“เอ๋?” ติงเหว่ยได้สติและเห็นลูกชายตัวอ้วนของนางยื่นมือเล็กๆ ของเขาเหมือนอยากให้กอด นางจึงรีบอุ้มลูกชายและหอมแก้มไปมา จากนั้นก็พยายามบังคับจิตใจให้ปลอดโปร่ง นางยิ้มออกมาอย่างฝืนๆ แล้วพูดว่า “เมื่อครู่มีเื่นิดหน่อยเลยทำให้ข้าเกือบจะพลาดเื่สำคัญไปแล้ว วันนี้ควรจะทำต้มไก่กับฮวงฉี [2] ให้นายน้อยแล้ว เ้าคอยดูแลอันเกอเอ๋อร์เอาไว้ ข้าจะไปเตรียมเดี๋ยวนี้”
ในขณะที่พูดอยู่นางก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปวางไว้บนเตียง แล้วยัดปัวหลั่งกู่ไว้ในมือลูกชาย จากนั้นก็ลุกขึ้นและออกจากประตูไป
อวิ๋นอิ่งอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วทั้งสองข้างของนางขึ้นมาและในใจของนางก็ยิ่งกังวลมากขึ้นไปอีก เมื่อวานก็ทำต้มไก่กับฮวงฉีให้นายน้อยไปหลายรอบแล้ว วันนี้ควรจะเปลี่ยนเป็โจ๊กโสมต่างหาก แม่นางไม่เคยทำผิดมาก่อน วันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“คุณชายน้อย เ้าเองก็รู้สึกว่าแม่เ้ามีอะไรแปลกๆ ใช่หรือไม่?”
อันเกอเอ๋อร์จับปัวหลั่งกู่และพยายามจะยัดเข้าไปในปาก ไหนเลยจะมีเวลาว่างมาสนใจเื่อื่นๆ
อวิ๋นอิ่งเช็ดน้ำลายให้เขาด้วยความขบขัน นางคิดไปคิดมาแล้วก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปที่ห้องหลัก
กงจื้อิเพิ่งจะเปลี่ยนเป็เสื้อผ้าที่สะอาดเสร็จ เขากำลังนั่งคุยอยู่กับฟางซิ่นในห้องหนังสือ เมื่อเห็นอันเกอเอ๋อร์ถูกอุ้มเข้ามาเขาก็ยิ้มและยื่นมือออกไปเพื่อจะรับตัวอันเกอเอ๋อร์
คิดไม่ถึงว่าอันเกอเอ๋อร์กลับยื่นมือเล็กๆ ไปทางฟางซิ่น ปากของเขาก็ะโออกมาอย่างมีความสุขว่า “เป้าเป้า [3] เป้าเป้า เป้าเป้า!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” ฟางซิ่นที่นานๆ จะชนะสหายสักครั้ง เมื่อเห็นเขาทำท่าเหมือนหมดแรงก็รู้สึกมีความสุขเป็พิเศษ เขาอุ้มอันเกอเอ๋อร์และวิ่งไปทั่วหลายต่อหลายรอบ จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจว่า “เด็กดี ไม่เสียแรงที่คุณชายอย่างข้ารักและเอ็นดูเ้า เดี๋ยวครั้งหน้าที่เข้าเมืองจะซื้อฮวาเซิงถังกลับมาให้!”
กงจื้อิดึงมือกลับมา ไม่รู้ว่าเหตุใดในใจของเขาถึงรู้สึกว่างเปล่านิดหน่อย เขาหันไปมองทางอวิ๋นอิ่งโดยไม่รู้ตัว
อวิ๋นอิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าและพูดด้วยเสียงแ่เบาว่า “นายน้อย เมื่อสักครู่ตอนที่ฝังเข็มมีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า? ข้าน้อยเห็นว่าแม่นางติงดูแปลกไปอยู่บ้าง ราวกับว่ามีเื่อะไรในใจ”
กงจื้อินึกถึงเหตุการณ์คลุมเครือเมื่อไม่นานมานี้ขึ้นมา ดวงตาของเขาทอประกายขึ้นมาครู่หนึ่ง ความสงสัยในใจก็หายไปทันที เขาค่อยๆ หยิบหนังสือที่ิอยู่ข้างมือของเขาขึ้นมาอ่านอย่างสบายๆ
อวิ๋นอิ่งจ้องไปที่ตัวอักษรบนหน้าปก “สามก๊ก” ราวกับว่านางก็เข้าใจอะไรอยู่บ้าง นางหันหลังกลับไปช่วยที่ห้องครัว
……
ในไม่ช้าอาหารกลางวันก็ถูกยกออกมาและยังอุดมสมบูรณ์เช่นเดิม หากจะพูดว่ามีอะไรไม่เหมือนเดิม ก็คงเป็ติงเหว่ยที่ไม่ได้มาร่วมกินข้าวด้วย
จู่ๆ ก็ขาดคนไปหนึ่งคน ทุกคนต่างก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เสี่ยวชิงที่หน้าแดงกำลังยกน้ำแกงให้นายน้อยฟาง นางนึกถึงสิ่งที่ติงเหว่ยกำชับเอาไว้ได้จึงรีบพูดออกมาว่า “พี่ติงบอกว่านางรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ขอให้นายน้อยและทุกคนกินข้าวก่อนได้เลย เดี๋ยวนางค่อยกินกับอันเกอเอ๋อร์ที่ห้องครัวเล็ก”
ในฐานะแม่เพื่อจะเอาใจลูก ไหนเลยจะมีเวลาได้กินข้าวร้อนดีๆ สักมื้อ การไม่มารวมโต๊ะด้วยเช่นนี้สักครั้งก็ถือเป็เื่ปกติ
ทุกคนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ยังกินและคุยเล่นเช่นเดิม หลังจากกินข้าวเสร็จก็นอนกลางวัน ตอนบ่ายใครมีเื่ต้องทำก็ไปทำ ใครต้องฝึกซ้อมเดินก็ฝึกซ้อมเดิน มีแต่ฟางซิ่นที่อุ้มอันเกอเอ๋อร์และพาต้าหวาและเอ้อร์หวาวิ่งเล่นไปทั่วเหมือนเดิม
ทว่าโต๊ะอาหารเย็นรวมถึงมื้อเช้าวันถัดมาต่างก็ไม่มีแม้แต่เงาของติงเหว่ย ต่อให้ทุกคนโง่เขลาขนาดไหนก็ต้องดูออกว่ามีร่องรอยความผิดปกติอยู่ไม่น้อย
ลุงอวิ๋นจ้องไปที่ผู้าุโเหว่ยที่ยังคงกินดื่มเช่นเดิมโดยไม่มีท่าทีผิดปกติเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของลุงอวิ๋นกลอกไปมาและเป็คนแรกที่หาเื่ผู้าุโเหว่ย
“เ้าเฒ่าเหว่ย พูดออกมาเดี๋ยวนี้ เ้าบังคับให้แม่นางติงท่องตำราแพทย์จนเหนื่อยเกินไปอีกแล้วใช่ไหมล่ะ!”
ผู้าุโเหว่ยถอนหายใจออกมาหนึ่งที เขากลอกตาขึ้นและพูดโต้ตอบออกมาว่า “นั่นเป็เพราะว่าข้าหวังดีกับลูกศิษย์ของข้า เ้าทนเห็นนางเหนื่อยได้ แต่ข้าทนไม่ได้!”
“งั้นเ้าพูดออกมาสิว่าหากไม่ใช่เ้าแล้วจะเป็ใคร? ทำไมนางไม่กินข้าวแล้วด้วยซ้ำ หากว่าหิวจนล้มป่วยขึ้นมาจะทำยังไง?” ลุงอวิ๋นยิ่งพูดยิ่งร้อนใจ เขาลุกขึ้นเพื่อจะไปตามหาติงเหว่ย
อวิ๋นอิ่งกลับมีสีหน้ากระอักกระอ่วนนิดหน่อยและห้ามพ่อบุญธรรมเอาไว้ นางเกลี้ยกล่อมด้วยเสียงแ่เบาว่า “ท่านพ่อบุญธรรม เอ่อ แม่นางติงกินข้าวครบทุกมื้อตามปกติ ก็แค่…”
ในขณะที่นางกำลังพูดอยู่ นางก็แอบจ้องไปที่กงจื้อิที่กำลังขมวดคิ้วน้อยๆ และกดเสียงให้เบาลงไปอีกว่า “ก็แค่แม่นางติงบอกว่านางเป็บ่าวคนหนึ่งจะต้องทำตัวให้เหมือนกับบ่าว ไม่เหมาะที่จะร่วมโต๊ะกินข้าวกับเ้านาย แล้วนางก็ยกกับข้าวเข้าห้องไป”
ลุงอวิ๋นที่ได้ฟังก็ตกตะลึงและพูดออกมาด้วยความโกรธทันที “พูดออกมาเดี๋ยวนี้ พวกเ้ามีใครไปทำให้แม่นางติงต้องรู้สึกผิดกันแน่? ในเรือนนี้ทั้งเ้านายและบ่าวทั้งหมดไม่มีใครปฏิบัติต่อนางในฐานะบ่าวเลยนี่นา? ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเื่นี้ขึ้นมาล่ะ?”
ผู้าุโเหว่ยเบะริมฝีปากขึ้น เขากัดซาลาเปาไปด้วยและพูดตอบออกมาอย่างเกียจคร้านว่า “นางไม่ใช่บ่าว หรือว่าเป็เ้านายอย่างนั้นหรือ? ข้าถือว่าตกลงกับพวกเขาแล้วว่าหลังจากที่แก้พิษเสร็จพวกเ้าจะไปที่ไหนก็ไป ส่วนแม่นางติงกับอันเกอเอ๋อร์ข้าจะรับไปเอง ลูกศิษย์ของหมอปีศาจหัตถ์เทวดาอย่างข้าจะไม่ยอมให้คนอื่นมาปฏิบัติต่อนางอย่างไร้ความรับผิดชอบ!”
ลุงอวิ๋นโกรธจนลุกขึ้นมาไม่สนใจกินข้าวเลยด้วยซ้ำ เขาะโออกมาจนหน้าแดงและคอบวมว่า “เ้าหมอเถื่อน เ้าหาว่าใครปฏิบัติต่อแม่นางติงอย่างไร้ความรับผิดชอบกันแน่? ตอนที่ข้าเพิ่งจะเชิญนางเข้ามาในจวนแห่งนี้ ไม่รู้ว่าเ้าไปกินลมชมวิวอยู่ในถิ่นทุรกันดารที่ไหน? ทุกวันนี้คิดจะปกป้องแม่นางขึ้นมา แล้วตอนแรกเ้าหายไปอยู่ที่ไหนกัน?”
แต่น่าเสียดายที่เป็อาจารย์หนึ่งวันเปรียบดังเป็พ่อชั่วชีวิต ทุกวันนี้ผู้าุโเหว่ยเองก็มีอำนาจและความแข็งแกร่งอยู่พอตัว ไหนเลยจะสนใจกับการทะเลาะกันในเื่ไม่เป็เื่เช่นนี้ หลังจากที่เขากินซาลาเปาคำสุดท้ายลงไปก็เดินเอามือไพล่หลังและเชิดหน้าออกไปทันที
ลุงอวิ๋นโมโหจนแทบจะกระอักเืออกมา แต่สุดท้ายเขาก็ยังมองไปที่นายน้อยของตนเอง โดยหวังว่าเขาจะรีบตัดสินใจออกมา
กงจื้อิมองไปที่โจ๊กพุทราจีนที่เหนียวข้นและส่งกลิ่นหอม ทันใดนั้นจู่ๆ ก็รู้สึกวิตกกังวลขึ้นมา กงจื้อิเองก็เป็คนมีไหวพริบ ถึงแม้ตอนแรกเขายังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่ตอนนี้การกระทำของผู้าุโเหว่ยกลับทำให้เขาเดาออกได้อย่างชัดเจน
ต้องเป็เพราะผู้าุโไปพูดอะไรลับหลังเป็แน่ มิเช่นนั้นเหตุใดผู้หญิงคนนั้นถึงได้หลบหน้าเขา ถึงขั้นที่ว่าไม่มารวมโต๊ะกินข้าวเลยด้วยซ้ำ
ส่วนสิ่งที่อาจารย์และลูกศิษย์ทั้งสองคุยกันนั้น เขาเองก็รู้อยู่เต็มอกโดยไม่ต้องคาดเดาเลยแม้แต่น้อย…
“กินข้าวก่อน เดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลัง”
“ขอรับ” หลังจากที่ทุกคนได้ยินดังนั้นก็รีบยกถ้วยขึ้นกินและวางถ้วยลง จากนั้นก็รีบขอตัวออกไปอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะอิ่มหรือไม่ก็ตาม
ลุงอวิ๋นร้อนใจจนเหงื่อไหลออกมาเต็มหน้าผาก นั่นเป็ถึงนายหญิงของสกุลกงจื้อในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคุณชายน้อยของสกุลกงจื้ออีก พวกเขาจะถูกผู้าุโเหว่ยแย่งไปจริงๆ หรือ?
ฟางซิ่นเองก็กินอย่างใจร้อน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแค่เขาคิดว่าหญิงสาวคนนั้นจะจากไป ในใจของเขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ หรือเขากับนางทะเลาะกันจนเขาเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา หรือว่า…
ไม่จริง เขาแค่เอ็นดูเ้าเด็กอ้วนอันเกอเอ๋อร์มากไปก็เท่านั้น เขาทนไม่ได้ที่จะแยกทางกับเด็กน้อย ไม่ใช่แม่เ้าอารมณ์ของเขา!
ในอาหารหนึ่งมื้อ สามคนที่กินต่างก็มีความคิดที่แตกต่างกันออกไป ความรู้สึกช่างซับซ้อนยากเกินอธิบายได้
……
หลังจากกินข้าวเสร็จก็ถึงเวลาแช่น้ำสมุนไพรและฝังเข็มตามเดิม ทว่าเฟิงจิ่วต้มน้ำไว้นานแล้ว แต่รออย่างไรก็ไม่เห็นติงเหว่ยและไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่นอกประตู เขาแอบมองไปที่นายน้อยของเขาที่มีสีหน้าเคร่งเครียด เขาอดไม่ได้ที่จะคุกเข่าลงกับพื้นและสวดภาวนา
พี่ติง พี่กำลังโกรธเื่อะไรกัน ทำให้คนตัวเล็กๆ อย่างข้าเกือบตายไปด้วยแล้ว!
กงจื้อิยกมือขึ้นและถอดเสื้อผ้าออก เสียงของเขาเ็าราวกับน้ำแข็ง “ปรนนิบัติข้าอาบน้ำ!”
“เอ่อ ขอรับ” เฟิงจิ่วไม่กล้ารอช้าและก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยนายท่านของเขาลงไปในอ่างอาบน้ำ ไม่ว่าจะเป็เพราะเขากำลังสับสนหรือเพราะพื้นไม่ได้ถูกเช็ดจนแห้งสนิท เขาก็เกือบจะทำให้นายท่านของเขาล้มกระแทกขอบอ่างโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำเอาเขาใจนหัวใจเต้นรัวแทบจะะเิออกมา
ซานอียกสมุนไพรเข้ามาพอดี เมื่อเห็นดังนั้นก็เลยรีบเข้ามาช่วย ทั้งสองคนช่วยนายน้อยเอาไว้ได้ทัน พวกเขาเหงื่อออกท่วมหัวและสบตากันเป็ครั้งคราว ต่างก็นึกถึง่เวลาที่มีแม่นางติงอยู่ข้างกายนายน้อยของพวกเขา
ซานอีคอยปรนนิบัติให้นายน้อยดื่มน้ำสมุนไพร เขาคิดไปคิดมาแล้วก็พูดว่า “นายน้อย เื่นั้น…เอ่อ ท่านจะปล่อยให้ผู้าุโเหว่ยพาแม่นางติงกับคุณชายน้อยไปจริงๆ หรือ?”
เส้นเืบนหลังมือของกงจื้อิเกร็งขึ้นมาจนแทบจะะเิ ดวงตาที่สะลึมสะลือของเขากลับเต็มไปด้วยความกระสับกระส่าย ในตอนที่เฟิงจิ่วและซานอีกำลังถามออกมาอย่างเสียดายกลับได้ยินกงจื้อิพูดออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “นายหญิงและคุณชายน้อยของสกุลกงจื้อจะไม่ถูกทิ้งให้ระหกระเหินอยู่ข้างนอก”
เฟิงจิ่วและซานอีต่างก็มีความสุขมาก พวกเขาช่วยตักน้ำให้นายน้อยพร้อมพูดไปด้วยว่า “นายน้อยพูดถูกแล้ว ยังไงแม่นางติงก็เป็คนที่ดูแลนายน้อยอย่างพิถีพิถันมากที่สุด อีกอย่างคุณชายน้อยเองก็ใกล้ถึงเวลาต้องเรียนหนังสือแล้ว เหล่าพี่น้องเองก็ออกไปหาข่าวคราวเกี่ยวกับที่อยู่ของเหล่านักพรตที่มีชื่อเสียงทั้งหลายเอาไว้แล้ว เหลือเพียงนายน้อยเอ่ยปากสั่งก็จะไปเชิญมาทันที”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้สีหน้าที่เ็าของกงจื้อิก็อ่อนลงในที่สุด ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูดอีกครั้ง กลับได้ยินเสียงะโอย่างมีความสุขดังมาจากข้างนอก และเสียงหัวเราะที่ผสมอยู่ในนั้นกลับชัดเจนราวกับเสียงของระฆังเงิน ช่างคุ้นเคยเป็พิเศษ…
“ปัง!” ในขณะที่ปิ่นปักผมอันหนึ่งถูกโยนไปกระแทกกับขอบหน้าต่างและแตกออกเป็สองซีก หน้าต่างก็ถูกเปิดออกมา
ดวงอาทิตย์ใน่กลางฤดูร้อนจะสดใสมากที่สุด ต้นพลับในสวนเองก็ผลัดใบออกจากความหดหู่ของฤดูหนาว แผ่กิ่งก้านและงอกใบสีเขียวขจีราวกับร่มคันใหญ่ ภายใต้เงานั้นมีเสื่อที่ทำจากขนแกะหนาๆ ปูอยู่หนึ่งผืน เด็กโตกำลังพาเด็กตัวเล็กๆ สองคนเล่นด้วยกัน ฮูหยินคนหนึ่งก็พาสาวใช้ตัวน้อยมาเก็บผักอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็เงยหน้ามองชายหญิงคู่หนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล
ชายหนุ่มคนนั้นสวมชุดคลุมยาวสีฟ้าเข้ม ผมกลัดด้วยปิ่นหยก ในมือถือพัดกระดาษส่ายไปมา และกำลังสอนหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ ใช้เข็มบินด้วยสีหน้ามีความสุข
หญิงสาวคนนั้นอาจจะกลัวร้อน วันนี้นางจึงสวมกระโปรงผ้ามุ้งสีฟ้าอมเขียว ผมของนางถูกรวบไปไว้ด้านหลังอย่างประณีต นิ้วเรียวยาวของนางกำลังหนีบเข็มเงินและเล็งไปยังเป้าไม้ที่แขวนอยู่บนต้นไม้ด้วยท่าทางจริงจังอย่างมาก รอจนกระทั่งนางขว้างออกไป หากว่าโดนตรงกลางเป้านางก็จะะโโลดเต้นอย่างมีความสุข แต่หากไม่โดนก็จะโกรธและวิ่งเข้าไปหาเข็มเงินที่พลาดไป นางยิ่งฝึกก็ยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ
ชายหนุ่มคนนั้นใช้พัดตีไปที่ไหล่และคอของหญิงสาวคนนั้นเป็ระยะๆ เพื่อแนะนำให้นางออกแรงอย่างไร หญิงสาวคนนั้นเอียงศีรษะหลบและถลึงตาใส่พร้อมตำหนิออกมาไม่หยุด ทำให้เด็กทั้งสามคนที่กำลังรอดูเื่สนุกอยู่ต่างก็ตบมืออย่างสนุกสนานไปด้วย
การละเล่นในฤดูร้อนอันร่าเริงเช่นนี้ ราวกับภาพที่สวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุด เหมือนการสร้างโลกเล็กๆ ขึ้นมาหนึ่งใบ หากมีเพิ่มอีกหนึ่งคนก็คงจะอึดอัดเกินไป หากขาดหายไปหนึ่งก็คงจะว่างเปล่าไม่น้อย ใครพบเห็นก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉา ทว่าในสายตาของใครบางคนกลับแตกต่างออกไป
เฟิงจิ่วกับซานอีที่แอบมองอยู่ก็ลูบแขนอย่างขนลุก พวกเขาอดไม่ได้ที่จะภาวนาให้เวลาผ่านไปยิ่งเร็วยิ่งดี ซึ่งกว่าจะแช่น้ำสมุนไพรเสร็จก็ไม่ใช่เื่ง่ายเลย จากนั้นก็ประคองนายท่านไปนอนอยู่บนม้านั่งที่ทำจากไม้
เฟิงจิ่วไปเก็บและทำความสะอาดอ่างอาบน้ำ เมื่อเห็นว่าที่ขอบอ่างมีรอยนิ้วมืออย่างเห็นได้ชัด เขาก็ลังเลว่าจะบอกหรือไม่บอกแม่นางติงดี
อันที่จริงแล้วมันก็เป็เื่ที่ผิดธรรมเนียมจริงๆ ที่จะหัวเราะหยอกล้อกับชายอื่นต่อหน้าสามีของตนเอง ต่อให้ชายคนนั้นจะเป็นายน้อยฟางก็ตาม แต่เขาจะเอ่ยปากออกไปได้อย่างไร หรือว่าจะต้องพูดเื่ตัวตนที่แท้จริงของนายน้อยออกไปอย่างนั้นหรือ? แต่หากไม่พูดแล้วเขาจะมีสิทธิ์อะไรไปห้ามพี่ติงไม่ให้ใกล้ชิดสนิทสนมกับคนอื่น เพราะความจริงแล้วนางก็ยังไม่ได้แต่งงาน
ไม่ต้องพูดถึงว่าเฟิงจิ่วจะลำบากใจขนาดไหน แค่พูดถึงติงเหว่ยที่หลบอยู่ในห้องมาสองวันแล้ว หัวของนางก็แทบจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ อย่างนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ นางเสียดายความรักครั้งแรกที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่อยากเผชิญหน้ากับอนาคตอันแสนมืดหม่นที่ท่านอาจารย์พูดไว้ นางจึงทำได้แค่ทำตัวเหมือนนกกระจอกเทศ [4] และส่งต่อให้เป็เื่ของเวลา ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ
วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส เดิมทีนางกำลังพาเด็กๆ ออกมาเล่น แต่ไม่รู้ว่ามีผึ้งจากที่ใดบินมาวนเวียนอยู่รอบอันเกอเอ๋อร์ไม่หยุด นางเกรงว่ามันจะต่อยเด็กๆ เอาได้ แม้อยากจะตบตีมันนางก็ะโได้ไม่สูง แต่จะไม่ตีก็ไม่ได้ ในขณะที่นางกำลังโมโหอยู่นั้น ฟางซิ่นก็โผล่ออกมาจากไหนไม่รู้แล้วก็หยิบปิ่นปักผมสีแดงของนางโยนออกไปแทงผึ้งติดไว้ที่โคนของต้นไม้
-----------------------------------------
[1] ตะบองตียวนยาง 棒打鸳鸯 เป็สำนวนหมายถึง การจับคู่รักให้แยกจากหรือเลิกรากัน เนื่องจากยวนยาง 鸳鸯(เป็ดแมนดาริน) เป็สัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์และรักเดียวใจเดียว เพราะเชื่อกันว่ายวนยางจะมีคู่เพียงตัวเดียว
[2] ฮวงฉี 黄芪 หมายถึง รากแห้งของพืชชนิดหนึ่ง รสหวานอุ่น มีสรรพคุณในการบำรุงกลุ่มอาการพร่องต่างๆ ในร่างกาย บำรุงลมปราณ บำรุงม้าม กระเพาะ ลดความร้อนในระดับิั ขับหนอง ระงับปวด ช่วยให้เืหมุนเวียน และช่วยบำรุงเื เหมาะกับผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอ ผู้ป่วยเด็ก และคนชรา
[3] เป้าเป้า 抱抱 หมายถึง กอด(เรียกให้อีกฝ่ายกอดตนเอง)
[4] ทำตัวเหมือนนกกระจอกเทศ 装鸵鸟 หมายถึง คนที่หลีกหนีหรือไม่เผชิญหน้ากับปัญหา ทำตัวเป็ทองไม่รู้ร้อน เนื่องจากเวลาที่นกกระจอกเทศเผชิญกับอันตราย มันจะฝังหัวไว้ที่ปีกและแสร้งทำเป็ไม่รู้ตัว
