หน่วยลับอีกาดำเคลื่อนตัวไปท่ามกลางความเงียบงัน ขณะนั้นเอง ไป๋อัน ชายผู้ควบแน่นเศษเสี้ยวโลกใบเล็กแห่งน้ำแข็ง หนึ่งในสี่ผู้บัญชาการของหน่วยลับอีกาดำ ก้าวออกมาครึ่งก้าวแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคารพ
“นายท่าน แล้วนักฆ่าชุดใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามาทั้งเจ็ดร้อยคน…พวกเราควรจัดการอย่างไรดีขอรับ”
จางเหวินหยุดฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามกลับอย่างเรียบสงบ
“ทั้งเจ็ดร้อยคน ผ่านบททดสอบแห่งความตายแล้วหรือยัง”
ไป๋อันส่ายศีรษะเล็กน้อย
“ยังขอรับ พวกเขาเป็กลุ่มที่รับเข้ามาเสริมกำลัง หลังจากหน่วยลับสูญเสียสมาชิกไปจำนวนมาก ตอนนี้เพิ่งผ่านการคัดกรองขั้นแรกเท่านั้น ยังไม่ได้เข้าสู่บททดสอบแห่งความตาย”
จางเหวินพยักหน้าเบา ๆ
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
เมื่อพูดจบ เขาก็เปิดแหวนมิติ แสงจากภายในส่องวาบ ก่อนที่เสื้อผ้าชุดใหม่จะลอยออกมาอย่างเป็ระเบียบและส่งไปให้ทั้งยี่สิบสี่คนทีละชุด
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ”
เสียงของเขานิ่งเรียบ
“จากนี้ เราจะปลอมตัวเป็พ่อค้า แล้วเดินทางไปยังภาคใต้ของทวีปลมดำ ผ่านประตูมิติในเมืองหลวงของราชวงศ์ขนนกสีเงิน”
ทั้งยี่สิบสี่คนรับคำพร้อมกัน ก่อนจะแยกย้ายไปจัดการตามคำสั่ง ออร่าศักดิ์สิทธิ์ถูกปิดผนึก เสื้อคลุมพ่อค้าธรรมดาถูกสวมทับ ทุกอย่างดูเรียบง่าย ราวกับคณะเดินทางทั่วไปที่ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งไม่นานหลังจากนั้น
ภายในฐานบัญชาการของหน่วยลับอีกาดำ บริเวณใกล้ประตูมิติ กลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่ว พื้นหินเปื้อนคราบแดงเข้ม รอยลากยาวทิ้งเส้นทางแห่งความตายเอาไว้ชัดเจน
ชายคนหนึ่งลากร่างที่โชกเืออกมาจากอาคารฝึก เสียงเนื้อหนังเสียดสีกับพื้นดังครืด ๆ ก่อนที่เขาจะปล่อยร่างนั้นลงกลางลาน
ทันใดนั้น เสียงปรบมือก็ดังขึ้นช้า ๆ
แปะ แปะ
ร่างหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก เงาร่างนั้นนิ่งสงบ สายตาจับจ้องไปที่ชายที่นอนหอบหายใจอยู่กับพื้น
“เ้าเป็เพียงคนเดียวจากทั้งเจ็ดร้อยคน ที่รอดจากบททดสอบแห่งความตายมาได้”
จางเหวินร่างจริงยืนอยู่ตรงนั้น เสื้อผ้าขาวสะอาดตัดกับภาพเบื้องหน้าอย่างสิ้นเชิง
ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้นมีร่างกายเต็มไปด้วยาแ ไฟไหม้กินิัจนดำเกรียม ใบหน้าบิดเบี้ยว เต็มไปด้วยรอยแผลสดและแผลเก่า จนแทบไม่หลงเหลือเค้าความงามเดิม
จางเหวินจ้องมองเขาอย่างเงียบงัน
เขาจำชายคนนี้ได้ดี
จางอี้ เป็คนที่มีอายุมากว่าเขาเล็กน้อย เป็คนธรรมดา ไม่มีร่างกายพิเศษ ไม่มีสายเืที่ทรงพลัง แต่เป็คนฉลาดและรอบคอบ ในอดีตเขาทำงานด้านบัญชี รายรับรายจ่าย และการบริหารทรัพยากรของตระกูลจาง เป็หนึ่งในคนที่เขาค่อนข้างนับถือ
จางเหวินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“เ้าอยากเป็ผู้นำตระกูลจางหรือไม่”
ชายหนุ่มตัวสั่น ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้ามองหาจุดกำเนิดเสียง ลมหายใจของรวยริน เืไหลออกจากมุมปาก เสียงแ่เบาดังขึ้น
“จางเหวิน…งั้นหรือ…”
จางเหวินพยักหน้า
“ใช่ ข้าเอง”
เขาก้าวเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย
“เ้าอยากเป็ผู้นำตระกูลจางหรือไม่”
จางอี้ฝืนขยับริมฝีปาก
“ข้าอยาก…”
จางเหวินเอ่ยต่อทันที
“แต่ถ้าข้ามอบโอกาสนี้ให้เ้า ชีวิตของเ้าจะเป็ของข้า ต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเป็หรือตาย ล้วนขึ้นอยู่กับความคิดของข้าเท่านั้น เ้ายังคงยินดีหรือไม่”
ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะหลับตาลง รวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย
“ข้ายินดี…”
คำพูดนั้นแ่เบา แต่มั่นคง
ในวินาทีนั้น จางเหวินยกมือขึ้น หยดน้ำสีแดงบริสุทธิ์หยดสุดท้ายปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันคือหยดน้ำระดับนักบุญ หยดสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่
โดยไม่ลังเล เขาส่งหยดน้ำนั้นเข้าไปในร่างของจางอี้โดยตรง
พลังศักดิ์สิทธิ์ปะทุขึ้นทันที กลิ่นเืถูกกลบด้วยออร่าร้อนแรง ร่างที่ใกล้ดับสูญเริ่มสั่นไหว เส้นชีพจรกลับมาเต้นอีกครั้ง
ทันใดนั้นเอง ร่างกายของจางอี้ก็ส่องสว่างวาบ แสงสีแดงอมทองไหลเวียนทั่วทั้งร่าง พลังศักดิ์สิทธิ์พวยพุ่งออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ คลื่นออร่าปะทะอากาศจนเกิดเสียงสั่นะเืต่ำ ๆ
จางเหวินไม่รอช้า เขาส่งร่างของจางอี้ออกไปด้านนอกทันที ก่อนจะสร้างร่างแยกน้ำขึ้นมาหนึ่งร่างให้คอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด จากนั้นจึงก้าวออกมาด้วยตนเองและหันกลับไปมองด้านหลัง
ประตูมิติที่เชื่อมต่อกับฐานทัพลับของหน่วยอีกาดำเริ่มหดตัวลงอย่างช้า ๆ พื้นที่ด้านในซึ่งเต็มไปด้วยอาคารบัญชาการ สนามฝึก คลังตำรา คัมภีร์ลับ และโครงสร้างฝึกฝนหลากหลายระดับ ถูกดูดกลืนกลับเข้าไปภายในโลกใบเล็กของเขาทันที
สิ่งนี้คือสมบัติวิเศษลักษณะคล้ายโลกใบเล็ก
สิ่งนี้คือฐานลับของหน่วยอีกาดำที่ได้มาจากสาขาหลักของตระกูลจางในโลกใบใหญ่ จางเหวินเก็บมันเอาไว้โดยไม่ลังเล เพราะต่อจากนี้เขาจำเป็จะต้องใช้มัน
ขณะเดียวกันนั้นเอง ด้านนอก
พลังฟ้าดินปั่นป่วนอย่างรุนแรง คลื่นออร่าศักดิ์สิทธิ์ก่อตัวเป็วงกว้าง ร่างของจางอี้ลอยอยู่กลางอากาศ ก่อนจะค่อย ๆ ลดระดับลงสู่พื้น
การกลายเป็นักบุญ…เสร็จสมบูรณ์แล้ว
ร่างกายที่ก่อนหน้านี้แทบจะพังทลาย บัดนี้กลับสมบูรณ์ไร้ตำหนิ ผิวพรรณเรียบเนียน แผลไฟไหม้และรอยฉีกขาดทั่วร่างหายไปจนหมด เส้นผมยาวสลวยปลิวไหวอย่างเป็ธรรมชาติ ใบหน้าที่เคยบิดเบี้ยวกลับคืนสู่เค้าเดิม
การบ่มเพาะของเขาหยุดอยู่ที่ระดับนักบุญขั้นที่หนึ่ง
หยดน้ำแต่ละหยดให้ระดับพลังที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับต้นกำเนิดของหยดน้ำนั้น หากกลั่นมาจากนักบุญขั้นที่หนึ่ง ผู้ที่กินเข้าไปก็จะก้าวสู่ระดับเดียวกันเช่นกัน แต่เนื่องจากหยดน้ำของจางเหวินมีโอสถเพลิงฟีนิกซ์จักรพรรดิเป็รากฐาน ทำให้รากฐานของผู้ที่กินเข้าไปจึงแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้ให้กำเนิดหยดน้ำเสียอีก
จางอี้ยืนอยู่กับพื้น เขาััได้ถึงพลังที่ไหลเวียนในร่าง ความแข็งแกร่งที่ไม่เคยจินตนาการมาก่อน หัวใจเต้นแรง ความตื่นเต้นถาโถม แต่เพียงชั่วครู่ เขาก็กดอารมณ์ทั้งหมดลง
จากนั้น เขาก้าวเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าร่างแยกของจางเหวินอย่างนอบน้อม
“ขอบคุณนายท่าน โอกาสในครั้งนี้…ทั้งชีวิตของข้าไม่อาจตอบแทนท่านได้”
ร่างแยกน้ำยังไม่ทันเอ่ยตอบ
วูบ!
ร่างจริงของจางเหวินก็วาร์ปมาปรากฏตัวตรงนั้น ก่อนที่ร่างแยกน้ำจะสลายหายไปอย่างเงียบงัน เขามองจางอี้ด้วยสายตานิ่งสงบ แล้วกล่าวขึ้น
“เอาละ ไปที่ตระกูลจางกันก่อน ตอนนี้”
ยังไม่ทันที่จางอี้จะตอบรับ หยดน้ำหนึ่งหยดก็ไหลเวียนออกมา คลุมร่างของทั้งสองเอาไว้ แสงบิดเบี้ยวในพริบตา ก่อนที่ร่างทั้งคู่จะหายไปจากพื้นที่นั้นทันที
…..
หลังจากนั้นไม่นาน
ค่ำคืนที่แสนยาวนานภายในตระกูลจาง เสียงระฆังเรียกประชุมดังขึ้นกึกก้องไปทั่วพื้นที่ เสียงนั้นดังต่อเนื่อง ทำให้ผู้าุโทุกคนแตกตื่น รีบออกจากที่พักและมุ่งหน้าไปยังห้องประชุมใหญ่โดยไม่รู้ว่าเกิดเื่ใดขึ้น
เมื่อบานประตูห้องประชุมเปิดออก สายตาของทุกคนก็ต้องชะงักค้าง
บนเก้าอี้ของผู้นำตระกูล มีชายผมยาวสวมชุดสีขาวนั่งอยู่ ร่างกายนิ่งสงบ แต่กลับแผ่แรงกดดันที่ทำให้หัวใจของผู้าุโหลายคนเต้นผิดจังหวะ
ยังไม่ทันที่ใครจะเอ่ยถาม
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมกับพลังระดับนักบุญที่พุ่งทะยานออกมา กดทับทั่วทั้งห้องประชุมจนทุกคนต้องกลืนน้ำลาย
“เชิญผู้าุโทุกท่าน…นั่งประจำที่”
เสียงของจางอี้เต็มไปด้วยแรงกดดัน หนักแน่น และไร้ช่องทางให้โต้แย้ง
