ยอดเขาิญญาสูงทะลวงเมฆ พลังบริสุทธิ์ที่เปี่ยมล้นถูกปลดปล่อยฟุ้งกระจาย ไผ่เขียวแต่ละต้นอุดมไปด้วยพลังิญญาที่เข้มข้นเพราะถูกพลังฟ้าดินหล่อเลี้ยงจนใกล้จะโตเต็มที่
วิหารภายในป่าไผ่ พลังฟ้าดินโดยรอบถูกพัดแล่นเข้าไปรวมกันอยู่ข้างใน มันไหลเข้าไปในปากและจมูกของคนคนหนึ่ง ภายในร่างมีเสียงร้องครืนๆ ซึ่งนั่นก็คือเสียงของพลังงานที่ไหลเวียนไปมา
บรรยากาศเงียบสงัดเป็อย่างยิ่ง มีเพียงแค่เสียงตึงๆ ดังขึ้นมาเป็ระยะคล้ายกับเสียงตีกลอง บางทีก็เหมือนเสียงที่เสียดสีกัน ถ้าหากมันได้พัฒนาขึ้นจะต้องกลายเป็พลังอานุภาพ์ที่น่าสะพรึงกลัวเป็แน่
พลังฟ้าดินไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายในร่างกายของเต้าหลิง ราวกับคลื่นลูกใหญ่ที่โหมซัด แต่ละเส้นพลังงานเปล่งแสงดาราระยิบระยับ ดูแล้วสว่างจ้าละลานตาทั้งยังให้ความรู้สึกหนักอึ้ง
วันเวลาสิบวันผ่านไป ขั้นฝึกฝนของเต้าหลิงพุ่งทะลวงขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาได้ไข่มุกดารามาจากวิหารดาราอยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังมีส่วนของผึ้งทองคำ รวมกันแล้วมีอยู่ราวๆ เก้าสิบกว่าเม็ด
ไข่มุกดาราจำนวนมากขนาดนี้ ถ้าเป็คนธรรมดาคงจะทะลวงขึ้นไปอยู่ที่ขั้นสถิติญญาสูงสุดแล้ว ทว่าเต้าหลิงกลับทะลวงขึ้นไปได้แค่ขั้นสถิติญญาห้าชั้นฟ้า
ไข่มุกดาราเม็ดสุดท้ายได้เปิดออก พลังดาราบริสุทธิ์เอ่อล้นทะลัก พลังนับหมื่นเส้นแสงหลอมรวมกันเข้าไปบนแสงของดวงดาราก่อนที่จะให้กำเนิดดวงดาวขนาดใหญ่ขึ้น
อย่างไรก็ดี ความเร็วกลับช้าเหมือนกับเต่า ถึงแม้ว่าจะห่างชั้นกับร่างเงาดวงดารามาก แต่ไข่มุกดาราที่ผสานรวมเข้าด้วยกันอยู่ภายในแสงดวงดารานั้น ทำให้พลังงานแต่ละสายของเขาแปรเปลี่ยนไปเป็หนาแน่นหนักหน่วง
พลังภายในร่างของเขาปะทุแตกออก คลื่นโทสะขนาดั์แต่ละเส้นพลัง เข้าปกคลุมไปทั่วทั้งวิหาร ทั้งยังตลบอบอวลไปด้วยระลอกพลังที่แข็งแกร่ง
ทันใดนั้น ก็ปรากฏแสงดวงดาราขึ้นในพลังสีทอง ราวกับดวงดาวค้างฟ้าที่ส่องแสงประกายระยิบระยับ พวกมันเรียงตัวกันอยู่กลางอากาศราวกับกลุ่มดาวขนาดใหญ่
คล้ายโลกใบใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น แสงดวงดาราฉายฉานลอยเคว้งอยู่โดยรอบ
แสงดาราหลายเส้นผสานรวมเข้าด้วยกันแล้วหมุนวนรวมตัว ตกกระทบจนปรากฏเสียงดังสนั่น มวลอากาศแต่ละชั้นถูกพังทลาย พลังน่าหวาดกลัวบังเกิดขึ้นอย่างลับๆ
“น่ากลัวมาก จะต้องฝึกฝนนิมิตนี้จนสำเร็จได้แน่” เต้าหลิงทั้งใทั้งตื่นเต้น ถ้าหากว่ามีไข่มุกดารามากพอ แสงดวงดาราแต่ละดวงก็จะถูกหล่อเลี้ยงจนผลัดเปลี่ยนกลายเป็ดวงดาวขนาดใหญ่
ในตอนนั้น เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าตนจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นมาได้จนถึงระดับนี้ ทว่าแต่ละขั้นตอนยากเย็นมากโข ถ้าไม่ใช่เพราะไข่มุกดาราเก้าสิบกว่าเม็ด เขาไม่มีทางที่จะเพิ่มพูนศักยภาพขึ้นมาได้
จะมีผู้ใดสามารถใช้ไข่มุกดาราสร้างนิมิตที่น่ากลัวเช่นนี้ขึ้นมาได้? ถึงเป็เต้าหลิงเองก็เป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ เพราะเต้าหลิงก็คือโลกโลกหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่พลังของโลกใบนั้นเกินขีดจำกัด ร่างกายของเขาก็จะะเิออกแล้วตายในที่สุด
เต้าหลิงรู้สึกดีใจเป็อย่างมากที่ได้ฝึกฝนขั้นหล่อกายาจนเต็มเปี่ยม เช่นนั้นพลังในขั้นสถิติญญาของเขาย่อมต้องสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อย่างสูงสุด ในทำนองเดียวกันเขาก็รู้สึกว่ามันยากที่จะฝึกฝนอยู่ดี
สิ่งแรกก็คือพร์ ส่วนสิ่งที่สำคัญสุดก็คือทรัพยากร ถ้าเต้าหลิงไม่ได้นิมิตนภาครามเปล่งดารา เขาคงไม่อาจก้าวหน้ากระทั่งััขั้นพลังระดับนี้ ในแต่ละขั้นพลังมีทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ ที่สำคัญก็คือถ้าได้ประสบการณ์มาจากคนรุ่นก่อน ก็จะสามารถเดินบนเส้นทางวิถียุทธ์ได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องแสวงหาด้วยตัวเอง
ในตอนนั้น พลังทั่วร่างของเขาได้หลอมรวมเข้ากับร่างกายเป็หนึ่งเดียวราวกับเตาไฟ ลมปราณที่แข็งแกร่งะเิกระจาย
ิัสีทองแดงเปล่งแสงสว่างจ้า เต้าหลิงเหมือนดั่งขุนเขาที่ตั้งสง่า แต่ละมวลกล้ามเนื้อปลดปล่อยพลังที่น่ากลัวออกมา แรงกดดันทำให้รอบสี่ทิศถูกบดทำลาย
“ทิศที่หนึ่งสำเร็จแล้ว!” แววตาของเต้าหลิงฉายแสงความปีติ พลังของเขาในตอนนี้เพิ่มขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกายทองแดงที่ถูกฝึกฝนจนสำเร็จ เขารู้สึกได้ว่าพลังงานของเขาได้ผสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เป็ความรู้สึกไร้เทียมทานที่ยากจะพรรณนา
“ทว่าทิศที่สองนั้นยากเป็อย่างมาก ถ้าอยากจะฝึกกายเงิน จะต้องใช้หินนภาเงินถึงจะได้ ซึ่งแร่หินชนิดนั้นล้ำค่ามากเกินไป”
เต้าหลิงกล่าวพึมพำในใจ เขารู้จักแร่หินนภาเงินแม้ไม่รู้ว่ามันล้ำค่ายิ่งกว่าผลึกหินฟ้ากี่เท่า หินนภาเงินนี้สามารถนำมากลั่นเป็ของเหลว ถ้าดูดซับเข้าไปก็จะสามารถทำให้ร่างกายค่อยๆ แปรเปลี่ยนเข้าสู่ขั้นกายเงินได้
เต้าหลิงเม้มริมฝีปาก เพราะเขาไม่ได้้าแร่นภาเงินแค่ก้อนเดียว แต่อย่างน้อยก็ต้องใช้สามก้อน นั่นทำให้ความยากของมันมากมายยิ่งขึ้นไปอีก
“ลองไปดูศิลาเทพยุทธ์ก่อนดีกว่า” เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พลางก้าวเท้าเดินออกไปข้างนอก
ชุดสีขาวของเต้าหลิงเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่น เมื่อเดินออกมาเขาสังเกตเห็นหลินซือซือที่กำลังร่ายรำกระบี่อยู่ภายในป่าไผ่ ท่าทางของนางสง่างามน่ามอง ทั้งยังมั่นคงหนักแน่น รอบๆ กายปรากฏดอกกระบี่ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง
ครั้นสายตาปะทะกับร่างของเด็กหนุ่ม หลินซือซือก็เก็บกระบี่ลงไป นางมีท่าทีลังเลครู่หนึ่งก่อนกล่าวบอก “เมื่อไม่กี่วันก่อนมีุ์ปรากฏขึ้นตรงหน้าประตูของเ้า ระวังตัวด้วย”
ได้ยินดังนั้น เต้าหลิงก็ขมวดคิ้วขึ้น หลังจากนั้นหัวใจของเขาก็สั่นไหว เดาว่าุ์ตนนั้นจะต้องเป็คนของเขา์โบราณเป็แน่ เพราะเขาได้ไปแย่งชิงของล้ำค่าที่วิหารดารามา
“คิดว่าข้ารังแกได้ง่ายอย่างนั้นหรือ ถึงได้ส่งพวกลิ่วล้อมาจัดการข้า” เต้าหลิงแค่นเสียงเย็นกล่าวขึ้นมาในใจ ก่อนหน้านี้เขาเคยประมือกับุ์ของเขา์โบราณมาครั้งหนึ่ง ถึงแม้จะรู้สึกได้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นน่ากลัวมาก แต่เต้าหลิงเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าฝ่ายนั้น รวมถึงขั้นพลังก็เพิ่มขึ้นห่างจากอีกฝ่ายเพียงเล็กน้อย ใครจะแพ้จะชนะนั้นยังไม่สามารถที่จะสรุปได้
“ไม่รู้ว่าหนังสัตว์อสูรสองชิ้นที่เหลือ บันทึกอะไรเอาไว้” เขาเอามือลูบจมูกขณะพึมพำในใจ เขารู้สึกได้ว่ามันจะเป็วิชาโบราณที่ไม่ได้ด้อยไปกว่านภาครามเปล่งดารา
ถ้าเทียบกับเมื่อหลายเดือนก่อน ในตอนนี้ที่เมืองชิงโจวเต็มไปด้วยยอดยุทธ์ผู้แข็งแกร่งจำนวนมาก เป็เวลาหนึ่งเดือนแล้วที่หอคอยผ่านจิตกลายเป็เช่นนี้ ทำให้ผู้คนมากหน้าหลายตาถอนหายใจออกมา
ทั้งที่นี่ก็ยังคึกคักจอแจ คนใหญ่คนโตจากทั่วแว่นแคว้น ยอดอัจฉริยะจำนวนมากมาเยือนไม่ขาดสายเนื่องด้วยห้องโถงวิหารดารากำลังจะเปิด
มีหลายคนที่มาก็เพราะอู่ตี้ ดินแดนลึกลับนั้นกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ใช่แค่อู่ตี้คนเดียวที่เป็ยอดอัจฉริยะ ในโลกนี้ไม่เคยขาดอัจฉริยะ ที่ขาดก็คือยอดยุทธ์ที่แข็งแกร่ง
เต้าหลิงได้กลับมาที่หอคอยผ่านจิตอีกครั้ง หอคอยนี้ไม่เป็เหมือนกับแต่ก่อน ที่ตัวหอคอยมีรอยร้าวปรากฏขึ้นคล้ายกับว่าจะทรุดถล่มลงทุกเมื่อ
“นี่ก็คือหอคอยผ่านจิต ซึ่งอยู่คู่กับเมืองชิงโจวมาหลายยุคสมัย แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็หอคอยรกร้างจนแทบจะทรุดตัวลงมาอยู่แล้ว” ชายแก่คนหนึ่งถอนหายใจ
“นี่นะหรือหอคอยผ่านจิต เหตุใดถึงได้ทรุดโทรมลงเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินมาว่ามันเป็สถานที่ฝึกฝนที่ยอดเยี่ยมเป็อย่างมาก แต่ตอนนี้ดูอย่างไรก็ไม่เหมือน” เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ทั่วร่างโอบล้อมไปด้วยเปลวเพลิงกล่าวดูถูก
“แคว้นชิงเป็แคว้นที่ยากจนที่สุดในดินแดนลึกลับ ที่ว่าชั้นที่สิบมีมรดกสืบทอดอะไรนั่นเป็เื่โกหกทั้งเพ”
เหล่าหญิงสาวและอัจฉริยะของดินแดนลึกลับกล่าวดูถูกคนของแคว้นชิง เพราะว่าที่นี่ไม่เคยมียอดอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงมาก่อน ถึงแม้ว่าโถงวิหารดาราจะเปิดในทุกๆ ปี แต่ผลประโยชน์ก็ถูกอัจฉริยะของแคว้นอื่นแย่งชิงไปเสียหมด
สีหน้าของกลุ่มคนแคว้นชิงดูไม่ดีนัก เด็กหนุ่มหลายคนหน้าแดงก่ำ แต่ไม่กล้าโต้เถียงเพราะพวกเขาเ่าั้แต่ละคนดูแข็งแกร่งร้ายกาจ
“ไปเถอะ ข้าจะพาพวกเ้าไปดูชื่อของอู่ตี้ที่ถูกสลักเอาไว้บนศิลาเทพยุทธ์” ชายหนุ่มใบหน้าขาวดุจหยก เขากล่าวออกมาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
“ใช่สิ ข้าเกือบจะลืมไปแล้ว อย่างไรเสียศิลาเทพยุทธ์ก็คุ้มค่าที่จะไปดูเมื่อมาถึงแคว้นชิง”
“พี่อวี้เจ๋อ ได้ยินมาว่าอู่ตี้กำลังจะมาแล้ว ถึงตอนนั้นช่วยแนะนำเขาให้กับพวกเราหน่อยสิ ข้าอยากจะรู้ว่าเขามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ได้ยินมาว่าเขาเพิ่งจะอายุสิบเจ็ดเอง” สาวงามคนหนึ่งกล่าวด้วยแววตาเป็ประกาย
“ได้สิ ถึงตอนนั้นข้าจะแนะนำลูกพี่ลูกน้องของข้าให้พวกเ้ารู้จักเอง” อู่อวี้เจ๋อหัวเราะเสียงดังลั่นทำให้ผู้คนหลายคนหันมามอง
กลุ่มของอู่อวี้เจ๋อนั้นมีความเป็มาไม่ธรรมดา แต่ละคนปลดปล่อยคลื่นพลังที่น่าเกรงขามออกมา ผู้คนซึ่งอยู่ข้างหน้ารีบหลีกทาง ไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ เพราะกลัวว่าจะมีปัญหา
เบื้องหน้ามีหินศิลาสีทองตั้งตระหง่านอยู่ ศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามจนไม่อาจมีสิ่งใดเปรียบเทียบ แสงสีทองร่วงหล่นลงมาชั้นหนึ่ง ชื่อที่อยู่้าสุดนั้นเหมือนกับดวงอาทิตย์ดวงเล็กที่แผดเผา สว่างจ้าโชติ่
“จะได้ของล้ำค่าอะไรหรือไม่นะ” ชุดสีขาวของเต้าหลิงเปื้อนฝุ่น ผมยาวปลิวไสว สายตาจ้องมองไปที่ศิลาเทพยุทธ์อย่างไม่ละสายตา ในตอนนั้นกันเหยาได้ของล้ำค่าที่นี่ทำให้เขายากที่จะลืมเลือน
ผู้คนที่อยู่รอบๆ ศิลาเทพยุทธ์หลีกทางออก อู่อวี้เจ๋อพากลุ่มคนอัจฉริยะเดินเข้ามา เมื่อเห็นเงาที่ยืนอยู่ตรงหน้าศิลาเทพยุทธ์ เขาก็กล่าวออกมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก “ยังไม่รีบกลับไปอีก”
“ฮ่าๆ พี่อวี้เจ๋อ ข้าเดาว่าเขามาก็เพราะอยากจะรู้ว่าอู่ตี้เป็อย่างไร แต่ไม่รู้ว่าเขาจะมองเห็นชื่อของอู่ตี้หรือเปล่านะ” ชายหนุ่มหัวเราะออกมา
“ฮึ ชื่อของอู่ตี้ใช่ชื่อที่คนธรรมดาๆ จะเคารพบูชาได้อย่างนั้นหรือ เพ้อฝันไปหรือเปล่า” อู่อวี้เจ๋อส่ายหน้า เขารู้ดีว่าชื่อของอู่ตี้นั้นน่ากลัวขนาดไหน คนที่ขั้นฝึกฝนไม่ถึง แค่ชื่อยังไม่สามารถจะแหงนหน้ามองได้
“นั่นสิ ในตอนที่ข้าอยู่ในขั้นหล่อกายา ยังไม่อาจจะมองชื่อของเขาได้” สาวงามพยักหน้าพลางกล่าวเสียงสั่น
“นี่ก็คือความน่ากลัวของลูกพี่ลูกน้องข้า เขาสลักชื่อนี้เอาไว้ตอนอายุแค่สิบขวบเท่านั้น” อู่อวี้เจ๋อพยักหน้า ในขณะที่กำลังจะกล่าวแนะนำต่อนั้น เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มยังยืนอยู่ข้างหน้า เขาก็เอ่ยเสียงเย็นด้วยใบหน้าขมึงทึง “ยังไม่รีบถอยไปอีก!”
เต้าหลิงกระชับฝ่ามือแน่น จนเกิดเสียงกระดูกดังลั่น แรงสั่นะเืทำมวลอากาศแตกออก
“อะไรกัน” สาวงามกล่าวด้วยความประหลาดใจ
ตูม
ลมปราณภายในร่างของเต้าหลิงไหละเิทะลักราวกับคลื่นน้ำหมื่นชั้น พลังของเขารุนแรงเป็อย่างมาก ทั้งยังะเิออกมาอย่างต่อเนื่องจนไม่มีท่าทีว่าจะหยุด!
ร่างกายของเขาเปล่งแสงหมอก์ กล้ามเนื้อราวกับเตาหลอมที่แผดเผาร้อนแรงประหนึ่งดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงแรงกล้ากลางอากาศ
นี่ก็คือพลังศักยภาพของเต้าหลิงที่เหมือนดั่งัตื่นขึ้นจากพื้นปฐี!
