เล่มที่ 6 บทที่ 178 สะพานสีทอง
“ปีศาจสือจิง!”
บัดนี้ทั่วทั้งท่าเรือเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงระฆังแจ้งเตือนว่ามีมารปีศาจบุกมาแล้ว
ปีศาจสือจิงถือว่าเป็หนึ่งในปีศาจร้ายกาจแห่งทะเลอูไห่ นับเป็ศัตรูโดยธรรมชาติของวาฬที่อาศัยในทะเลก็ว่าได้ โดยปกติปีศาจสือจิงจะอาศัยอยู่ใต้ท้องทะเลที่ลึกลงไปนับพันจ้าง มีพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนโดยกำเนิด หลังจากโตเต็มวัยก็จะมีพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญขั้นจิงตัน ต่อให้เป็เรือรบเฟยเซียนที่เลื่องชื่อก็ตาม หากเจอเข้ากับปีศาจขนาดั์เช่นนี้ ก็เกรงว่าจะต้องถอยหนี…
ขณะนี้ทั่วทั้งท่าเรือเต็มไปด้วยความแตกตื่น เรือที่จอดเรียบท่าพากันแล่นออกไป ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะหวังว่าจะหนีออกไปได้ก่อนที่ปีศาจสือจิงจะประชิดตัวเข้ามา
คนส่วนมากยังสาละวนอยู่กับการขนสมบัติที่เหลืออยู่ บางส่วนก็หนีตายกันจ้าละหวั่น…
ท่ามกลางความชุลมุนนี้เอง หวงซีก็ย่างกรายออกมา พริบตานั้นก็มีลำแสงกระบี่เจิดจ้าสายหนึ่งสว่างขึ้น…
ลำแสงพุ่งทะยานข้ามผืนทะเลออกไปราวกับสะพานสีทอง และปลายทางของสะพานนี้ก็คือลำตัวของปีศาจสือจิง
ลำแสงสีทองแทงทะลุร่างปีศาจ ทว่าไม่นานก็สลายไป โดยไม่ทิ้งาแเอาไว้แม้แต่น้อย
ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง จู่ๆก็มีเสียงะเิดังสนั่นขึ้นมา ปีศาจสือจิงที่กำลังไล่สังหารผู้คนอย่างบ้าคลั่ง จู่ๆก็ะเิออกกลายเป็หมอกควันสีแดงเต็มไปด้วยเืเนื้อที่แตกกระจาย ไม่นานก็ััเข้ากับสายลมซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืปะทะเข้ามาอย่างรุนแรงดุจคลื่นั์ซัดโหม
บัดนี้ลำแสงกระบี่รอบตัวหวงซีค่อยๆสลายหายไป กระบี่ที่บินออกจากฝัก ก็กลับเข้าฝักไปั้แ่เมื่อไรก็ไม่รู้…
เมื่อหวงซีหันกลับมา จึงรีบเอ่ยปากถามศิษย์น้องต่างสำนักที่กำลังถอยออกห่างอย่างหวาดกลัว
“เมื่อกี้เ้าจะพูดอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“…” ทั้งคู่ได้ยินเช่นนั้นก็พากันกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก สายตาที่มองหวงซี ก็ปนเหม่อลอยเล็กน้อย บัดนี้ในหัวมีแต่ภาพหวงซีสะบั้นกระบี่จนเกิดเป็ลำแสงสีทองซึ่งทอดยาวราวกับสะพานสีทองวนไปวนมา…
‘นั่นเป็ปีศาจสือจิงร่างโตเต็มวัยเชียวนะ…’
‘เทียบได้กับผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันเลยทีเดียว…’
‘แต่กลับถูกหวงซีสะบั้นตายในครั้งเดียวเนี่ยนะ?’
‘เ้าหวงซีเก่งกาจขนาดไหนกันแน่?’
ทันใดนั้นคนทั้งคู่ก็รู้สึกขอบคุณปีศาจสือจิงขึ้นมาทันที หากไม่ใช่เพราะมันปรากฏตัวออกมา เกรงว่าพวกเขาคงได้บีบให้หวงซีลงมือไปเสียแล้ว ตอนแรกยังคิดว่าพอเอาชนะได้ ถึงกับคิดร่วมมือกันเพื่อโค่นอีกฝ่ายลงจากตำแหน่งศิษย์สายตรงอันดับหนึ่งของทะเลอูไห่ แต่เพียงเห็นลำแสงสีทองนั่น ทั้งคู่ก็ใจเสียลงทันที…
‘บ้าจริง ทำไมสำนักกระบี่หลีซานถึงมีสัตว์ประหลาดเช่นนี้อยู่กันนะ?’
นั่นเป็ปีศาจสือจิงที่แทบจะไร้เทียมทานที่สุดในทะเลอูไห่เลยทีเดียว ต่อให้เป็ผู้บำเพ็ญจิงตันรับมือ ก็ยังต้องคิดหนัก แต่บัดนี้กลับถูกหวงซีสะบั้นตายในคราเดียว!
“ศิษย์น้องทั้งสอง?” หวงซีรออยู่นาน พอเห็นทั้งคู่เงียบไป ก็ขมวดคิ้วแน่นก่อนจะเอ่ยซ้ำอีกครั้ง
“อ้อ ไม่มีอะไรๆ ข้าก็แค่ได้ยินมาว่าครั้งนี้สำนักกระบี่หลีซานถล่มฝูงเรือของเรือรบเซินหลัวไปถึงสามลำ ช่างมีพลังร้ายกาจไม่เบาเลยทีเดียว ก็เลยจะมาแสดงความยินดีกับศิษย์พี่หวงเท่านั้นเอง” จงหยางชิงตอบออกมาก่อน เขาละทิ้งศักดิ์ศรีที่มีอยู่ไปทันที
“…” หวังจิ่งที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งสุดตัว ‘บัดซบจริงๆ นี่ยังเหลือศักดิ์ศรีความเป็คนอยู่บ้างไหม เปลี่ยนสีเร็วราวกับกิ้งก่าจริงๆ เมื่อครู่ยังอยู่ฝั่งเดียวกันแท้ๆ เพียงพริบตาเดียวก็หักหลังกันเสียแล้ว’
‘ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าเองก็ไม่เกรงใจล่ะนะ…’
“ได้ยินว่าที่เกาะกุ่ยคูมีคนคิดจะใช้คนเป็ๆมาเพาะเลี้ยงให้กลายเป็ผีดิบ สมควรแล้วจริงๆ ที่โดนสำนักกระบี่หลีซานถล่ม”
“นี่ พูดอะไรออกมาน่ะ!” จงหยางได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมา ก็ฉุนเฉียวขึ้นมาทันที
“ทำไมล่ะ ข้าไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าเป็สำนักเ้านี่ จะเป็เดือดเป็ร้อนทำไม หรือว่าที่พูดมาเป็ความจริง หืม?”
จากนั้นหวังจิ่งกับจงหยางก็เริ่มต่อล้อต่อเถียงอย่างเอาเป็เอาตาย ไม่มีใครยอมใครทั้งนั้น แต่ระหว่างที่เถียงกันอยู่ ทั้งคู่ต่างก็สังเกตเห็นแววตาอับจนหนทางของอีกฝ่าย…
‘ช่วยไม่ได้ เพราะหวงซีแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ…’
แข็งแกร่งถึงขนาดที่ทั่วทั้งทะเลอูไห่ ไม่มีศิษย์ของสามสำนักใดสามารถต่อกรได้เลยด้วยซ้ำ หนึ่งคนหนึ่งกระบี่ถือว่าเหยียบคนรุ่นเดียวกันเสียจมดิน การที่หวังจิ่งกับจงหยางมีคนเช่นนี้ร่วมรุ่นกับพวกเขานั้น จึงไม่แน่ใจว่าเป็โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่…
บางทีคงมีเพียงสำนักเทียนเสวียนและสำนักฉางเซิงเท่านั้น ที่พอจะสูสีอยู่บ้าง ส่วนคนอื่นน่ะหรือ อย่าหวัง…
“จริงสิ…” เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ กระทั่งจู่ๆหวังจิ่งก็เกิดชะงักลงไป
คนหนึ่งฝ่าเคราะห์มาห้าด่านรวด ส่วนอีกคนก็สะบั้นเคราะห์อัสนีเก้าสายรวด…
‘หากทั้งคู่ประมือกันละก็ ผลจะเป็อย่างไรกันนะ?’
หวังจิ่งเองก็ไม่รู้ว่าใครจะชนะ และคนที่สะบั้นเคราะห์อัสนีเก้าสายรวด บัดนี้กำลังบำเพ็ญกล่องกระบี่เจิงหนิงอยู่ที่หลังร้านหลอมอาวุธฟานซื่อด้วยความยากลำบาก
สำหรับอาวุธที่เพิ่งหลอมเสร็จนั้น หากคิดจะบำเพ็ญให้มีมนต์สะกดยี่สิบเจ็ดสายละก็ ย่อมจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีจนถึงร้อยปีเลยทีเดียว และผู้บำเพ็ญส่วนมากเมื่ออายุร้อยกว่าปี ก็เพิ่งจะบำเพ็ญอาวุธคู่กายจนมีมนต์สะกดเพียงสิบกว่าสายเท่านั้น คงมีแค่กล่องกระบี่เจิงหนิงของหลินเฟยเท่านั้นที่เพิ่งจะหลอมเสร็จก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีมนต์สะกดถึงยี่สิบเจ็ดสาย…
เหตุที่เป็เช่นนี้ก็เพราะเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูเป็ยอดวิชาหลอมอาวุธ เคล็ดวิชานี้มีพลังร้ายกาจกว่าวิชาทั่วไปนับสิบเท่า ส่วนอีกอย่างก็เพราะกล่องกระบี่เจิงหนิงเกิดจากจิติญญาของหลินเฟย จึงมีต้นกำเนิดพลังเดียวกับเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่และเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถู แทบจะเรียกว่าเป็อาวุธคู่กายเลยทีเดียว โดยสิ่งที่ต้องทำตอนนี้ ก็เหลือเพียงบำเพ็ญอาวุธคู่กายให้มีพลังเท่ากายเนื้อ ซึ่งง่ายกว่าการบำเพ็ญอาวุธทั่วไปหลายร้อยหลายพันเท่า…
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้จะเสร็จในเวลาแค่วันหรือสองวัน…
หากนับเวลาดู ั้แ่บำเพ็ญกล่องกระบี่นี้มา ก็ล่วงเลยมาสิบวันแล้ว…
แต่ตอนนี้เพิ่งจะมีมนต์สะกดแค่สิบแปดสาย เรียกได้ว่าเพิ่งจะถึงขั้นอาวุธหยินฝูเท่านั้นเอง ถือว่ายังห่างไกลอีกมาก
“ดูท่าคงต้องหาวิธีอื่น…” หลินเฟยเก็บกล่องกระบี่กลับเข้าจิติญญาไปเช่นเดิม ก่อนจะหันไปมองเมืองวั่งไห่นอกหน้าต่าง บัดนี้ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยแสงสีจากโคมไฟ ตัวเขาเองก็รู้ดีว่าหากบำเพ็ญด้วยตนเองต่อไป จะต้องไม่ทันเป็แน่
เพราะเทศกาลไห่หุ้ยเริ่มขึ้นแล้ว กุ่ยหวังอาจจะบุกมาได้ทุกเมื่อ
หากไม่สามารถบำเพ็ญกล่องกระบี่ให้เป็อาวุธขั้นหยางฝูละก็ เกรงว่าแค่ร่างอวตารก็ยังรับมือไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยหากกุ่ยหวังมาด้วยตนเอง จะเกิดอะไรขึ้น
ทว่าตอนนี้…
จะต้องรีบจัดการไออสูรนั่นเสียก่อน
ขณะที่ประมือกันผ่านห้วงมิตินั้น แม้จะห่างกันนับพันนับหมื่นลี้ แต่หลินเฟยก็ยังคงเสียเปรียบ แม้จะได้รับาเ็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็ถูกไออสูรสายหนึ่งเข้าแทรกมาด้วย ที่เก็บไออสูรเอาไว้จนถึงวันนี้ ก็เพราะไม่อยากสูญเสียพลังปราณในการกำจัดมันออกไป อีกอย่างก็เพราะ้าจะตลบหลังกุ่ยหวังด้วย…
และตอนนี้ก็ถึงเวลาเสียที…
------------------------------------------------------------------------------------------------
