บทที่ 199 กำลังเสริม
นักปรุงโอสถล้วนมีพลังการต่อสู้ที่อ่อนแอ เพราะนอกเหนือจากการบำเพ็ญเพียรแล้ว พวกเขาใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการศึกษาทักษะการปรุงโอสถ จนแทบไม่มีความรู้ความเข้าใจในการต่อสู้ ในเวลานี้พวกเขาจึงทำได้เพียงรวมกลุ่มกันเพื่อป้องกันการโจมตีของนักพรตจากดินแดนมาร แม้จะทำเช่นนั้น แต่ก็ยังมีนักปรุงโอสถบางส่วนได้รับาเ็หรือถูกสังหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทั่วทั้งตำหนักตันหลิงอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเื
หากไม่ใช่เพราะผู้คุ้มกันที่ตำหนักมหาเทพส่งมาช่วยเหลือส่วนใหญ่มีพลังรบที่แข็งแกร่ง ต่อให้เคล็ดวิชาเร้นกายหลบหนีของลู่อวี่จะลึกล้ำมากเพียงใด ยามนี้เขาก็คงจะฝืนทนต่อไปไม่ไหวแล้ว แต่เมื่อเห็นนักปรุงโอสถที่เขาตั้งใจบ่มเพาะและสั่งสอนมาอย่างยากลำบาก ได้รับาเ็หรือถูกสังหารตายไปต่อหน้าต่อตา ลู่อวี่ที่เป็คนใจเย็นและสุขุมนุ่มลึกก็บังเกิดจิตสังหารพลุ่งพล่านเต็มอก ขอเพียงเขามีโอกาสก็จะใช้กระบี่แทงศัตรูอย่างไม่ลังเล หากไม่ใช่เพราะวิชา ‘นิ้วทะลวงฟ้า’ ของเขายังไม่สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์เฉียบขาด ก็คงไม่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากเช่นนี้
แต่เขาตระหนักดีว่าท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายของคนเหล่านี้ก็คือตัวเขา แล้วเขาจะปล่อยให้ศัตรูทำตามใจชอบได้อย่างไร? ร่างกายของลู่อวี่เคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ในที่สุดเขาก็รับมือกับนักพรตจากดินแดนมารที่ไล่ล่าเขาจากด้านหลังได้อย่างสูสี ทว่ายังไม่มีโอกาสลงมือโจมตีนักพรตจากดินแดนมาร ส่วนนักพรตมารก็ไม่กล้าละทิ้งการไล่ล่าเขา เพื่อหันไปโจมตีนักพรตของเทียนตูคนอื่นๆ
ภายในสนามรบมีนักพรตของทั้งสองฝ่ายล้มตายอย่างต่อเนื่อง บางคนถูกเคล็ดวิชาทำลายิญญาจนแหลกสลาย ทั้งนักพรตเทียนตูและนักพรตมารต่างก็ต่อสู้กันอย่างเอาเป็เอาตาย
ทันใดนั้น บนท้องฟ้าอันไกลโพ้นก็มีเสียงคำรามดังกึกก้องราวกับสายฟ้าจาก์เก้าชั้นฟ้า
คนส่วนใหญ่ที่กำลังต่อสู้กันไม่ทราบว่าเกิดเื่อะไรขึ้น แต่ยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าต่างก็ทราบกันดีว่าเสียงนั้นคือเสียงะเิที่เกิดจากการเสียดสีของวัตถุกับอากาศด้วยความเร็วสูง ราวกับเคล็ดวิชาขั้นสูงสุดของกระบี่ที่เรียกว่า ‘คลื่นกระบี่อสนีบาต’ เมื่อความเร็วเพิ่มสูงจนถึงระดับหนึ่งก็จะเกิดเสียงะเิราวกับเสียงฟ้าคำราม
ลู่อวี่ก็พอจะทราบเื่นี้อยู่เหมือนกัน นักพรตที่สามารถเร่งความเร็วในการเหาะหินจนเกิดเสียงคำรามได้นั้น ระดับขั้นพลังยุทธ์ขั้นต่ำย่อมต้องเป็นักพรตขั้นหวนสู่สัจธรรมเท่านั้น และ่เวลานี้คนที่สามารถมาที่นี่ได้ นอกจากผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋แล้วก็ไม่มีผู้อื่นแล้ว ระดับขั้นพลังยุทธ์ของนักพรตขั้นหวนสู่สัจธรรมของดินแดนมารยังต่ำกว่าผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋อยู่หนึ่งขั้น ในด้านของฐานะ ผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋เป็ถึงผู้นำที่แท้จริงของเทียนตู เขาไม่เชื่อว่านักพรตดินแดนมารผู้นั้นจะสามารถทำอะไรผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ได้!
นักพรตจากดินแดนมารต่างก็หน้าถอดสี ไม่ว่าจะเป็นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าหรือนักพรตขั้นตงซวนที่กำลังต่อสู้กัน พวกเขาล้วนร่วมใจกันเพิ่มพลังการโจมตีให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น ในยามนี้ทุกคนไม่ได้ต่อสู้เพื่อโจมตีศัตรูอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังต่อสู้เพื่อหนีเอาชีวิตรอด
แม้ก่อนจะเดินทางมาที่นี่ พวกเขาจะเตรียมใจมาแล้วว่าอาจต้องตาย แต่หากเลือกได้จะมีผู้ใดปรารถนาการดับสูญเล่า
การโจมตีอย่างบ้าคลั่งของนักพรตดินแดนมาร แม้ว่านักพรตเทียนตูส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากลู่อวี่ตวาดเสียงดังว่า “สหายนักพรตทั้งหลาย ท่านผู้เฒ่าสูงสุดกลับมาแล้ว จับนักโทษพวกนี้ให้หมด!”
เมื่อได้ยินว่าเสียงดังก้องนั้นเกิดจากการมาถึงของท่านผู้เฒ่าสูงสุด เหล่านักพรตเทียนตูก็ฮึกเหิมขึ้นมากะทันหัน ต่างพยายามขัดขวางศัตรูของตนเองอย่างสุดกำลัง
“พวกท่านมีเคล็ดวิชาลับใดก็จงนำออกมาใช้เถิด ยามนี้ถือเป็โอกาสดีที่จะสังหารศัตรู!”
“อดทน อีกไม่นานก็ใกล้จะสำเร็จแล้ว สหายนักพรตทั้งหลาย อย่าได้ประมาทจนต้องสังเวยชีวิตไปโดยเปล่าเล่า!”
นักพรตดินแดนมารสิบกว่าคนที่ไล่ล่าลู่อวี่ต่างก็รู้ดี หากพวกเขายังไม่สามารถสังหารนายน้อยตระกูลลู่ผู้นี้ได้ ต่อไปก็คงไม่มีโอกาสแล้ว เมื่อนึกได้ว่าต่อให้หนีกลับไปได้อย่างปลอดภัย แต่การที่ตนทำภารกิจไม่สำเร็จจะต้องเผชิญหน้ากับบทลงโทษอย่างไร นักพรตมารเ่าั้พลันหน้าซีดเผือด พากันขนเคล็ดวิชาลับของตนเองออกมากระหน่ำจู่โจมใส่ลู่อวี่ขณะไล่ล่าด้วยความเร็วสูง
นักพรตจากดินแดนมารคนหนึ่ง ที่ใช้เคล็ดวิชาลับไล่ตามลู่อวี่จนมาหยุดอยู่ด้านหลังของเขาในพริบตา ลู่อวี่ยังไม่ทันจะได้ตอบสนอง คนผู้นั้นก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาและะเิร่างกายของตนเอง แรงปะทะมหาศาลจากการะเิร่างของนักพรตมารขั้นตงซวน ถึงลู่อวี่จะมีม่านพลังป้องกันถึงสามชั้นก็ยังถูกแรงะเิซัดกระเด็นออกไป ท้องของเขารู้สึกร้อนผ่าวและเ็ปทุรนทุราย มุมปากมีเืไหลซึมออกมา
ลู่อวี่แค่นเสียงเ็า หยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมาแล้วกลืนลงไปอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็ใช้เคล็ดวิชาเร้นกายหายตัวหลบการโจมตีจากอีกฝ่าย แล้วปรากฏตัวขึ้นที่ฝั่งตรงข้าม
ราชันจากดินแดนมารทั้งหกคนที่อยู่บนท้องฟ้า ตระหนักได้ทันทีว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่สู้ดีนัก พวกเขาต่างก็ขนเคล็ดวิชาขั้นสูงสุดของตนเองออกมาใช้ต่อสู้ พวกเขาไม่เหมือนกับพวกนักพรตระดับขั้นพลังยุทธ์ต่ำกว่าขั้นตงซวน ต่อให้พวกเขาเต็มใจตาย ดินแดนมารก็ไม่ยินยอมสูญเสียผู้ที่มีพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้าได้ อีกประการ พวกเขาเองยังไม่ปรารถนาความตาย นักพรตจากดินแดนมารล้วนมีนิสัยเย่อหยิ่งจองหอง หากไม่ใช่เพราะดินแดนมารกำลังจะล่มสลาย แล้วยังมีมหาเมธีขั้น์คอยกดดันพวกเขา ก็ไม่เคยคิดอยากจะเอาชีวิตมาทิ้งที่เทียนตูแห่งนี้
นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าจากดินแดนมารดิ้นรนต่อสู้อย่างสุดกำลัง พยายามหาทางหลบหนีออกไปจากที่นี่ในขณะที่นักพรตของเทียนตูต่อสู้เพื่อขัดขวางนักพรตมารเ่าั้ เพื่อรอให้กำลังเสริมมาถึง นักพรตมารพยายามใช้เคล็ดวิชาลับโดยไม่สนใจว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ส่วนนักพรตของเทียนตูก็กินโอสถวิเศษอย่างบ้าคลั่ง ทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวาง
“ตูม! เพล้ง!” ท่ามกลางเสียงะเิและเสียงปะทะกันของเคล็ดวิชาและอาวุธเวท บนท้องฟ้าก็ปรากฏเงาร่างสองสายที่แยกตัวจากกันอย่างฉับพลัน หนึ่งในนั้นแปลงกายเป็ลำแสงสีเทาและหายวับไปในพริบตา
นักพรตของเทียนตูที่ถูกแรงะเิซัดกระเด็นออกไปอีกทางหนึ่งมีประกายเ็าฉายผ่านดวงตา เขารู้ดีว่าตนเองไม่มีทางไล่ตามทัน จึงไม่ลังเลที่จะกลืนโอสถวิเศษหนึ่งเม็ด จากนั้นก็พุ่งตรงไปอีกทางเพื่อสนับสนุนนักพรตฝ่ายเดียวกัน
ผู้นำของนักพรตดินแดนมารที่บุกมาโจมตีครั้งนี้คือ ‘ราชันเลี่ยนหุน’ ส่วนคนที่หนีเอาตัวรอดไปเมื่อครู่นี้คือ ‘ราชันเฮยซา’ นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าจากดินแดนมารที่เดินทางมาถึงเทียนตูเป็กลุ่มแรกสุด
“รีบไปช่วยนายน้อยลู่ก่อน!” นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าจากเทียนตูที่ได้รับการสนับสนุนรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง ทว่าจู่ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นลู่อวี่กำลังถูกนักพรตจากดินแดนมารจำนวนมาก ไล่ล่าด้วยการะเิตนเองอย่างไม่คิดชีวิตอยู่เบื้องล่าง สีหน้าของเขาจึงพลันถอดสี เขาคำรามเสียงดังขณะวาดฝ่ามือใช้เคล็ดวิชาขัดขวางนักพรตจากดินแดนมารที่กำลังจะหลบหนีไป เป็การบอกอีกฝ่ายว่าเขายังรับมือไหว
“เข้าใจแล้ว!” นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าจากเทียนตูที่เพิ่งมาถึงมีสายตาเป็ประกาย เขาเคลื่อนไหวร่างกายวูบหนึ่งไล่ตามบรรดานักพรตดินแดนมารที่กำลังไล่ล่าลู่อวี่
ในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ นักพรตดินแดนมารที่เคยไล่ล่าลู่อวี่อยู่สิบกว่าคนก็เหลือเพียงเจ็ดแปดคน ถึงลู่อวี่จะมีโอสถวิเศษคอยช่วยเหลือ แต่สีหน้าของเขาก็ยังซีดเผือด ร่างกายของเขาแทบจะรับมือไม่ไหวแล้ว
ในขณะที่เขากำลังคิดหาทางรับมือกับการะเิตนเองของนักพรตดินแดนมารครั้งต่อไป ทันใดนั้นบนท้องฟ้าก็ปรากฏลำแสงดาบสีหยกสายหนึ่ง นักพรตดินแดนมารที่คิดจะพุ่งเข้ามาะเิร่างโจมตีใส่เขา ถูกคลื่นดาบสายนั้นผ่าร่างจนขาดเป็สองส่วน
ขณะเดียวกันข้างกายของลู่อวี่ก็มีเงาสายหนึ่งปรากฏออกมา นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าคนนั้นปรากฏกายข้างๆ ลู่อวี่และคุ้มครองเขา
ตูม ตูม ตูม บนท้องฟ้ามีเสียงะเิดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แรงปะทะจากคลื่นพลังอันรุนแรงทำให้เหล่านักพรตที่ต่อสู้กันอยู่ด้านล่างสูญเสียการทรงตัว นักพรตจากดินแดนมารจำนวนมากก็ถือโอกาสนี้ใช้กลวิธีต่างๆ หลบหนีไปทั่วสารทิศ
บนท้องฟ้า นอกจากนักพรตขั้นราชันของดินแดนมารที่หนีไปก่อนหน้านี้ นักพรตขั้นราชันห้าคนที่เหลือสามารถหนีรอดไปได้สามคน สองคนที่เหลือตกอยู่ในสภาพอ่อนแรงจากการปิดล้อมโจมตีของพวกตู้เสวียนเฉิงทั้งสี่คน สีหน้าของพวกเขาไม่แสดงความสิ้นหวังหรือหวาดกลัวความตายแม้แต่น้อย แล้วยังโต้ตอบการโจมตีของคนทั้งสี่อย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้นแสงเงาสายหนึ่งก็สว่างวาบบนท้องฟ้า ก่อนที่ร่างของชายชราสวมชุดคลุมสีเทาจะปรากฏออกมา พร้อมกับแรงกดดันอันแข็งแกร่งที่ไม่อาจต้านทานได้
เหล่านักพรตของเทียนตูไม่รู้สึกถึงแรงกดดัน พวกเขามองเห็นคนที่มาถึงก็เผยสีหน้ายินดีปรีดาพร้อมกับะโว่า “คารวะท่านผู้เฒ่าสูงสุด!”
ส่วนนักพรตจากดินแดนมารไม่ว่าจะเป็นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าสองคนที่อยู่บนท้องฟ้า หรือนักพรตขั้นตงซวนที่ยังคงอยู่บนพื้นดิน ต่างก็หน้าถอดสีจนซีดเผือด เมื่อััแรงกดดันอันแข็งแกร่งจนแทบจะขยับตัวไม่ได้
“ฮึ่ม!”
“ตูม ตูม ตูม!” มีเสียงะเิดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เหล่านักพรตดินแดนมารที่ดิ้นรนบนพื้นดิน ต่างก็สิ้นชีพ ร่างะเิออกเป็เสี่ยงๆ หลังจากท่านผู้เฒ่าสูงสุดแค่นเสียงเ็าในลำคอเพียงครั้งเดียว แม้แต่นักพรตระดับสูงทั้งสองคนที่อยู่บนท้องฟ้าก็ยังส่งเสียงอื้ออึงในลำคอ ก่อนจะกระอักเืแดงสดออกมา
“ฮ่า ฮ่า วันนี้พวกเ้านับว่าโชคดี!” นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าจากดินแดนมารผู้หนึ่งหัวเราะเสียงดัง ก่อนที่ร่างกายของเขาจะพองโตขึ้นมา จากนั้นก็ะเิร่างกายของตนเองจนเกิดเสียงดังสนั่น
แม้กระทั่งผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ก็ไม่คิดว่าราชันขั้นเกิดเทพเ้าจากดินแดนมารทั้งสองคนนี้จะยอมะเิร่างปลิดชีพตนเอง แม้เขาจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือยอดฝีมือทั้งสี่คนที่ปิดล้อมโจมตีนักพรตมารสองคนนั้น ก็ยังมีหนึ่งคนที่ถูกแรงะเิฉีกกระชากร่างกายจนดับสูญอยู่ดี นอกจากตู้เสวียนเฉิงที่มีระดับขั้นพลังยุทธ์สูงส่งและตอบสนองได้ทันท่วงทีจนาเ็เพียงเล็กน้อยแล้ว อีกสองคนที่เหลือล้วนได้รับาเ็สาหัส หากไม่มีโอสถวิเศษช่วยเหลือ คาดว่าพวกเขาต้องใช้เวลาพักฟื้นยาวนานเกือบสิบปีกว่าจะหายดี
โชคดีที่ครั้งนี้พวกเขาลงมือปกป้องตำหนักตันหลิง นายน้อยลู่อวี่ที่มีฐานะเป็ผู้ดูแลของตำหนักตันหลิงคงไม่ยอมนิ่งดูดาย จึงไม่ได้มีความกังวลในใจมากนัก ทว่าในใจยังคงนึกขุ่นเคือง คิดไม่ถึงเลยว่าใน่ที่กำลังจะตัดสินแพ้ชนะ ราชันสองคนจากดินแดนมารจะเลือกปลิดชีพตนเองด้วยการะเิร่างเช่นนั้น
นักพรตระดับสูงเช่นพวกเขา แม้จะมีสถานะเป็ศัตรูกัน ถึงจะทำลายพลังยุทธ์ของอีกฝ่ายทิ้งก็ไม่มีทางฆ่าตายโดยง่าย เพราะว่าอีกฝ่ายเป็ผู้ที่กุมความลับอันลึกล้ำไว้ในมือ หากเปลี่ยนเป็ฝั่งดินแดนมาร ถึงพวกเขาจะจับตัวนักพรตระดับสูงของเทียนตูได้ก็คงไม่ยอมปลิดชีพทิ้งโดยง่ายเช่นกัน
“ฮึ่ม ถือว่าเ้าทั้งสองมีไหวพริบยอดเยี่ยมนัก มิเช่นนั้นข้าจะทำให้พวกเ้าได้ััการมีชีวิตอยู่ที่ทรมานยิ่งกว่าความตาย คิดว่าวิชาธรรมของข้าจะต้องสร้างความหวาดผวาให้นักพรตมารได้ไม่น้อย”
“พวกเขาตายไปแล้ว เ้าหยิบยกเื่นี้มาพูด แล้วมันมีประโยชน์อันใดเล่า! ดูจากอาการาเ็บนร่างกายแล้ว ถึงจะมีโอสถที่วิเศษเลิศเลอเพียงใด ก็อย่าหวังว่าจะขยับตัวได้ภายในเดือนสองเดือนนี้!”
แต่ลู่อวี่ทราบดีว่าคนฝึกวิชามารมักจะเป็พวกเห็นแก่ตัว จะยอมสละชีวิตเพื่อผู้อื่นได้อย่างไร? เมื่อเห็นเืเนื้อที่กระจัดกระจายไปทั่วลานกว้าง สีหน้าของเขาก็มืดครึ้มราวกับมีม่านน้ำแข็งก่อตัวขึ้นมาปกคลุมขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “พวกท่านไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีโอกาสแก้แค้น การที่นักพรตมารทั้งสองยอมเสียสละตัวเองเพื่อถ่วงเวลาพวกเราเช่นนี้ หมายความว่าพวกเขาต้องมีแผนการเอาชีวิตรอดสำรองไว้แล้ว นักพรตสายมารมักมีนิสัยเ้าเล่ห์เพทุบายและเห็นแก่ตัว หากพวกเขาไม่มั่นใจมากพอ ย่อมไม่มีทางใจกล้าะเิตัวตายเช่นนี้ เคล็ดวิชามารมีหลากวิธีการในการแยกิญญาและยึดครองร่างกายของผู้อื่น อีกไม่นานพวกเขาคงฟื้นคืนชีพขึ้นมาในสภาพร่างกายสมบูรณ์แบบ!”
หลังกล่าวจบ ลู่อวี่ก็เหลือบมองผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋แวบหนึ่ง สายตาของเขามีทั้งความเคลือบแคลงสงสัยและเตือนสติ ทำให้ผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋แอบใไม่น้อย นายน้อยตระกูลลู่ผู้นี้หาใช่คนโง่เขลาที่สามารถหลอกลวงได้ง่ายๆ ไม่ คราแรกที่เห็นว่าตำหนักตันหลิงได้รับความเสียหายอย่างหนัก แม้จะติดใจสาเหตุการตายของนักพรตมารทั้งสองคนนั้น แต่เขากลับไม่คิดจะเปิดโปงความลับออกมา กระนั้นก็ถูกลู่อวี่มองออกอยู่ดี
