บุคคลทั่วทั้งลานกว้างต่างอ้าปากค้างเมื่อเห็นการมาถึงของบุรุษรูปงามผู้นี้
แสงอาทิตย์สาดส่องเื้ัก่อเกิดเงาบางๆของชายหนุ่ม จังหวะและท่วงท่าการเดินช่างเรียบง่ายแต่ทว่ากลับมีกลิ่นอายของผู้ยิ่งใหญ่ติดตัวตามมาดุจดั่งมิใช่มนุษย์หากแต่เป็เทพ!
สตรีเกราะสีแดงครรลองมองด้วยสายตาที่เลื่อนลอยประดุจตกอยู่ในห้วงแห่งนิทราจนมิอาจถอนตัว นางลืมไปเสียแล้วว่าตนมีบุคลิกที่ห้าวหาญและแข็งกระด้างเพียงใดในยามปกติ เวลานี้นางไม่ต่างสาวหญิงสาวแรกแย้มที่พานเจอกับรักแรกพบ
บุรุษตรงหน้ากลับสามารถทำให้หัวใจแห่งสตรีคลับคลาแม่ทัพผู้นี้สั่นทะท้านและจดจำใบหน้าของเขาไปจนถึงส่วนลึกของจิตใจ หัวใจที่ไม่เคยหวั่นไหวยามนี้กลับแปรเปลี่ยนไป เสียงเต้นระรัวจากอกซ้ายได้ยินอย่างชัดเจน ก่อนที่รอยแดงที่เด่นชัดจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง
และการจ้องมองของนางตกอยู่ภายใต้การจ้องมองของหลินเทียนบนเวทีอยู่ทุกขณะ สีหน้าเขาแปรเปลี่ยนกลับกลายจนแทบจะบิดเบี้ยว ภายในจิตใจของเขาพลันบังเกิดความร้อนรนที่มิอาจบรรยาย
ก่อนจะมองหลี่ชิงหยุนด้วยสายตาไม่เป็มิตร "อย่าริอาจคิดแย่งสตรีของข้าเชียว..."
บุรุษหล่อเหลาดุจสตรีผู้นี้คือหลี่ชิงหยุนอย่างแม่นยำ ทว่ายังมีหญิงสาวรูปงามในอาภรณ์สีขาวหิมะเด่นเดินเคียงข้างมาด้วย
เพียงแต่ยามนี้ร่างกายของนางกลับปล่อยพลังปราณเย็นเยียบสั่นสะท้านไปถึงกระดูก ยามนางได้อยู่กับหลี่ชิงหยุน นางย่อมเป็หญิงสาวที่อ่อนโยนที่คอยดูแลห่วงหาเป็อย่างดี แต่ทว่าเมื่อออกสู่สาธารณชนจำต้องทำตนให้เข้าถึงยากเข้าไว้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาหยุมหยิม
สตรีเกราะแดงมองไปยังหลี่ชิงหยุนด้วยสายตาปริบๆแบบไม่กระพริบตา แม้แต่สตรีบางคนที่เป็สาวใช้ก็ไม่ว่างเว้น
ผู้าุโตระกูลกู่ทั้งสี่มองหน้ากันอย่างพิลึก ก่อนที่ผู้าุโผมสีเงินจะกระโจนลงเบื้องล่างตรงไปยังหลี่ชิงหยุนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
รัศมีพลังปราณแผ่ซ่านออกมาจางๆจากร่างของเขา ฝีเท้าแต่ละก้าวนั้นช่างหนักหน่วงและกดดันดุจดั่งขุนเขาสูงชันที่กำลังกดขี่มดตัวกระจ้อยร่อย ทำให้ฝูงชนรอบข้างพูดไม่ออกว่าตาเฒ่าผู้นี้กำลังทำบ้าอะไรกันแน่
สีหน้าของเขาฉายแววประหลาดใจชั่วครู่ ก่อนที่ผู้เฒ่าผมสีเงินจะยิ้มเบาๆและเอ่ยถาม "พ่อหนุ่ม เ้า้าเข้าร่วมกับตระกูลกู่งั้นรึ?"
หลี่ชิงหยุนประสานมือด้วยความเคารพ "ถูกต้อง ผู้น้อยกับภรรยา้าเข้าร่วมในครั้งนี้ มิทราบว่ายังมีตำแหน่งที่ว่างเหลืออีกหรือไม่?"
เมื่อได้ยินคำว่า 'ภรรยา' จากปากหลี่ชิงหยุน สตรีชุดแดงสะดุ้งเบาๆ พลันเหลือบมองไปที่นาหลันเสี่ยวฉีอย่างเฉื่อยช้า สีหน้าของนางแสดงออกถึงความผิดปกติเล็กน้อย
"แน่นอน หากเ้าสามารถเอาชนะคุณหนูน้อยได้ ย่อมมีสิทธิ์เข้าร่วมได้เป็ธรรมชาติ" ผู้าุโผมสีเงินลูบเคราพึงพอใจ
รอยยิ้มลึกลับปรากฏบนใบหน้าพลางสอดส่องการแสดงออกของหลี่ชิงหยุนอยู่ทุกขณะ
ผู้าุโผมสีเงินได้ประทับใจในท่วงท่าที่ไร้ความหวั่นเกรงของหลี่ชิงหยุนอย่างมาก ขณะที่เขาลงมาเขาได้เผลอปลดปล่อยพลังปราณเพื่อกดดันหลี่ชิงหยุนเพื่อทดสอบไปเล็กน้อย แต่ทว่าหลี่ชิงหยุนยังคงปกติเช่นเคยและไม่ได้รู้สึกผิดแผกแต่อย่างใด
เขาทำเช่นนี้กับทุกผู้คนที่้าเข้าร่วม แต่กลับกลายเป็ว่าหลี่ชิงหยุนเท่านั้นที่มีตอบสนองแตกต่างจากผู้อื่นจนเป็ที่สนใจของเขายิ่งนัก แม้นจะเพิ่งเคยเจอครั้งแรก แต่ความประทับใจที่หลี่ชิงหยุนแสดงออกส่งผลให้ชายชราประเมินเขาไว้สูงทีเดียว
หลี่ชิงหยุนไม่มีแม้แต่ร่องรอยความตื่นตระหนกแม้แต่เม็ดเหงื่อบนใบหน้าก็ยังไม่ปรากฏวี่แวว มีเพียงรอยยิ้มสุภาพที่ถูกฉาบไว้เท่านั้น เขามิได้มีท่าทีเสแสร้งแต่อย่างใด แต่กลับกันพลังปราณของผู้เฒ่าผมสีเงินมิอาจกดดันเขาได้ ต่างกับนาหลันเสี่ยวฉีที่นางรู้สึกหายใจติดขัด แต่แล้วหลี่ชิงหยุนก็ปล่อยปราณจางๆเพื่อปกป้องนางไว้
"ช้าก่อน! เฒ่าเย่ เ้าจะตบปากรับคำเช่นนี้ได้อย่างไร!? แม้จะยังไม่ได้ตัดสินใจอีกสองตำแหน่ง แต่หลินเทียนและเจียหลุนยังไม่ทราบผลแพ้ชนะเลยด้วยซ้ำ" ผู้าุโหมวกทองรีบเข้ามาขัดขวางผู้าุโผมสีเงินไว้
แต่ผู้าุโผมสีเงินชายตามองอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะกล่าว "เฒ่าเหลา ข้าได้กล่าวไปแล้วว่าหากตรงตามเงื่อนไขที่คุณหนูน้อยเสนอไว้เท่านั้น ข้ายังไม่ได้จะรับชายหนุ่มเดี๋ยวนี้เสียหน่อย"
"เอ่อ..." เมื่อเห็นว่าผู้าุโเหลาพูดไม่ออก ผู้าุโผมสีเงินที่ถูกเรียกว่าเย่จึงเอ่ยถาม "พ่อหนุ่มเ้าชื่อแซ่อะไร และเ้ามาจากแห่งหนใดกัน?"
"ขออภัยที่แนะนำตัวช้า ข้าแซ่หลี่ หลี่ชิงหยุนเพิ่งเดินทางมาจากราชวงศ์โม่เมื่อวานนี้ ส่วนนางนาหลันเสี่ยวฉีเป็ภรรยาของข้า" หลี่ชิงหยุนยิ้มพลันประสานมือก่อนจะตอบกลับ
"โอ้? ราชวงศ์โม่ ตาเฒ่าผู้นี้คือผู้าุโลำดับที่สองแห่งตระกูลกู่ เรียกข้าว่ากู่เย่... หากเ้า้าเข้าร่วมกับตระกูลกู่ต้องล้มสองคนบนเวทีเสียให้ได้ก่อน จากนั้นเ้าจึงสามารถประมือกับคุณหนูน้อยได้" ระหว่างพูดกู่เย่ชี้ไปที่หลินเทียนและเจียหลุนบนเวทีที่อยู่ในสภาพชะงัก
กู่เย่ผู้นี้ดูอัธยาศัยดียิ่งนักในสายตาของหลี่ชิงหยุน แม้ว่าจะมีการทดสอบเล็กน้อย แต่เขาย่อมไม่ขุ่นเคืองอย่างใด
แตกต่างจากบุคคลิกของตระกูลสูงส่งโดยสิ้นเชิง
จากนั้นกู่เย่จึงชายตามองทั้งสองก่อนจะเอ่ย "พวกเ้าทั้งสองไม่ติดขัดใช่หรือไม่?"
หลินเทียนและเจียหลุนมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับคำ เนื่องด้วยพวกเขาเป็เยาวชนจากตระกูลหลัก ทั้งสองมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะหลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีลงได้อย่างง่ายดาย
"เอาล่ะ ขึ้นอยู่กับเ้าแล้วว่าจะเลือกผู้ใดเป็คู่ต่อสู้ จงจำไว้ว่าเป็แค่การประมือกันเล็กน้อยเท่านั้น ผู้ที่ยอมรับความพ่ายแพ้หรือออกนอกเขตเวทีจะเสียสิทธิ์ไป แม้จะพ่ายแพ้แต่ห้ามเอาความหลังจากนี้เด็ดขาด เ้าเข้าใจหรือไม่?" กู่เย่มองไปยังเจียหลุนและหลินเทียน แต่ทว่าน้ำเสียงและสายตาของเขากำล้งย้ำกับหลินเทียนอย่างเห็นได้ชัด
"ผู้น้อยย่อมไม่เอาความหากสามารถเอาชนะข้าได้" หลินเทียนและเจียหลุนพลันประสานมือตอบกลับอย่างนอบน้อม
ข้างเวทียังมีบุรุษอีกสองและสตรีอีกหนึ่งที่เป็ผู้รับเลือกสามคนแรกก่อนหน้านี้กำลังนั่งเรียงรายติดกันใต้ร่มเงาของผ้าใบ มีสองคนกำลังมองไปที่หลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีอย่างสนใจ
ทั้งสามที่นั่งอยู่ต่างเป็ผู้สมัครที่ผ่านสำหรับการเข้าร่วมในครั้งนี้ จะกล่าวได้ว่าพวกเขาถือเป็อัจฉริยะรุ่นเยาว์ในหมู่อัจฉริยะด้วยกันไม่ผิดเพี้ยน
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีแดงเข้มกำลังกอดกระบี่ประดุจของรักของหวง และหลับตาสนิทคล้ายกับกำลังนอนหลับโดยไม่สนใจสิ่งใด
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีเขียวอ่อนซึ่งมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกันกับหญิงสาวข้างกายมองไปที่หลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีทุกขณะ
ก่อนที่ชายอาภรณ์สีเขียวหน้าตาทะเล้นจะเอ่ยถามหญิงสาวที่สวมชุดรัดรูป "พี่สาว ชายหนุ่มหน้าตาบอบบางผู้นั้น จะเอาชนะคู่หลินเทียนและเจียหลุนได้จริงหรือ?"
ทั้งสองพี่น้องเห็นท่าทางที่บอบบางและร่างกายที่ผอมซูบของหลี่ชิงหยุนแล้วจึงเกิดการตะขิดตะขวงไม่น้อย พวกเขาอยากรู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้ไปเอาความมั่นใจมาจากแห่งใด ด้วยระดับการบ่มเพาะของหลี่ชิงหยุนอยู่ขั้นกลางและระดับการบ่มเพาะของนาหลันเสี่ยวฉีอยู่ขั้นต้นเท่านั้น
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวอ่อนหัวเราะอย่างมีเสน่ห์ "ไม่ว่าเขาจะชนะได้หรือไม่ข้าไม่สน แค่รูปลักษณ์ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ข้าสนใจเขายิ่งนัก คิกคิก"
ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เขาไม่น่าถามพี่สาวของเขาเลยจริงๆ หากนางได้เจอบุรุษที่โฉมงามแล้วอย่าหวังจะได้ประโยชน์จากคำแนะนำใดๆ
ทันใดนั้นชายหนุ่มอาภรณ์สีแดงที่หลับตาตลอดเวลาพลันลืมตาอย่างช้าๆ เขาเผลอมองหลี่ชิงหยุนโดยไม่ตั้งใจก่อนจะกล่าวเบาๆ "ชายหนุ่มผู้นั้นอันตราย ทางที่ดีอย่าไปยุ่งกับเขาจะดีกว่า" เมื่อพูดจบเขาก็หลับตาอีกคราราวกับไม่สนใจปฏิกิริยาที่ตะลึงงันของทั้งสองคน
"เอ๊ะ! พี่ใหญ่ อันตรายที่ท่านกล่าวถึงหมายความว่าอย่างไร?" ชายอาภรณ์สีเขียวสะดุ้งเบาๆ มองไปยังชายอาภรณ์สีแดงอย่างโง่เขลา แต่ทว่ากลับไม่มีการตอบสนองใดๆจากเขา
ชายที่หลับตาตลอดเวลาคือพี่ใหญ่ของพวกเขา ซ้ำยังเป็อัจฉริยะที่เชี่ยวชาญทางด้านการต่อสู้มามากมาย เขาคืออัจฉริยะอันดับต้นๆของเมืองต้ากู่ ซ้ำยังมีความแข็งแกร่งที่แม้แต่คุณหนูน้อยตระกูลกู่ก็มิอาจเทียบได้ แต่ครานี้คนผู้นี้กลับประเมินหลี่ชิงหยุนชายหนุ่มผู้บอบบางไว้สูงลิ่ว จึงเกิดความตื่นตระหนกใไม่น้อยสำหรับสองพี่น้อง
ชายชุดแดงผู้นี้มีนามว่าโจวหลันฮุ่ย ในอดีตเขาเคยเป็มือสังหารที่โเี้และชั่วร้าย และอีกตัวตนยังเป็ถึงมือกระบี่ที่เยี่ยมยุทธ์ในวิชาที่มีอายุไล่เลี่ยกัน ซ้ำยังมีสัญชาตญาณที่เฉียบแหลมกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่า
โดยปกติแล้วเขาแทบจะไม่พูดคุยสิ่งใดกับคนรอบข้างแม้แต่ถ้อยคำเดียว ซ้ำยังประเมินใครบางคนไว้สูงเช่นนี้ย่อมยิ่งเป็ไปไม่ได้เข้าไปอีก
แต่เมื่อมองหลี่ชิงหยุนแค่ปราดเดียว โจวหลันฮุ่ยกลับเอ่ยคำตอบที่น่าสะพรึงเช่นนี้ ส่งผลให้สองพี่น้องรู้สึกสนใจยิ่งนัก
สองพี่น้องมองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนจะหันเหสายตาไปที่การต่อสู้ที่กำลังจะเกิด
กู่เย่หันไปทางทั้งสองก่อนจะกล่าวต่อ "พวกเ้าทั้งสองต้องเอาชนะหลินเทียนและเจียหลุนเสียก่อน ขณะนี้ทั้งสองเป็ผู้ชิงตำแหน่งที่ยังว่างอยู่ หากปราบพวกเขาลงได้ พวกเ้าทั้งสองจะมีที่ว่างและจึงจะประมือกับคุณหนูน้อยต่อไปได้"
"ข้าเข้าใจ" หลี่ชิงหยุนพยักหน้ารับคำก่อนจะมองไปยังหลินเทียนและเจียหลุนบนเวทีด้วยสายตาเฉียบแหลม โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นั์ตาที่เปล่งกระกายแสงสีทองหม่นๆ
เมื่อมองการไหลเวียนของพลังงานของหลินเทียนและเจียหลุน เขารับรู้ได้ว่าหลินเทียนนั้นแข็งแกร่งกว่าเจียหลุนประมานสอง่แต่หากทั้งสองมีจุดเด่นและจุดด้อยที่ค้ำคอกันอยู่ ดังนั้นแล้วการตัดสินผู้ชนะระหว่างทั้งสองจึงยากเย็นเพียงนี้
หลังจากการประเมินด้วยสายตา หลี่ชิงหยุนพยักหน้ากับตัวเองอย่างเข้าใจ
"ฉีฉี เ้าควรไปก่อน" หลี่ชิงหยุนหันไปหานางด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกระซิบบางอย่างข้างหูอย่างแ่เบา
การแสดงออกของนาหลันเสี่ยวฉีดูไม่มั่นใจนัก แต่ทว่าหลี่ชิงหยุนได้วางแบบแผนการต่อสู้และการเคลื่อนไหวสำหรับนางไว้แล้ว หากแต่นางเชื่อฟังหลี่ชิงหยุน คงไม่มีสิ่งใดที่เป็ไปไม่ได้
"ผู้าุโกู่ เช่นนั้นให้ภรรยาของข้าต่อสู้กับผู้ใช้กริชในรอบแรก ส่วนรอบต่อไปข้าจะต่อสู้กับผู้ใช้กระบี่เอง" หลังจากการตัดสินใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนเขาจึงหันไปตอบกลับกู่เย่ขณะนั้น
"ย่อมได้" กู่เย่โบกมือให้กับหลินเทียนบนเวทีอย่างเรียบง่าย ก่อนที่หลินเทียนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจและลงจากเวทีแต่โดยดี และกล่าวกับนาหลันเสี่ยวฉี "เอาล่ะ แม่นางน้อย เ้าควรขึ้นไป"
นาหลันเสี่ยวฉีพยักหน้าเคร่งขรึม ก่อนะโพลันหมุนตัวเบาๆกลางอากาศ อาภรณ์สีขาวยาวพริ้วไหวตามสายลมปรากฏขึ้นกลางเวทีอย่างสง่างามดุจดั่งราชินีหิมะก็มิปาน
ด้านตรงข้ามเจียหลุนประสานมือเล็กน้อยก่อนจะกล่าวอย่างสุภาพ "ข้ามีนามว่าเจียหลุน ยินดีที่ได้รู้จัก"
นาหลันเสี่ยวฉีผงกเบาๆตอบรับและไม่สนใจจะเอ่ยวาจา
"แม่นาง ต้องขออภัยหากเ้าต้องได้รับาเ็จากอาวุธของข้า" เจียหลุนพลางชักกริชทั้งสองออกมา พลันตั้งท่วงท่าสำหรับการรุกคืบ
"อย่าได้ถือสา แค่เข้ามา" นาหลันเสี่ยวฉีตอบกลับอย่างเ็า ในคราเดียวกันกระบี่หยกคล้ายผลึกน้ำแข็งงดงามปรากฏขึ้นที่มือขวาหิมะ
"ระวังตัวด้วย!" เจียหลุนพุ่งเข้าหานางจากด้านหน้าโดยไม่มีกลเม็ดและท่วงท่าให้มากความแต่อย่างใด กริชทั้งสองหันเหการโจมตีจากสองทางอย่างคล่องแคล่ว
'สิ่งที่เป็จุดเด่นของชายผู้นี้คือความเร็วและความต่อเนื่องในการออกกระบวนท่า หากเ้า้าชนะเขา มีเพียงรอจังหวะและโอกาสโต้กลับเท่านั้น' นี่คือคำที่หลี่ชิงหยุนแนะนำให้แก่นางหลังจากมองบุคลิกแค่ปราดเดียว เนื่องจากเจียหลุนใช้อาวุธเป็กริชสั้นย่อมได้เปรียบสำหรับการต่อสู้ระยะประชิดและตีวงแคบ ฉะนั้นแล้วต้องเว้นช่องว่างระหว่างทั้งสองให้มากที่สุดอย่าได้เผลอให้เจียหลุนพุ่งประชิดเด็ดขาด นาหลันเสี่ยวฉีมิอาจจะดื้อรั้นบุกจู่โจมไปก่อนได้ แต่หากทำเช่นนั้นมีแต่จะทำให้นางสูญเสียจังหวะเสียเปล่าๆ
นาหลันเสี่ยวฉียกกระบี่หยกพาดเป็แนวนอนรับการโจมตีจากเจียหลุนไว้ได้ทันท่วงที แต่ทว่าการโจมตีกลับไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น กริชสั้นในมือซ้ายของเขาสะบัดและพยายามรุกคืบเข้าระยะประชิดให้มากที่สุด
นาหลันเสี่ยวฉีที่มองเห็นกลับไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด ด้วยการบิดข้อมือทวนเข็มนาฬิกา กริชที่มือขวาเจียหลุนกลับโดนหักเหและสะบัดออกห่างตัว โดยใช้คมกระบี่หยกอีกด้านรับการโจมตีจากด้านซ้ายไว้ได้ไม่ยากเย็นนัก ท่วงท่าของนางเต็มไปด้วยความสง่างามดุจดั่งหงส์ขาวที่กำลังร่ายรำกลางนภา
"โอ้... แม่นางน้อยผู้นี้ อ่านทางการเคลื่อนไหวของคู่ต่อได้สมบูรณ์แบบยิ่งนัก แต่ทว่าการเคลื่อนไหวของนางยังทื่อไปเล็กน้อย" กู่เย่ข้างเวทีสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวได้ทุกขณะ เขาลูบเคราก่อนจะชมเชยอย่างฉงน เขาตระหนักดีถึงความยากในการตอบสนองเช่นนี้ แม้แต่เขาที่เป็ถึงผู้าุโก็มิอาจทำได้เช่นนางด้วยอายุเท่ากัน ขาดก็แค่เพียงการตัดสินใจที่เด็ดขาดเท่านั้น
การฝึกฝนประสาทััทั้งห้าของนาหลันเสี่ยวฉีกำลังสำแดงผลการฝึกในยามนี้
"เชร้ง!"
"เชร้ง!"
เสียงกระทบระหว่างอาวุธทั้งสองแลกเปลี่ยนไปกว่ายี่สิบกระบวนท่า นาหลันเสี่ยวฉียังไม่เจอช่องโหว่สำหรับการสวนกลับใดๆ ดังนั้นแล้วนางทำได้เพียงรอเวลาและโอกาสที่กำลังจะมาถึง
เจียหลุนมุ่นคิ้วเล็กน้อย เขาััได้ว่าระดับการฝึกฝนของแม่นางผู้นี้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าตนอย่างเห็นได้ชัด แต่การตอบสนองในแต่ละกระบวนท่านั้นไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าตนเลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงกระนั้นกริชมือขวาเจียหลุนก็ไม่ได้หย่อนคล้อย กริชทั้งสองพลันส่องประกายด้วยแสงเย็นตวัดมือกวัดแกว่งเข้าหาตำแหน่งข้อมือที่จับกระบี่หยกของนาง
นาหลันเสี่ยวฉีที่ััได้จึงถอยร่นออกไปสาม่ตัวเพื่อพยายามรักษาระยะห่าง ทว่าเจียหลุนกลับถาโถมเข้าหาอีกครา กลิ่นอายแห่งความหนาวเย็นแผ่ซ่านจากกระบี่หยกก่อนเกล็ดหิมะจะปกคลุมไว้
เจียหลุนมาพร้อมกับกระแสโหยหวนของลมติดตามกริชทั้งสองพุ่งเข้าหาร่างกายของนางอย่างเย็นะเื
วินาทีเดียวกันพลันปรากฏภาพมายาคล้ายัสองตัวเริงระบำอย่างทรนง
"ระบำคู่ัวายุ!"
