“การต่อสู้ระหว่างจอมยุทธ์เปลี่ยนแปลงไปมารวดเร็วดั่งสายลม ก่อนที่ศัตรูจักสิ้นลมหายใจ ไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น การเสียสมาธิเพียงชั่วครู่ก็ทำให้เ้าชะตาขาดได้!” สือจึกล่าว
จูชิงฟังสือจึด้วยใบหน้าโศกเศร้า เขาพยักหน้าไปพลางนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไปพลาง
แม้ว่าสุดท้ายจะจบลงที่การตายเช่นเคย ทว่าก็มีความก้าวหน้าบ้างแล้ว นี่เป็ครั้งแรกที่เขาต่อต้านกระบี่ยาวของจอมยุทธ์ผู้นั้นได้
แต่สิ่งที่จูชิงประหลาดใจก็คือ กระบี่ยาวของจอมยุทธ์ผู้นั้นทั้งคมทั้งเร็วเกินสามัญ เกือบทำลายเกราะปีศาจเพลิงแหลกสลายในกระบี่เดียว ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถใช้เกราะต่อต้านแสงกระบี่ได้
สิ่งที่จูชิงไม่รู้ก็คือ จอมยุทธ์ที่อยู่ในการทดสอบนั้นเป็ผู้พิทักษ์โลกหินโลหิต์ ซึ่งเป็จอมยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของตระกูลจู ตอนนั้นตระกูลจูทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อสร้างโลกหินโลหิต์กับผู้พิทักษ์
ผู้ยิ่งใหญ่ของตระกูลจูต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วนในชีวิต มีคนมากมายที่ตายด้วยน้ำมือของพวกเขา ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาต่างเป็ผู้เยี่ยมยุทธ์ ทั้งยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
พวกเขารวบรวมข้อมูลและประสบการณ์ทั้งหมดที่พบเจอในชีวิตเพื่อสร้างผู้พิทักษ์ที่สมบูรณ์แบบขึ้นในโลกหินโลหิต์
ผู้พิทักษ์หินโลหิต์สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็ความเร็ว พละกำลัง หรือกระทั่งวิชายุทธ์ เมื่อเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ที่อยู่ขั้นพลังเดียวกัน ผู้พิทักษ์หินโลหิต์เรียกได้ว่าเหนือชั้นไร้ทานเทียม
ไม่ใช่แค่จูชิง จอมยุทธ์ตระกูลจูที่เข้ามาในโลกหินโลหิต์ในอดีตล้วนต้องพ่ายแพ้ให้กับผู้พิทักษ์หินโลหิต์ทั้งสิ้นใน่แรก มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถรอดชีวิต
“ข้าจะไปจากที่นี่ยังไง?” หลังจากถูกผู้พิทักษ์หินโลหิต์ฆ่าตายเป็ร้อยรอบ จูชิงไม่อยากฝึกฝนอีกต่อไปแล้ว
“เอามือมาแตะข้าสิ!” สือจึพูด
จูชิงวางมือบนศิลา ทันใดนั้นแรงดึงดูดมหาศาลก็พาจูชิงออกไปจากโลกหินโลหิต์!
บริเวณโดยรอบล้อมด้วยน้ำทะเลสีฟ้าครามอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกโลหิต์ราวกับอยู่ในความฝัน!
“เ้าหนู เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น เหตุใดข้าถึงติดต่อเ้าไม่ได้” ทันทีที่จูชิงออกมา เสียงของเฒ่าปีศาจก็ดังขึ้นในหัว
“เฒ่าปีศาจ เ้าต้องไม่เชื่อแน่ว่าข้าไปเจออะไรมา!” จูชิงพูดด้วยความตื่นเต้น การมีอยู่ของโลกหินโลหิต์ทำให้เขาใเป็อย่างมาก
เหมือนกับที่จูชิงคาดการณ์เอาไว้ เมื่อเฒ่าปีศาจรู้ถึงการมีอยู่ของโลกหินโลหิต์ เขาเองก็ใมากเช่นเดียวกัน
ทว่าสิ่งที่เฒ่าปีศาจใกับสิ่งที่จูชิงในั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในฐานะผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งโลกบำเพ็ญเพียร เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าโลกหินโลหิต์คืออะไร
แม้เป็เฒ่าปีศาจในยุครุ่งเรืองก็ยังมิอาจหล่อหลอมโลกเฉกเช่นนั้นได้ ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้นมิรู้ว่าเก่งกาจยิ่งกว่าเฒ่าปีศาจกี่เท่า
โลกหินโลหิต์ข้องเกี่ยวกับกฎลึกลับบางประการ เป็สิ่งที่เฒ่าปีศาจก็ยังเอื้อมไม่ถึง ผู้ที่สร้างโลกหินโลหิต์บางทีอาจเหนือชั้นยิ่งกว่าเก้ามหันต์เสียอีก!
ตอนนั้นเฒ่าปีศาจยังอยู่ใต้เก้ามหันต์ เขาไม่เคยข้ามก้าวมันไปได้เลย ไม่เช่นนั้นคงได้เห็นโลกใบใหม่
“โลกหินโลหิต์ มีโลกอีกใบหนึ่งอยู่ในหินโลหิตของเ้าด้วยงั้นรึ?” กระทั่งเฒ่าปีศาจก็อดใจหายไม่ได้
การฝึกฝนยังคงดำเนินต่อไป ทว่าทุกๆ วันจูชิงต้องแบ่งเวลาเข้าไปในโลกหินโลหิต์เพื่อประลองกับผู้พิทักษ์หินโลหิต์ แม้ว่าทุกครั้งจะถูกผู้พิทักษ์สังหาร กระนั้นจูชิงก็รู้สึกได้ว่ามีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นมากในการต่อสู้
ั้แ่กระบี่แรกจนถึงกระบี่ที่สามในปัจจุบัน ถึงจะถูกซัดไม่เป็ท่า แต่อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ต่อต้านกระบี่ของผู้พิทักษ์ได้สามกระบี่แล้ว สำหรับจูชิงถือว่าเป็การพัฒนาที่ดี
จูชิงเหลือบมองศิลา “อีกแค่สองกระบี่ สองกระบี่เท่านั้น!”
การต่อสู้ในโลกหินโลหิต์นั้นถือว่าเป็เื่ดี ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้อนุชนรุ่นหลังมุมานะ ผู้าุโจึงตั้งเงื่อนไขเอาไว้ หากทำสำเร็จก็จะได้รับรางวัลที่เหมาะสม
เงื่อนไขในการทดสอบนี้ก็คือรับกระบี่ของผู้พิทักษ์หินโลหิต์ให้ได้ห้ากระบี่แล้วจะได้รับรางวัลเป็เกราะหัวใจ!
จากที่สือจึเล่า เกราะหัวใจสามารถต้านการโจมตีของขั้นหลอมลมปราณเก้าชั้นฟ้าได้หนึ่งครั้ง ส่วนผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นหลอมลมปราณ อย่างน้อยๆ ก็ต้องโจมตีติดต่อกันหลายสิบครั้งถึงจะสามารถทำลายเกราะหัวใจได้
มันคือยันต์ชีวิต จากที่ประมือกับผู้พิทักษ์หลายร้อยครั้ง ส่วนใหญ่เขาจะถูกทะลวงหัวใจตายสูงถึง 70%
ในโลกหินโลหิต์ มิใช่ว่าถ้าขั้นบำเพ็ญเพียรสูงขึ้นก็จักประมือกับผู้พิทักษ์ได้ง่ายขึ้น แต่ยิ่งขั้นบำเพ็ญเพียรสูงขึ้น ขั้นบำเพ็ญเพียรของผู้พิทักษ์ก็จะสูงตามไปด้วย ในทางกลับกันกลายเป็ว่ารับมือได้ยากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
เคยมีอัจฉริยะตระกูลจูคนหนึ่งคิดว่าตัวเองอยู่เหนือฟ้า ไม่เคยขัดเกลาตัวเองในโลกหินโลหิต์มาก่อน หลังจากสำเร็จเป็ขั้นเหินนภา แล้วเข้ามายังโลกหินโลหิต์ก็พบว่าผู้พิทักษ์หินโลหิต์แข็งแกร่งเกินคณนา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเขาต้องถูกผู้พิทักษ์ฆ่าตายเป็หมื่นครั้งกว่าจะได้รับรางวัลแรก ซึ่งไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
“อั่ก!” ผู้พิทักษ์หินโลหิต์เหวี่ยงกระบี่ จูชิงรีบยกกระบี่ขึ้นต้าน ทว่าแรงมหาศาลจากกระบี่โถมเข้าใส่ทำให้จูชิงถึงกับกระอักเืออกมา
จูชิงเคลื่อนไหวค่อนข้างเฉื่อยชา ผู้พิทักษ์หินโลหิต์อาศัยช่องว่างเหวี่ยงขาเตะหน้าอกของจูชิง!
“เคร้ง!” เกราะสีแดงเพลิงประจักษ์ที่หน้าอกของจูชิง มันก็คือเกราะปีศาจเพลิงที่สกัดกั้นลูกเตะของผู้พิทักษ์หินโลหิต์ได้ทันเวลาพอดี
เกราะปีศาจเพลิงแหลกสลายเป็เสี่ยง จูชิงกระเด็นออกไปไกลหลายสิบเมตร ยังไม่ทันที่จูชิงจะได้หายใจหายคอ ผู้พิทักษ์หินโลหิต์ก็เหวี่ยงกระบี่ยาวประหนึ่งจันทร์เสี้ยว จูชิงยังไม่ทันตั้งตัว แทบไม่มีเวลาได้ขับเคลื่อนลมปราณด้วยซ้ำก็ถูกกระบี่ยาวพุ่งมาหมายเสียบทะลวงขั้วหัวใจให้ดับสิ้นวายชีวา!
ทว่าจูชิงเปิดเกราะปีศาจเพลิงรับกระบวนท่าที่ห้าของผู้พิทักษ์หินโลหิต์ได้สำเร็จ บรรลุเงื่อนไข จากนั้นเหล็กดำทมิฬก้อนหนึ่งก็ร่วงลงมาจากท้องฟ้า
เหล็กชิ้นนี้หนาหนึ่งนิ้ว ทั้งยังหนักมาก หากต้องพกของเช่นนี้ติดตัวไว้ตลอดจะต้องส่งผลต่อการเคลื่อนไหวเป็แน่แท้
แต่เพียงครู่เดียวจูชิงก็สลัดความคิดนั้นทิ้งจากหัว ของล้ำค่าของตระกูลจูจักมีข้อบกพร่องเช่นนั้นได้อย่างไร
เมื่อจูชิงยัดเกราะหัวใจไว้ในอก เกราะหัวใจนั้นก็ผสานรวมเป็หนึ่งกับร่างกายในทันที
ลมปราณหลั่งผสานที่ปลายนิ้ว จากนั้นเขาก็แทงเข้าที่หน้าอกของตัวเอง
“เคร้ง!” เสียงแหลมดังสะท้อนจากหน้าอก จากนั้นกระจกคุ้มครองก็ประจักษ์ ดัชนีนั้นมิได้สร้างรอยขีดข่วนอันใดให้กับเกราะหัวใจ
จูชิงฉีกยิ้มแล้วเปล่งเสียงหัวเราะลั่น สิ่งนี้จะต้องเป็สมบัติล้ำค่าโดยไม่ต้องสงสัย เพียงผ่านการทดสอบแรกก็ได้ของล้ำค่าเฉกเช่นนี้แล้ว จูชิงตั้งหน้าตั้งตารอว่าต่อไปโลกหินโลหิต์จักมอบรางวัลแบบไหนให้กับเขา
“บัดซบ!” ครั้นจูชิงเห็นอักษรบนศิลาถึงกับหน้ามืดทะมื่น
“สร้างความเสียหายให้กับผู้พิทักษ์หินโลหิต์หนึ่งครั้ง!” เงื่อนไขนี้ไม่เกินไปหน่อยรึ
ลำพังแค่รับกระบวนท่าของผู้พิทักษ์หินโลหิต์ก็เต็มกลืนแล้ว นับประสาอะไรกับโจมตีกลับ
สร้างความเสียหายให้กับผู้พิทักษ์หนึ่งครั้ง จูชิงคิดว่าเอาเวลาไปอาบน้ำนอนยังดีกว่า
“เืวานรวินาศ!” รางวัลในครั้งนี้ก็คือเืวานรวินาศหนึ่งหยด ไม่มีการกล่าวถึงที่มาหรือวิธีการใช้งานของเืวานรบนศิลา
เมื่อจูชิงออกมาจากโลกหินโลหิต์ ทันใดนั้นม่านตาก็หดเล็กเหลือเท่ารูเข็ม ฝูงวาฬปลาเถื่อนว่ายน้ำผ่านเขาไป
หินที่จูชิงอยู่นั้นปกคลุมด้วยพุ่มไม้ปะการัง กอปรกับก่อนหน้านี้จูชิงอยู่ในโลกหินโลหิต์ ฝูงวาฬป่าเถื่อนจึงไม่สังเกตเห็น
วาฬป่าเถื่อนเป็เผ่าอนารยชนที่ทรงพลังยิ่งยวดในมหาสมุทร พวกมันสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระโดยไม่จำเป็ต้องพึ่งพาของล้ำค่าอย่างลูกแก้วกันวารี!
ฝูงวาฬป่าเถื่อนนี้เป็ฝูงเล็กมีอยู่ด้วยกัน 20 คน ผู้นำฝูงเป็ขั้นหลอมลมปราณหนึ่งชั้นฟ้า
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือวาฬป่าเถื่อนมีข้อได้เปรียบที่ไม่ใครสามารถทัดเทียม แม้เป็มนุษย์ที่อยู่ในขั้นหลอมลมปราณสามหรือสี่ชั้นฟ้าก็ใช่ว่าจะสามารถเอาชนะวาฬป่าเถื่อนที่เป็ขั้นหลอมลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าได้
พวกมันเคลื่อนตัวไปเบื้องหน้า พูดคำว่าศักดิ์สิทธิ์ไม่หยุดปากตลอดทาง
ว่ากันว่าเมื่อนานมาแล้ว มีชนเผ่าอนารยชนมากมายอาศัยอยู่ในมหาสมุทร จำนวนนั้นมากกว่าปัจจุบันหลายสิบเท่า
เผ่าอนารยชนทุกเผ่าจักมีอนารยชนศักดิ์สิทธิ์ตั้งมั่นรักษา ซึ่งจะวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลานุภาพเหลือล้ำเกินพรรณนาไว้
พอเวลาผ่านไป เผ่าอนารยชนถูกทำลาย อนารยชนศักดิ์สิทธิ์วายชีวา วัตถุศักดิ์สิทธิ์จึงถูกเผ่าอนารยชนอื่นๆ ่ชิง
แต่ยังมีอนารยชนศักดิ์สิทธิ์ที่หลบหนีไปได้พร้อมกับวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ภารกิจของฝูงวาฬป่าเถื่อนก็คือค้นหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่สูญหายในก้นทะเล
วัตถุศักดิ์สิทธิ์ของวาฬป่าเถื่อนกลืนกินวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าอนารยชนมานับสิบเผ่าแล้ว พลานุภาพน่าพรั่นพรึงยิ่งทวี หากกลืนกินวัตถุศักดิ์สิทธิ์อีกสักสองสามชิ้นจักต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าทลายปฐีอย่างแน่นอน
ตาเฒ่าที่อยู่ในวิหารสมุทร์เป็ภัยพิบัติแอบแฝงอยู่ กระทั่งวาฬศักดิ์สิทธิ์ยังใช่ว่าจักสามารถเอาชนะได้ แต่ถ้ามีวัตถุศักดิ์สิทธิ์เพิ่มมาอีก โอกาสชนะย่อมพุ่งสูงขึ้นถึง 70%
วัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่เล่าขานกันในตำนานได้ดึงดูดความสนใจของจูชิง
จูชิงแอบตามฝูงวาฬป่าเถื่อนไป เขาเก็บซ่อนกลิ่นไอพลังของตัวเอง พวกฝูงวาฬป่าเถื่อนเองก็คงคิดไม่ถึงว่าจะมีจอมยุทธ์มนุษย์สะกดรอยตามพวกมันอยู่
ยิ่งดำลงไปลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบกระดูกของสัตว์อสูรทะเลที่ใหญ่ขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่ผุกร่อนไปมากแล้ว ไม่รู้ว่าตายไปนานแล้วเท่าไหร่
“นั่นอนารยชนศักดิ์สิทธิ์!” วาฬป่าเถื่อนตัวหนึ่งคำรามแล้วชี้นิ้วไปยังกระดูกทองคำท่อนหนึ่ง สร้างความอึกทึกให้กับวาฬป่าเถื่อนที่เหลือ
อนารยชนศักดิ์สิทธิ์คือผู้ที่ฟ้าลิขิต เป็มรดกที่สืบทอดกันทางสายเื ไม่ว่าเป็กระดูก เนื้อหนังหรือเืล้วนเป็ประโยชน์ยิ่งยวดต่ออนารยชน แค่กระดูกท่อนเดียวก็มีมูลค่าสูงเกินหยั่งถึงแล้ว
ผู้นำฝูงคว้ากระดูกท่อนนั้นไว้ในมือแล้วกลืนกระดูกท่อนนั้นลงไปในท้องโดยไม่คิด ปล่อยให้กลิ่นไออนารยชนศักดิ์สิทธิ์ซึมซาบเข้าไปในกายาอย่างแช่มช้า มันอาจเป็โอกาสเดียวในชีวิตที่จะทำให้มันสำเร็จเป็ขั้นสั่งสม กลายเป็ผู้เยี่ยมยุทธ์ของเผ่าวาฬป่าเถื่อน
