ถังหว่าน สาวแกร่งปากแจ๋วในยุค 70

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

แม้การค้าขายรอบแรกจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ถังหว่านก็เลือกที่จะไม่กลับไปขายข้าวแกงหม้อใหญ่ในวันรุ่งขึ้น เธอรู้ดีว่าการทำตัวเด่นเกินไปรังแต่จะเรียกความอิจฉาริษยาและปัญหาตามมา อีกอย่าง... เธอกำลังคันไม้คันมืออยากลองทำ "เมล็ดทานตะวันอบเครื่องเทศ" ดูสักตั้ง


เธอรู้ศักยภาพตัวเองดี ในยุคนี้ถ้าอยากรวยเร็วแบบเงียบ ๆ ก็ต้องหาของกินเล่นมาขายเนี่ยแหละ เธอตระเวนซื้อเมล็ดทานตะวันมาลองชิมดูหลายเ๽้า แต่ส่วนใหญ่ก็เป็๲แค่แบบคั่วแห้งธรรมดา รสชาติจืดชืดไม่ถูกปากเอาเสียเลย


สูตรเมล็ดทานตะวันอบเครื่องเทศนั้นอยู่ในหัวเธอแล้ว แต่ปัญหาคือปริมาณสัดส่วนที่เป๊ะ ๆ เนี่ยสิที่ต้องมาแกะสูตรกันใหม่ แถมวัตถุดิบอย่างพริกไทยดำหรือโป๊ยกั๊กก็ไม่ได้หาซื้อง่ายเหมือนร้านสะดวกซื้อในอีกยี่สิบปีข้างหน้า อยากได้ของดีต้องรอจังหวะเจอ "พ่อค้าเร่" เท่านั้น


โชคยังเข้าข้าง ที่ในตัวเมืองพอจะมีของให้หาได้บ้าง เธอเดินสำรวจอยู่ค่อนวันจนเจอพ่อค้าเร่สมใจ


ถังหว่านกวาดซื้อเครื่องเทศมาครบครัน ทั้งพริกไทยดำ โป๊ยกั๊ก พริกไทยป่น ยี่หร่า และอบเชย จากนั้นก็แวะร้านค้าสหกรณ์ซื้อเกลือกับน้ำตาลทรายมาเพิ่ม ใจจริงเธออยากได้กลิ่นเนยนมสังเคราะห์มาเพิ่มความหอมมัน แต่ยุคนี้ของแบบนั้นหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ก็ต้องถูไถใช้เท่าที่มีไปก่อน


“อ้าว วันนี้ไม่ออกไปข้างนอกเหรอแม่คุณ?” เสียงทักทายดังขึ้น ป้าข้างบ้านจอมสอดรู้สอดเห็นมองมาอย่างจับผิด ในตอนแรกนางไม่เชื่อหรอกที่ถังหว่านบอกว่าขายข้าวขาดทุน แต่พอเห็นเด็กสาวหมกตัวอยู่บ้านมาสองวัน ก็เริ่มจะปักใจเชื่อขึ้นมาบ้าง


ถ้าขายดีเป็๲เทน้ำเทท่าจริง ป่านนี้คงรีบแจ้นออกไปกอบโกยแล้ว ใครจะมายอมนั่งแกร่วอยู่บ้านเฉย ๆ


ถังหว่านลุกขึ้นยืน ขยับตัวบังสายตาที่พยายามจะส่องเข้ามาในบ้าน แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ใช่ค่ะ อากาศร้อนจะตาย อยู่บ้านพักผ่อนดีกว่า ป้าจะไปไหนล่ะคะนั่น?”


หญิงวัยกลางคนชูสมุดปันส่วนอาหารในมือขึ้นอวด “วันนี้วันที่ยี่สิบห้าแล้ว ถึงเวลาไปเบิกข้าวสารแล้วย่ะ” น้ำเสียงนั้นเจือความข่มทับและรู้สึกเหนือกว่าอย่างปิดไม่มิด


“จริงด้วย ป้าโชคดีจังเลยค่ะ แต่เย็นป่านนี้แล้ว รีบหน่อยนะคะ เดี๋ยวร้านปิดจะเสียเที่ยวเปล่า ๆ”


รอยยิ้มเยาะเย้ยของป้าข้างบ้านชะงักค้างไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าถังหว่านไม่ได้มีท่าทีอิจฉา นางจึงสะบัดหน้าเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว


รอจนแผ่นหลังนั้นลับสายตา ถังหว่านถึงกับแค่นเสียงหึในลำคอ ก่อนจะยกถาดเมล็ดทานตะวันกลับเข้าไปในบ้าน


เริ่มปฏิบัติการ เธอใช้ผ้าขาวบางห่อเครื่องเทศทั้งหมดหย่อนลงในน้ำเดือด ต้มทิ้งไว้สิบห้านาทีเพื่อดึงกลิ่นและรสชาติออกมา เ๱ื่๵๹ปริมาณน้ำสำคัญมาก เธอไม่มีปากกาดี ๆ จึงใช้ถ่านไม้ที่เผาไฟแล้วมาจดบันทึกสัดส่วนลงบนกระดาษเหลือใช้


เมื่อน้ำเครื่องเทศเดือดได้ที่ ก็เติมน้ำตาลและเกลือ รอจนละลายหมดจึงเทเมล็ดทานตะวันที่คัดไว้ลงไป เ๱ื่๵๹ความแรงของไฟเธอยังไม่แม่นยำนัก จึงเลือกใช้ไฟอ่อน เคี่ยวไปเรื่อย ๆ ให้เดือดปุด ๆ


ทุกยี่สิบนาทีเธอจะคอยคนให้เมล็ดทานตะวันสุกทั่วถึง ต้มอยู่นานถึงสองชั่วโมงจนน้ำงวดแห้งค่อยปิดไฟ


เมล็ดทานตะวันล็อตแรกยังมีความชื้นแฉะ ลิ้มรสดูแล้ว... หวานเลี่ยนเกินไป สงสัยจะหนักมือใส่น้ำตาลมากไปหน่อย


ครั้งแรกทดลองไปหนึ่งกิโลฯ ถือว่าเจ๊งไม่เป็๲ท่า


เธอวานให้ถังเสี่ยวจวินช่วยเฝ้าเมล็ดทานตะหน้าที่ตากแดดอยู่ ส่วนตัวเองมุดกลับเข้าครัวไปทดลองต่อ


การทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกิดขึ้นถึงเจ็ดแปดรอบ ปรับน้ำนิด เพิ่มเครื่องเทศหน่อย ลดไฟบ้าง หลังจากต้มเสร็จต้องเอาไปตากแดด แล้วนำกลับมาคั่วในกระทะอีกรอบ จนกระทั่งล็อตสุดท้ายเสร็จสิ้น เธอจัดใส่จานใบเล็ก เขียนหมายเลขกำกับไว้ แล้วถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก


บนกระดาษยับยู่ยี่แผ่นนั้น เต็มไปด้วยรอยถ่านที่บันทึกสูตรลับ ทั้งปริมาณน้ำ สัดส่วนเครื่องเทศ และระดับไฟที่เหมาะสมที่สุด


แน่นอนว่าการทดลองครั้งใหญ่นี้ ป้าข้างบ้านจมูกไวต้องได้กลิ่นแน่ แต่โชคดีที่ถังเสี่ยวจวิน น้องชายของเธออาจจะหัวช้าไปบ้าง แต่เขาเป็๲คนซื่อสัตย์และเถรตรง หากสั่งให้เฝ้า เขาก็จะเฝ้าไม่ห่าง ไม่ว่าป้าข้างบ้านจะมาหลอกถามหรือหว่านล้อมแค่ไหน ก็ไม่มีทางได้แอ้มของในบ้านไปแม้แต่ชิ้นเดียว


“เสี่ยวจวิน มาช่วยพี่ชิมหน่อยสิ แบบไหนอร่อยที่สุด?” ถังหว่านเลื่อนจานไปตรงหน้าน้องชาย แล้วจ้องมองปฏิกิริยาอย่างคาดหวัง


เด็กน้อยกะเทาะเปลือก เคี้ยวตุ้ย ๆ “อร่อย”


“ลองจานนี้อีกซิ” เธอเลื่อนอีกจานให้


“อร่อย”



หลังจากผ่านไปสี่ห้าจาน คำตอบเดียวที่ได้รับคือ “อร่อย” ถังหว่านถึงกับกุมขมับ พลางคิดในใจว่า ‘ช่างเถอะ ลิ้นจระเข้อย่างพี่รองคงแยกแยะความละเอียดอ่อนไม่ออก’


สุดท้ายเธอก็ต้องพึ่งลิ้นตัวเอง ชิมแล้วบ้วนปากล้างรสชาติ ชิมแล้วก็บ้วนทิ้ง ซ้ำไปซ้ำมา จนในที่สุดก็ได้ผู้ชนะ... จานหมายเลขสี่ รสชาติกลมกล่อม เคี้ยวมัน หอมเครื่องเทศกำลังดี


กว่าจะสรุปสูตรได้ กินเวลาไปถึงสามวันเต็ม


เมล็ดทานตะวันดิบเจ็ดแปดกิโลฯ ที่ใช้ทดลอง ไม่ได้เสียเปล่า เธอเอาทั้งหมดมาคั่วรวมกันกับสูตรที่ดีที่สุด เตรียมพร้อมสำหรับการออกไปขายจริงคืนนี้


สองพี่น้องเดินเท้าเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงลานฉายหนังกลางแปลง


เ๱ื่๵๹๼๹๦๱า๬อุโมงค์ (Tunnel Warfare) นี่นา” ถังหว่านพึมพำ ดวงตาเป็๲ประกาย


ในชาติก่อน เธอเคยดูหนังเ๱ื่๵๹นี้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา แต่บรรยากาศการดูหนังกลางแปลงแบบออริจินัลในยุคนี้มันช่างขลังและมีเสน่ห์ต่างกันลิบลับ


ลานกว้างอัดแน่นไปด้วยผู้คน แม้อากาศจะร้อนอบอ้าว แต่เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของผู้คนกลับสร้างบรรยากาศที่คึกคักมีชีวิตชีวา เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนาน ผู้ใหญ่จับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส


“พี่รอง เกาะพี่ไว้นะ อย่าเดินไปไหนไกล เข้าใจไหม?”


ถังเสี่ยวจวินดูตื่นตระหนกเล็กน้อย เขาไม่คุ้นเคยกับคนเยอะขนาดนี้ แต่ตอนนั้นถังหว่านมัวแต่คำนวณราคาขายในหัว



จึงไม่ได้สังเกตความผิดปกติของน้องชาย


จนกระทั่งเหตุการณ์ภายหลัง... แต่นั่นเป็๞เ๹ื่๪๫ของอนาคต


ตอนนี้เธอตั้งราคาขายไว้ที่กิโลกรัมละเจ็ดแปดเฟิน ไม่ได้กะฟันกำไรโหด แต่อยากรู้ผลตอบรับของตลาดมากกว่า


อุปกรณ์ห่อของเธอก็แสนคลาสสิก หนังสือพิมพ์เก่าตัดเป็๞แผ่นขนาดเท่าฝ่ามือ จัดเรียงไว้ในกระเป๋าอย่างเป็๞ระเบียบ


เป้าหมายหลักของเธอคือกลุ่ม “คนหนุ่มสาว” ที่มากันเป็๞คู่รัก คนกลุ่มนี้มักพกเงินติดตัวมา และเพื่อรักษาหน้าตาต่อหน้าคนรัก ผู้ชายมักยอมควักกระเป๋าจ่ายอย่างไม่อิดออด


และเธอก็คิดถูกเผง


“รับเมล็ดทานตะวันคั่วสมุนไพรไหมคะพี่สาว? หอมกรุ่น สูตรพิเศษในห้างสรรพสินค้าก็ไม่มีขายนะ ลองชิมดูก่อนได้ค่ะ ฟรีจ้ะ” เธอยื่นเมล็ดทานตะวันให้หญิงสาวคนหนึ่งลองชิม น้อยคนนักที่จะปฏิเสธของฟรี


พอได้ชิมรสชาติที่แปลกใหม่ เคี้ยวเพลิน ประกอบกับหนังกำลังจะฉาย ถ้าปากว่างมันก็เหมือนขาดอะไรไป


เมื่อฝ่ายหญิงทำท่าสนใจ ฝ่ายชายก็ต้องรีบแสดงความป๋า “ขายยังไงล่ะหนู?”


“กำละสองเฟิน สามกำห้าเฟิน จัดไปเลยไหมจ๊ะพี่ชาย?” เธอตอบฉะฉาน


เธอเคยเทสต์มาแล้ว มือน้อย ๆ ของเธอกำหกรอบถึงจะได้หนึ่งกิโลฯ ซึ่งขายแค่หกกำก็ได้เงินหนึ่งเหมาแล้ว คำนวณดูแล้วกำไรเกือบครึ่งต่อครึ่ง


ไม่ไกลออกไป หญิงสาวแต่งตัวจัดจ้านคนหนึ่งสะบัดผมดัดลอนใหญ่ แล้วทำหน้ามุ่ยอย่างรังเกียจ “พี่ซ่งคะ ที่นี่ทั้งร้อนทั้งเหม็นอับ เสียงก็ดังหนวกหู ทำไมเราไม่ไปดูที่โรงหนังในเมืองล่ะคะ?”


หล่อนแสร้งทำเสียงอ่อนเสียงหวาน ขยับตัวเข้าไปเบียดแนบชิดชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหาร ยุคนี้สาว ๆ ร้อยทั้งร้อยแพ้ทางหนุ่มในเครื่องแบบกันทั้งนั้น แค่ได้มองก็เข่าอ่อนระทวยแล้ว


ท่าทางบิดตัวไปมาอย่างดัดจริตกับน้ำเสียงที่พยายามบีบให้เล็กแหลมของหล่อน อาจจะดูน่ารักในสายตาบางคน แต่คงไม่ใช่สำหรับชายหนุ่มแซ่ซ่งคนนี้ เพราะคิ้วเข้มของเขาเริ่มขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นทุกที


นิสัยคนเรา... บางทีแค่มองกิริยาเล็กน้อย ก็พอจะดูออกแล้วว่าเป็๞คนประเภทไหน



นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้