“เอ๊ะ? พี่ใหญ่ไป๋ท่านจะไปบ้านตระกูลหลิวทำอะไร?” เทีนิฉงนใจ แต่ก็ตอบกลับเองทันที “อ้อ ข้านึกออกแล้ว ท่านเคยบอกว่ามีสหายผู้หนึ่งที่สนิทสนมกับตระกูลหลิว... อืม ไม่มีปัญหา พรุ่งนี้ข้าจะพาท่านไป”
เทียนิความคิดไม่ซับซ้อนจึงไม่ได้ครุ่นคิดมากความ แต่จิ้งิเฟิงที่ด้านข้างกลับครุ่นคิดพร้อมกับมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาลึกล้ำ แต่มันก็ไม่ได้เอ่ยปากอันใด เพียงสนทนากับเทียนิถึงวีรกรรมที่‘เ้าแห่งการดื่ม’เคยก่อไว้ในอดีต
คล้ายกับจิ้งิเฟิงจะดีต่อเทียนิเป็พิเศษ ไป๋หยุนเฟยรู้สึกว่าจะดีเกินไปอยู่บ้าง ราวกับ... ให้ความสำคัญเป็พิเศษราวปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของตน กับเื่ที่ว่าเหตุใดจึงเป็เช่นนี้ ไป๋หยุนเฟยไม่คิดจะคาดเดาหรือกังขา เพราะทุกคนล้วนมีเหตุผลของตน ผู้อื่นไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่าย
และมันก็ไม่คิดจะบอกต่อทั้งสองคนว่า ผู้ที่กำลังถูกทั้งคู่วิจารณ์อยู่นั้น เพิ่งถูกตนเองฟาดสลบไป เพียงครุ่นคิดว่าพรุ่งนี้เมื่อไปถึงบ้านตระกูลหลิว หากค่อยๆอธิบายคงสามารถคลี่คลายความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นได้
……
ยามค่ำ ภายในห้องของไป๋หยุนเฟย
“อัพเกรดสำเร็จ”
“ระดับไอเทม: หายากระดับกลาง”
“ระดับการอัพเกรด: +10”
“พลังโจมตี: 337”
“พลังโจมตีเพิ่มเติม: 155”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 : เมื่อจู่โจมมีโอกาส 8% ที่จะเพิ่มพลังโจมตีขึ้นอีก 100 หน่วย”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 70 แต้ม”
ในมือของไป๋หยุนเฟยเป็มีดที่ได้มาจากจ้าวฉวน หลังจากพิจารณาอย่างละเอียดก็เก็บใส่แหวนช่องมิติ มันไม่มีความคิดที่จะใช้อาวุธิญญาเล่มนี้มาก่อน ที่อัพเกรดก็เพียงเพราะอยากเห็นว่าเมื่ออัพเกรดถึงระดับ +10 แล้วผลกระทบพิเศษจะเป็เช่นใดเท่านั้น ผลกระทบที่ได้ก็เพียงธรรมดาทั่วไปเท่านั้น มันจึงเก็บเอาไว้เพื่อรอใช้ใน‘การอัพเกรดชุดใหญ่’ครั้งต่อไป
สำหรับกระจกพิทักษ์หัวใจที่ถูกเจาะเป็สองรู ระดับ +10 ก็เพียงมีผลกระทบที่ธรรมดาสามัญ มันจึงเก็บเอาไว้ชั่วคราว หากถึงคราจำเป็ค่อยนำออกมาใช้
จากนั้นก็สุ่มอัพเกรดอาวุธทั้งหลายที่เก็บอยู่ในแหวนช่องมิติ กระทั่งแต้มิญญาใกล้หมดสิ้นไป๋หยุนเฟยจึงเอนกายลงพักผ่อนบนเตียง
…………
เช้าวันต่อมา ภายในบ้านหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเกายี่
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังอบรมชายหนุ่มซึ่งยืนก้มหน้าคอพับอยู่ตรงหน้าด้วยความเดือดดาล ชายหนุ่มกลับไม่แยแสดูไปคล้ายคนเมามายยังไม่สร่าง ศีรษะด้านซ้ายมันมีรอยบวมปูดขึ้น --- มันคือผู้ที่ถูกไป๋หยุนเฟยฟาดจนสลบ สิ้นสติไปหนึ่งวันหนึ่งคืน เมื่อฟื้นขึ้นมาก็ถูกบิดาดุด่าอบรม หลิวซุน คุณชายสามแห่งบ้านตระกูลหลิวนั่นเอง
หลิวซุนถ่างตาฟังบิดาดุด่าตำหนิ แต่มือซ้ายกลับลูบคลำแหวนช่องมิติบนมือขวาขณะที่ความคิดเคลิบเคลิ้มถึงสุราที่อยู่ด้านใน
“สารเลว เ้าฟังคำข้าอยู่หรือไม่!” หลิวคุน ประมุขตระกูลหลิวทุบกำปั้นใส่โต๊ะน้ำชาที่ข้างกายด้วยความเดือดดาลจนถ้วยชากระดอน น้ำชาและใบชาชั้นดีหกกระเด็นไหลนอง
“ฟัง! ฟัง! บุตรฟังคำอบรมของบิดาอยู่!” หลิวซุนรีบตอบด้วยความแตกตื่น
“พูดมา เมื่อครู่ข้าบอกว่าอะไร?!”
“ท่านบอกว่า... บอกว่า...”
“เฮ้อ! เ้าลูกอกตัญญู เมื่อใดเ้าจึงจะทำให้ข้าสบายใจได้!” หลิวคุนมองดูบุตรชายที่ทั้งร่างอบอวลไปด้วยกลิ่นสุรา ก่อนจะกล่าวอย่างผิดหวัง “พี่ใหญ่เ้า ทุกวันนี้ประสบความสำเร็จในสำนักธาตุไม้ พี่รองเ้า แม้ไม่มีพร์ในเชิงยุทธ์ แต่ก็เป็กำลังหลักของตระกูลช่วยดูแลจัดการเื่การค้า ส่วนเ้า วันๆเอาแต่ดื่มสุรา คิดว่าดื่มราวคลุ้มคลั่งเช่นนี้จะเป็อย่าง‘คุณชายสุรา’ เฉินเชียนถานได้หรือ ขอบอกต่อเ้า เ้ายังเทียบได้ไม่ถึงหนึ่งในหมื่นของเขาเลย แม้เขาจะชอบดื่ม แต่ก็ไม่เคยดื่มจนเมามาย ส่วนเ้า ทุกวันต้องดื่มจนเมามายอาละวาด ตระกูลหลิวไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดแล้ว”
หลังถูกบิดาตำหนิอยู่พักใหญ่ หลิวซุนก็รู้สึกละอายใจขึ้นบ้าง ั้แ่เมื่อสิบปีก่อนที่มันติดตามบิดาไปเมืองหลวงและได้พบกับเฉินเชียนถานในวัยสิบหกปี หลิวซุนก็นับถือเลื่อมใสต่อ‘คุณชายสุรา’ที่บุคลิกเปิดเผยโออ่าในขณะที่มือถือป้านสุราอยู่ตลอดเวลา และั้แ่นั้นเป็ต้นมามันก็ดื่มสุราไม่หยุด จนได้รับฉายา‘เ้าแห่งการดื่ม’นี้มา แต่แท้จริงแล้วมันกลายเป็เพียงปีศาจสุราเท่านั้น
“หากเพียงเมามายคลุ้มคลั่งไปวันๆโดยไม่ก่อเื่อันใด ข้าคงแสร้งเป็หลับตาไม่รับรู้ได้ แต่ว่าเมื่อวานเ้าถึงกับล่วงเกินผู้ฝึกปรือิญญาระดับยอดฝีมือ หากไม่ใช่อีกฝ่ายไม่ถือสา ต่อให้ทำร้ายเ้าจนพิการก็สมควรแล้ว!”
ฟังบิดากล่าว หลิวซุนก็เบะปากไม่ยอมรับว่าตนเองเป็ฝ่ายผิด ในใจเพียงคิดว่าตอนนั้นตนเองเมามายจนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำอะไรลงไปบ้าง แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายเป็ผู้ที่ไม่ควรแตะต้องตอแยเล่า? ก็จะว่าไปก็นับว่าเคราะห์ร้ายยิ่ง ศัตรูเพียงใช้กระบวนท่าเดียวก็ฟาดมันจนสลบไปหนึ่งวันหนึ่งคืน
ครุ่นคิดถึงตรงนี้ หลิวซุนก็นึกขึ้นได้ว่าศีรษะปูดบวม จึงเร่งเร้าพลังิญญาเพื่อรักษา หน้าผากที่ปูดบวมก็ยุบหายเป็ปกติดังเดิม
ยามนั้นนอกประตูมีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้น ซูตงรีบร้อนเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ ดูไปท่าทีมันกระวนกระวายไม่น้อย
“นายท่าน คุณชายรองแห่งตระกูลเย่พาสหายผู้หนึ่งมาเพื่อขอเยี่ยมคารวะท่าน”
“อืม? คุณชายรองตระกูลเย่... มันมาทำอะไรที่นี่? ตระกูลเย่กับตระกูลจ้าวมีปัญหากัน หรือมันจะมาขอให้ตระกูลหลิวช่วยเหลือ? แต่ทว่าก็ไม่สมควรจะให้ผู้เยาว์ที่เอาแต่เที่ยวเล่นเป็คนออกหน้า แล้วยังพาคนมาด้วย? เป็ผู้ใดกัน?” หลิวคุนฉงนใจ และเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของซูตง จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “มีอะไร หรือเ้ามีเื่คิดจะบอก?”
“เรียนนายท่าน ผู้ที่นายน้อยตระกูลเย่พามาด้วยก็คือ ยอดฝีมืออายุเยาว์เมื่อวันก่อน...”
“ว่ากระไร!” หลิวคุนตื่นใ ก่อนจะขมวดคิ้วถามกลับไปว่า “เ้าแน่ใจหรือว่าเป็มัน?”
“อืม ไม่ผิดแน่ เพราะเมื่อครู่เขายังเอ่ยปากทักทายข้าอีกด้วย... ข้าไม่กล้าชักช้าจึงให้พ่อบ้านเชิญพวกเขาเข้ามา ส่วนข้ารีบมารายงานนายท่านก่อน”
หลิวคุนขมวดคิ้วเคร่งเครียดพลางครุ่นคิดเงียบงัน “คาดไม่ถึงว่าจะถึงที่นี่ได้ หรือมันจะมาสืบสาวเอาความ? ไม่น่าเป็ไปได้ เพราะไม่เช่นนั้นวานนี้มันคงไม่ปล่อยซุนเอ๋อง่ายดายเช่นนั้น หรือว่าเพียงเื่บังเอิญ? แล้วที่คุณชายตระกูลเย่เป็ฝ่ายพามา หมายความว่าอย่างไร? หรือมันเป็ผู้ที่ตระกูลเย่เชื้อเชิญมาช่วยเหลือ?”
นิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง หลิวคุนก็เงยหน้ากล่าวว่า “เตรียมชาและของว่าง ข้าจะต้อนรับแขกผู้มีเกียรติอย่างดี!”
กล่าวจบก็หันไปหาหลิวซุนที่กำลังลอบเดินออกไป พร้อมกับตวาดว่า “หยุดตรงนั้น! กลับไปแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วออกมาขออภัยเขา หากเขาไม่ยอมยกโทษให้ข้าจะหักขาเ้าข้างหนึ่ง!”
“ข้า...”
“หุบปาก! ยังไม่รีบไปอีก!”
……
ครู่ต่อมา ไป๋หยุนเฟยกับเทียนิก็ติดตามพ่อบ้านเข้ามายังห้องโถงอันกว้างใหญ่ เพียงก้าวเท้าเข้าประตูก็พบผู้นำตระกูลหลิวที่ใบหน้ายิ้มแย้มรอต้อนรับอยู่
“ฮ่า ฮ่า หลายชายเย่ นึกไม่ถึงว่าจะมาเยี่ยมเยียนลุงหลิวถึงที่นี่! ไม่ทราบว่าน้องเย่ถิงเป็อย่างไรบ้าง ไม่ทราบว่าบรรลุถึงด่านบรรพิญญาแล้วหรือไม่?” หลิวคุนกุมมือเทียนิแสดงความสนิทสนมพร้อมกับทักทายอย่างอบอุ่น
เมื่อได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เทียนิเองก็งงงันวูบ ยามปกติเพียงคิดจะพบหน้า ยังยากจะหาโอกาสได้พบกับผู้นำตระกูลหลิว คาดไม่ถึงจริงๆว่าอีกฝ่ายจะเกรงและให้เกียรติถึงเพียงนี้
เมื่อถูกผู้าุโรุ่นเดียวกับบิดาให้การต้อนรับอย่างสนิทสนม เทียนิก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายให้เกียรติยิ่ง จึงคารวะอย่างระมัดระวัง พร้อมกับทักทายอย่างนอบน้อม “คารวะท่านลุงหลิว บิดาสบายดี สำหรับเื่บรรลุด่านบรรพิญญาได้เมื่อใดก็ยังมิอาจทราบ บิดามักเอ่ยถึงท่านลุงหลิวบ่อยครั้ง บอกว่าท่านมีบุตรชายผู้หนึ่งซึ่งสำนักธาตุไม้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จและมีอนาคตอันยาวไกล”
“ฮ่า ฮ่า ลูกผิงเพียงวาสนาดีเท่านั้น และก็เพราะเหตุนี้ตระกูลหลิวจึงได้พึ่งพาบารมีสำนักธาตุไม้ดังจิ้งจอกอาศัยบารมีพยัคฆ์ จะเทียบกับบิดาเ้าที่สร้างความสำเร็จขึ้นมาด้วยความสามารถตนเองได้อย่างไร...” หลิวคุนกล่าวถ่อมตนเพื่อเป็การให้เกียรติ จากนั้นจึงหันไปมองไป๋หยุนเฟย ก่อนจะยิ้มพลางถามว่า “สหายของหลานท่านนี้คือ...”
ไป๋หยุนเฟยประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมพลางกล่าวว่า “ผู้เยาว์ไป๋หยุนเฟย คารวะท่านผู้นำตระกูลหลิว”
