ดีมากแน่นอน ท่านนอนหลับให้สบายนะ”
เมื่อนางเอามือออก ดวงตาของหลี่เถี่ยโถวก็ปิดสนิทแล้ว
เสิ่นม่านโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หากเสบียงอาหารไม่พอก็มาเอาที่บ้านข้า เงินเหล่านี้เอาไปซื้อโลงศพที่สมเกียรติให้ผู้ใหญ่บ้านก่อน หากขาดเหลือสิ่งใด น้าเจียงมาบอกข้าได้เลย”
นางเจียงที่ใบหน้าซีดขาวเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา นางสวมชุดไว้ทุกข์และพยักหน้า
“น้องม่านเหนียง ต่อไปคงต้องรบกวนเ้าแล้ว”
เสิ่นม่านตบมือของนางเบาๆ “ไม่รบกวนหรอก สมัยก่อนท่านกับผู้ใหญ่บ้านเคยดูแลข้า ตอนนี้ควรถึงคราวข้าที่ดูแลพวกท่านบ้าง”
……
หลังออกจากสกุลหลี่ เสิ่นม่านสูดลมหายใจลึก อย่างน้อยก็รักษาชีวิตคนสองคนไว้ได้
นางเจียงเป็คนดี เสิ่นม่านไม่อาจทนมองดูทั้งสองจบชีวิตไปทั้งอย่างนี้
ตอนนี้ยังไม่รู้ชัดถึงสถานการณ์ของคนอื่นๆ ในหมู่บ้านว่าเป็อย่างไร นางจึงได้แต่ค่อยๆ ช่วยกันไป
เมื่อกลับถึงบ้าน นางบอกเล่าความคิดให้หนิงโม่กับเยี่ยนชีฟัง
หนิงโม่รู้สึกว่าควรจะต้องรวบรวมจำนวนผู้รอดชีวิตในหมู่บ้าน จึงยกหน้าที่ให้เยี่ยนชี
รอจน่อาหารค่ำ เยี่ยนชีถึงกลับมา สถานการณ์ที่รายงานไม่สู้ดีนัก คนในหมู่บ้านตายไปร้อยละหกสิบ ส่วนมากเป็กลุ่มคนแข็งแรง มีบางส่วนที่โชคดีและมีชีวิตรอด อย่างเช่นตาเฒ่าคังกับครอบครัวของคังต้าจ้วง
ตอนที่กลุ่มโจรบุกหมู่บ้าน คังต้าจ้วงพาภรรยากับลูกไปซ่อนในหลุมใต้ดิน ตอนหลังมีโจรชิงตัวคังเฟิ่งหยาไป ตาเฒ่าคังไปขวางถูกต่อยจนหมดสติไป จึงรอดพ้นเคราะห์ร้ายครั้งนี้
ทว่าเมื่อคังเฟิ่งหยากลับมาอีกที อนาคตของนางก็ดับสลายไปแล้ว
หมู่บ้านเผชิญกับการถูกปล้น ทางการรีบส่งคนมาเยียวยาหลังภัยพิบัติ ทุกครอบครัวได้รับเงินเยียวยาสองตำลึงและเสบียงอาหารสิบชั่ง เนื่องจากบ้านเสิ่นม่านเป็เพียงบ้านเดียวที่ไม่ถูกปล้น
ด้วยเหตุนี้ นางจึงออกเงินซื้อเสบียงอาหารห้าร้อยชั่งบริจาคให้ทางการและให้ทางการช่วยแบ่งสันปันส่วนให้แก่ชาวบ้าน
แต่เื่ของบ้านสกุลเสิ่น กลับสร้างความสงสัยให้แก่ผู้คนไม่น้อย กระทั่งหนิงโม่ก็รู้สึกว่าเื่นี้น่าอัศจรรย์เกินไป
เมื่อย้อนนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นในภายหลังที่เยี่ยนชีเล่าให้ฟัง แล้วก็คืนที่โจรบุกโจมตีหมู่บ้าน แต่กลับวิ่งผ่านไปอย่างน่าประหลาด รวมถึงตอนที่เสิ่นม่านอยู่ในค่ายสี่ั มีคนเห็นกับตาว่านางเสกไฟเผาเฉียนซานเจียง
เขายิ่งรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา
กลางคืน เสิ่นม่านเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังและกล่อมพวกเขาจนหลับ จากนั้นเดินหาวออกจากห้องปีกตะวันตก
หนิงโม่ยืนอยู่ตรงประตูและมองนางจากมุมสูง
“มีเวลาหรือไม่? มาคุยกันหน่อย”
เสิ่นม่านไม่เข้าใจแต่ก็ตอบรับ “มีสิ เ้าอยากคุยอะไรกับข้าหรือ?”
“เ้าออกมากับข้าก่อน”
หนิงโม่เดินอยู่ด้านหน้า เสิ่นม่านไม่รู้ว่าเขา้าอะไร จึงได้แต่เดินตามเขาออกไป
ทั้งสองเดินตามกันไป เหนือศีรษะมีพระจันทร์กลมโตสวยงามคอยส่องแสงสว่างบนถนน
เสิ่นม่านรู้สึกว่าเขาผิดปกติ เดินไปได้ครึ่งทางก็อดไม่ได้ที่จะถาม “ตกลงเ้าคิดจะพูดอะไร? ถึงกับต้องพาข้าออกมาถามข้างนอกให้ได้?”
“เ้าตามมาก็พอ ไยจึงต้องพูดมาก?”
ชายหนุ่มเดินอยู่ตรงหน้า แต่ฝีเท้ากลับไม่หยุด
เสิ่นม่านหมดคำพูด ทำลับๆ ล่อๆ หรือว่าเขาจะสารภาพรัก?
นี่มัน… จากใบหน้าของเขา ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้
สถานที่เงียบสงัดบนป่าเขา ชายหญิงในวัยเร่าร้อน…
หากฮอร์โมนของเขาพลุ่งพล่านและทำเื่เกินเลยล่ะ? จะยอมหรือไม่ยอมดี? เสิ่นม่านขบเล็บ สมองคิดฟุ้งซ่านไปไกล สีหน้าเองก็สับสน
จวบจนคนด้านหน้าหยุดลง เสิ่นม่านเกือบชนหลังของเขา นางนิ่งไปและมองสภาพแวดล้อมที่ไร้ซึ่งเงาคน แล้วเอ่ยถาม
“เ้า้าพูดเื่อะไร?”
ชายหนุ่มหันกลับมา มองเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของนางพอดี เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เหตุใดรอยยิ้มเ้าถึง… ดูมีเลศนัยเช่นนี้?”
เสิ่นม่าน “…”
ชัดเจนขนาดนั้นเลยหรือ?
หนิงโม่ไม่อ้อมค้อม เขาถามอย่างตรงไปตรงมา
“ที่นี่ไม่มีใครอื่น มีเพียงเราสองคน ตอนนี้เ้ามีอะไรก็สารภาพกับข้าให้หมด”
เอ่อ… ไม่ใช่เ้าที่จะสารภาพหรือ?
นี่กำลัง… ใช้อุบายแสร้งปล่อยเพื่อจับหรือ?
ล้อเล่นหรือเปล่า อย่างน้อยนางก็เป็ผู้หญิง เื่แบบนี้จะออกตัวก่อนได้อย่างไร? นางต้องวางมาด!
เสิ่นม่านกระแอม จู่ๆ ท่าทางก็เปลี่ยนเป็เ็า “คำพูดนี้ควรเป็ข้าที่พูด อย่าทำให้กลับตาลปัตรสิ” นางมักจะเป็เช่นนี้ พอเจอกับอันตราย หนามทั่วร่างมักจะลุกตั้งขึ้น
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านใบหน้าของเสิ่นม่าน พัดผมเผ้าของนางจนยุ่งเหยิง อากาศหนาวเหน็บ ใบหน้าขาวเนียนขนาดเท่าฝ่ามือนั้น ดูแล้วบอบบางน่าทะนุถนอมกว่าเดิม
ไม่รู้เพราะเหตุใด วินาทีนี้ที่ได้มองนาง จู่ๆ หนิงโม่ก็ไม่อยากรู้ความลับของนางแล้ว
เพราะถึงอย่างไร นางก็ไม่เคยทำร้ายเขาหรือราชสำนัก แล้วเหตุใดโลกนี้ถึงจะยอมรับนางไว้ไม่ได้?
ช่างเถิด
สายตาของหนิงโม่โอนอ่อน คิ้วดุจภาพวาด เขายกมือไปลูบผมของนาง ท่าทางเป็ธรรมชาติอย่างยิ่ง
“ข้าคิดว่าเ้าคงมีความลำบากของเ้าเอง ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก”
เสิ่นม่าน “?”
ไม่สารภาพรักแล้วหรือ?
ความลำบากอะไรกัน? เ้าล้อข้าเล่นหรือ?
นางกระแอมพลางเลียริมฝีปาก แสร้งหยั่งเชิง
“อันที่จริง ข้าก็ไม่ได้มีความลำบากอะไร เ้าไม่ต้องกังวล คนหนุ่มควรจะใจกล้ากว่านี้ ไขว่คว้าโอกาสไว้ จักรยานโดดเดี่ยวจะได้กลายเป็จักรยานยนต์มีคู่ซ้อน”
หนิงโม่ “…”
นางพูดในสิ่งที่ตนไม่เข้าใจอีกแล้ว เพราะเหตุใดทุกครั้งเขาถึงรู้สึกเหมือนว่าพูดคุยกันไปคนละทิศละทาง?
เฮ้อ ช่างเถิด ปล่อยผ่านไปดีกว่า
หนิงโม่ปล่อยมือและตบบ่าของนาง “ข้างนอกหนาวเกินไป รีบกลับไปนอนดีกว่า”
เสิ่นม่านที่ยังมีอะไรอยากพูด “เ้าไม่มีอะไรจะพูดกับข้าหรือ?”
หนิงโม่ชะงัก “เมื่อครู่มี ตอนนี้ไม่อยากพูดแล้ว”
เสิ่นม่านสูดลมหายใจลึกและสะกดกลั้นความอดทนเฮือกสุดท้ายไว้
“อันที่จริงข้าคิดว่า เ้าสามารถพูดได้ เ้าไม่พูดแล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเ้าคิดอะไรอยู่? เ้าต้องพูด ข้าถึงจะรับรู้”
“ช่างเถิด รีบล้างหน้าล้างตาเข้านอน ข้างนอกหนาวเกินไป”
หนิงโม่ทิ้งคำพูดไว้และเอามือไพล่หลังเดินจากไป หาได้สนใจเสิ่นม่านที่กำลังขุ่นเคืองอยู่ข้างหลังไม่
ให้ตายสิ ล้อข้าเล่นหรือ? ดึกดื่นค่อนคืนนัดข้าออกมา เพื่อมองดูข้าอย่างนั้นหรือ?
ไฟโกรธลุกโชนอย่างไม่มีที่มา เสิ่นม่านพุ่งไปข้างหน้าหนิงโม่ราวกับลูกวัวและกระทืบเท้าของเขาเต็มแรง
“เชอะ! ผู้ชายงี่เง่า! ข้าไม่้าหรอก!”
พอด่าจบก็วิ่งหนี!
หนิงโม่ที่ถูกทำร้ายอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่และสับสน “???”
-----
