จางเซี่ยเก่งเื่คอมพิวเตอร์ เขาจึงอาสาจะช่วยเื่ข้อมูลต่างๆ จิงซิงอี้จึงมอบหมายให้เขารับผิดชอบการติดต่อคนไข้ รับโทรศัพท์ และช่วยจัดการสื่อโซเชียลมีเดีย และร้านค้าออนไลน์ที่เขาไม่ค่อยมีเวลาโพสท์ข้อมูลและตอบคำถาม
จางเซี่ยแนะนำว่า เขาน่าจะใช้สื่อให้มากกว่านี้ เพื่อโปรโมทร้านออนไลน์และสร้างชื่อเสียงให้คลินิก ซึ่งจิงซิงอี้เห็นด้วย เขาจึงให้จางเซี่ยวางแผนการผลิตเนื้อหา การขายสินค้าและบริการต่างๆ จากคลินิก
จางเซี่ยเริ่มถ่ายรูปสินค้า ราคา จำนวน และช่องทางการจำหน่ายและจ่ายเงิน เขาโพสท์เนื้อหาให้คนที่เคยซื้อถุงหอมและธูปหอมได้มารีวิวสินค้า โดยจะได้รับเป็ส่วนลดในการซื้อครั้งต่อไป
นอกจากนี้ เขายังเริ่มลิสท์บริการต่างๆของคลินิกและโรคที่รักษา รวมไปถึงวิธีการรักษา เขาตั้งใจจะให้มีการสัมภาษณ์หรือรีวิวคนไข้ แต่ประเด็นนี้ต้องระมัดระวังเป็อย่างมากด้วย เพื่อไม่ให้ดูเป็การโฆษณาชวนเชื่อจนเกินไป และเขายังคิดจะทำวิดีโอคลิปให้ความรู้ด้านการแพทย์ของจิงซิงอี้
แผนการผลิตเนื้อหาของเขานี้ จะต้องให้จิงซิงอี้คอยดูก่อน ว่าเขาจะเห็นด้วยและยอมทำตามหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว จิงซิงอี้จะตกลงทำ แต่ก็มีบางอย่างที่เขาก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการขอให้คนไข้รีวิวการบริการ เขาคิดว่ามันเป็การละเมิดสิทธิของคนไข้และไม่เหมาะสมกับแนวทางของเขาเอง
วันที่เขาจะไปตรวจรักษาโรคฟรีที่หมู่บ้านจินหลิงก็มาถึง จิงซิงอี้บอกกับจางเซี่ยว่า เย็นนี้เขาจะไปตั้งโต๊ะรักษาฟรีที่หมู่บ้านข้างๆ ซึ่งน่าจะเป็ครั้งสุดท้ายแล้ว เขาจึงจะปิดคลินิกเร็วกว่าปกติ เพื่อเตรียมข้าวของและขับรถไปที่นั่น
จางเซี่ยได้ยินแล้วก็ตาโต เขาอยากตามไปด้วย เพื่อถ่ายรูปและวิดีโอมาลงสื่อสังคม และเขาเองก็อยากเห็นด้วยว่า ตอนจิงซิงอี้รักษาฟรีจะเป็อย่างไร
ชายหนุ่มบอกให้เขาไปขออนุญาตพ่อแม่ก่อน จางเซี่ยหายไปั้แ่่กินข้าวกลางวัน และส่งข้อความมาบอกเขาว่า พ่อกับแม่ไม่อยากให้เขาไป เขากำลังเกลี้ยกล่อมอยู่ จิงซิงอี้ตอบกลับว่า ถ้าไปได้ ให้ไปรอที่บ้านของเขาตอน 15.00 น. เพื่อนั่งรถไปด้วยกัน
ก่อนเวลานัดได้ครึ่งชั่วโมง เด็กหนุ่มมาที่บ้านของจิงซิงอี้ พร้อมกับแม่และพี่สาว โดยมีคนขับรถขับมาส่ง
พวกเขาเห็นจิงซิงอี้กำลังขนของใส่รถ และมีลูกสุนัขจิ้งจอกที่ตอนนี้ตัวโตขึ้นนิดหน่อย วิ่งเล่นไปมารอบๆ เมื่อเห็นคนแปลกหน้า มันก็เห่าเสียงดัง
จางเซี่ยซึ่งอยู่ในรถ รีบเปิดประตูออกมา เขาเดินเข้าไปหาเ้าตัวเล็ก แต่ก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้มาก เขาถามจิงซิงอี้ด้วยความตื่นเต้นว่า มันคือสุนัขจิ้งจอกที่เขาเลี้ยงหรือ ชายหนุ่มมองเ้าตัวเล็กด้วยหางตา ก่อนจะตอบด้วยเสียงเอือมระอาว่า
“ไม่ได้เลี้ยง มันมาอยู่ฟรีกินฟรีที่นี่เอง”
เหมือนจะเข้าใจ เ้าตัวเล็กหันมาเห่าประท้วงเขาด้วยความไม่พอใจ จิงซิงอี้เลิกคิ้วสูงและถามมันว่า
“ไม่อยากกินฟรีแล้วมาทำไม”
เ้าตัวเล็กเห่าตอบอย่างไม่ยอมแพ้ จิงซิงอี้กรอกตา เขาไม่สนใจมัน หันกลับไปยกของใส่ท้ายรถ และพูดว่า
“ยังจะมาเถียงอีก”
ทุกคนพากันหัวเราะ เมื่อเห็นการโต้เถียงระหว่างหมอหนุ่มกับลูกสุนัขจิ้งจอก พวกเขารู้สึกทึ่งที่เห็นว่าเ้าตัวเล็กรู้ความมาก และพวกเขายังได้เห็นหมอหนุ่มที่ดุสุภาพเ็า ต่อล้อต่อเถียงกับลูกสุนัขจิ้งจอกอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม จิงซิงอี้ก็ต้องอึ้งไป เมื่อจางเซี่ยบอกว่า แม่กับพี่สาวขอไปด้วย เมื่อเห็นจิงซิงอี้มองมา สองแม่ลูกก็รีบพูดว่าพวกเขาจะไม่รบกวนการทำงานของจิงซิงอี้ พวกเขาอยากจะเห็นหมู่บ้านจินหลิงด้วย
ที่จริงแล้ว จิงซิงอี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการไปของพวกเขา แต่เขาแค่ไม่แน่ใจว่าพวกเธอจะทนรอเขาตรวจโรคได้นานแค่ไหน เขาจึงพูดขึ้นว่า
“ขับรถไปเองจะดีกว่าครับด้วย ถ้าเบื่อจะได้กลับเองเลย ไม่ต้องเสียเวลามารอผม”
เมื่อเก็บของเสร็จแล้ว จิงซิงอี้ก็บอกให้เ้าตัวเล็กกลับเข้าป่าไปหาแม่ จากนั้น ทุกคนก็เดินขึ้นรถเพื่อเตรียมขับออกไป จิงซิงอี้หันไปถามจางเซี่ยว่าจะไปกับเขาหรือไม่ เด็กหนุ่มรีบตอบตกลงด้วยความดีใจ ในขณะที่สองแม่ลูกนั่งรถของตัวเอง โดยมีคนขับรถไปด้วย
ระหว่างทาง จางเซี่ยมองดูวิวทิวทัศน์และถ่ายรูปไปด้วย นานๆ เขาจึงจะหันมาชวนจิงซิงอี้คุย ชายหนุ่มพอใจมาก ที่จางเซี่ยไม่ชวนเขาคุยมาก เพราะเขาไม่ชอบพูดในขณะที่ขับรถ
เมื่อไปถึงหมู่บ้านจินหลิง เขาก็จอดรถที่เดิม โดยมีรถของแม่ลูกจางขับตามมาจอดด้วย จิงซิงอี้ลงมาจากรถและขนของลงไปตั้งโต๊ะตรงจุดเดิม และจางเซี่ยช่วยเขาขนของอย่างชยันขันแข็ง
เมื่อลู่ซินเยี่ยนและจางซินเดินมาหา จิงซิงอี้ก็บอกพวกเธอว่า
“แถวนี้มีร้านกาแฟเล็กๆ ให้นั่งรอ แล้วก็มีตลาดให้ซื้อของนะครับ แต่ถ้าจะนั่งดูผมกับเสี่ยวเซี่ย ก็มีเก้าอี้ยาวให้นั่งแถวๆนี้เหมือนกัน”
สองแม่ลูกตกลงกันว่าจะนั่งดูก่อน แล้วถ้าเบื่อหรือหิวจะเดินไปร้านอาหารเอง พวกเธอไม่กล้าฝากให้จิงซิงอี้ช่วยดูแลจางเซี่ย แต่ชายหนุ่มก็เข้าใจว่าพวกเธอ้าอะไร
เมื่อจัดของบนโต๊ะ และตั้งป้ายกระดานประกาศการรักษาฟรีเสร็จแล้ว จิงซิงอี้เห็นว่าเริ่มมีคนมามากพอ เขาจึงลุกขึ้น ใช้ม้วนกระดาษที่อยู่ในมือทำเป็เครื่องกระจายเสียง และประกาศออกไปด้วยเสียงดังฟังชัดว่า
“สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้ผมหมอจีนจิงซิงอี้จากคลินิกฉางซานมาแล้วครับ ขอเชิญทุกท่านที่สนใจจะลองตรวจโรคฟรี เดินมาทางนี้ได้เลยครับ ผมจะตรวจโรคให้ฟรี ไม่เสียเงินสักหยวนแน่นอนครับ!”
ทั้งลู่ซินเยี่ยน จางซิน และจางเซี่ยพากันตะลึง เมื่อเห็นจิงซิงอี้ประกาศเรียกให้คนมารักษาฟรีด้วยท่าทางมั่นใจ และไม่รู้สึกเขินอายใดๆ
จิงซิงอี้เดินกลับมานั่งที่โต๊ะ เขาถามจางเซี่ยว่า จะอยู่ช่วยเขาหรือจะไปอยู่กับแม่และพี่สาวที่ม้านั่งใกล้ๆ แต่เด็กหนุ่มบอกทันทีว่าเขาจะอยู่กับจิงซิงอี้จนรักษาเสร็จ จางเซี่ยนั่งลงข้างเขา เด็กหนุ่มยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ ที่ได้อยู่กับหมอจิงซิงอี้ที่เขานับถือ
เด็กสาวหลายคนที่เดินผ่านต่างพากันแอบมองทั้งสองด้วยท่าทางเขินอาย เพราะทั้งสองหนุ่มหน้าตาดีทั้งคู่ คนหนึ่งสงบนิ่งดูเ็า อีกคนเด็กกว่าและร่าเริงสดใสแบบวัยรุ่น
จิงซิงอี้ไม่สนใจว่าเด็กสาวพวกนั้นจะคิดอย่างไร เขาหยิบพัดพลาสติกลายการ์ตูนสีชมพูมาพัดคลายร้อนให้ตัวเอง และนั่งรออย่างใจเย็น
ชายชราคนหนึ่ง เดินอย่างเร่งรีบมานั่งที่โต๊ะของเขาเป็คนแรก เขาพูดพร้อมกับเช็ดเหงื่อด้วยผ้าเช็ดหน้าว่า
“นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว หมอช่วยตรวจให้ผมทีครับ”
จากนั้นเขาก็ยื่นมือให้จิงซิงอี้เพื่อจับชีพจร
จากคุณลุงที่เป็คนไข้คนแรกของวันนี้ คนไข้คนอื่นๆ ก็ทยอยมาเรื่อยๆ เกือบทุกคนพูดเป็เสียงเดียวกันว่า พวกเขาได้ยินชื่อของจิงซิงอี้จากคนที่เคยมาตรวจกับเขาเมื่อครั้งที่แล้ว
พวกนั้นบอกว่า จิงซิงอี้สามารถวินิจฉัยโรคได้ตรง เมื่อรักษาตามยาและวิธีที่ให้ไป หลายคนก็มีอาการดีขึ้น พวกเขาจึงตั้งตารอวันนี้เพื่อให้จิงซิงอี้มาตรวจโรคให้
จางเซี่ยซึ่งคอยช่วยอยู่ข้างๆ รู้สึกภูมิใจในตัวของจิงซิงอี้มาก เขารู้สึกว่าการทำงานแบบนี้ งานที่ไม่ต้องอยู่ในออฟฟิศหรูหรา มีตำแหน่งหน้าตาในสังคม และได้ช่วยเหลือสังคม เป็งานที่น่ายกย่องอย่างแท้จริง ในระหว่างที่จางเซี่ยกำลังฮึกเหิมไปกับความคิดของตัวเอง เขาก็ถูกดึงสติกลับมาด้วยเสียงของจิงซิงอี้ ที่พูดราวกับรู้ใจเขาว่า
“นี่ๆ ฉันไม่ได้มีอุดมคติขนาดนั้นหรอกนะ ฉันยัง้าเงินและชื่อเสียงหน้าตา จะได้มีเงินเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงคุณตา แล้วก็เลี้ยงเ้าจิ้งจอกสองตัวนั่น!”
จางเซี่ยขำพรืดออกมา ในขณะที่จิงซิงอี้ทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ เขาแก้วชาเย็นมาดื่ม และใช้พัดในมือพัดไล่ความร้อนอย่างจริงจัง
ลู่ซินเยี่ยนและจางซินซึ่งนั่งดูอยู่ห่างๆ เกิดความรู้สึกหลายอย่างผสมผสานกัน ลู่ซินเยี่ยนมองจางเซี่ยที่มีสีหน้าสดใสมีชีวิตชีวาต่างจากในอดีต เพราะได้้ช่วยเหลือคน เธอรู้สึกมีความสุขแต่ก็รู้สึกเสียใจไปพร้อมๆ กัน เธอพูดกับจางซินว่า
“แม่ไม่ได้เห็นเสี่ยวเซี่ยมีความสุขแบบนี้มานานแล้ว ดูแววตาของเขาสิ เหมือนกับเขาค้นพบจุดหมายในการใช้ชีวิตของเขาแล้ว”
เธอเช็ดน้ำตาเงียบๆ จางซินโอบไหล่ลู่ซินเยี่ยนเอาไว้ และพูดขึ้นว่า
“การที่น้องได้มาที่นี่ น่าจะเป็การตัดสินใจที่ดีที่สุดนะคะ”
จางซินมองไปที่ทั้งสองคน พวกเขาทำให้เธอได้คิดอะไรบางอย่าง บางอย่างที่เธอยังตัดสินใจไม่ได้ แต่เธอรู้ว่า เวลานั้นกำลังใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว
จิงซิงอี้ง่วนอยู่กับการทำงานจนเกือบถึงเวลา 6 โมงเย็น เมื่อเห็นว่าอากาศรอบด้านเริ่มมืดแล้ว เขาจึงเตรียมเก็บของกลับ คนขับรถของลู่ซินเยี่ยนก็มาช่วยด้วย
จิงซิงอี้หันไปบอกทุกคนว่า เขาจะแวะซื้ออาหารเย็นก่อน ถ้าทุกคนไม่อยากรอ ก็กลับก่อนได้ และในขณะที่พวกเขาคุยกันอยู่นั้น ตำรวจ 2-3 คนก็เดินตรงมาทางนี้ พร้อมกับเ้าหน้าที่อีกหนึ่งคน ทุกคนดูเร่งรีบและเคร่งเครียด
ตำรวจนายหนึ่งหันมาเห็นจิงซิงอี้ เขาเรียกชื่อชายหนุ่มออกมาด้วยความดีใจ จิงซิงอี้หันไปมอง แล้วก็พบว่า ตำรวจคนนั้นคือ สวี่เหรินเจี๋ย เพื่อนสมัยมัธยมปลายของเขานั่นเอง
