บทที่ 84 ลู่อวี่นำทัพ
ลู่หงเซิ่งคัดค้านในทันทีเมื่อได้ยิน “เื่นี้ไม่จำเป็ต้องให้นายน้อยออกโรง เพียงส่งผู้เฒ่าผู้พิทักษ์ไปสักท่านก็เพียงพอแล้ว ตระกูลจางแห่งเป่ยหยวนเป็เพียงตระกูลเล็กๆ ไม่มีความสำคัญใดต่อตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น หากนายน้อย้าออกเดินทางเพื่อฝึกฝน มีสถานที่มากมายให้ท่านเลือกไป!”
ผู้เฒ่าลู่หงชางก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน ทว่ากลับไม่ได้พูดอะไรออกไป เขารู้นิสัยของนายน้อยดี หากมาพูดอยู่ตรงนี้ได้ ก็หมายความว่าได้ตัดสินใจแล้ว คนอื่นคัดค้านไปก็ไร้ประโยชน์
แน่นอนว่าคำตอบของลู่อวี่ย่อมเป็ไปตามที่เขาคิด “ตอนนี้พลังยุทธ์ของข้าเพิ่งจะบรรลุขั้นพลังขึ้น ในระยะเวลาอันสั้นนี้ ไม่ว่าจะฝึกฝนอะไร ก็ก้าวหน้าได้ไม่มากนัก การจัดการเื่ของตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนก็เป็เพียงทางผ่านเท่านั้น!”
ผู้เฒ่าสามและสี่ต่างพากันหันไปมองทางประมุขลู่เหว่ยจุน ผู้เฒ่าห้าที่ปกติแทบจะไม่สนใจเื่อื่นนอกจากห้องปรุงยา ดังนั้นจึงไม่ได้มาในครั้งนี้
ลู่เหว่ยจุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “เ้าไปได้ แต่จะไปผู้เดียวไม่ได้เด็ดขาด ข้าจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เ้ากลับมาจากเมืองเทียนตูเซียน เ้าจับตัวผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในค่ายกลกระบี่ที่มีนามว่าเฉินเสวียนกลับมาด้วย แม้ว่าเขาเป็เพียงนักพรตสันโดษ แต่พลังยุทธ์อยู่ในขั้นตงซวน อีกทั้งยังเป็ผู้คิดค้นค่ายกลกระบี่อีกด้วย ถือว่าไม่เลวทีเดียว ตอนนี้เขาก็เป็คนของตระกูลลู่แล้ว ประจวบเหมาะยิ่งนัก เ้าก็พาเขาไปด้วย แล้วอีกอย่าง ให้นำองครักษ์ของตระกูลไปด้วย ดูผิวเผินก็คงมีความแข็งแกร่งที่พอๆ กัน!”
ลู่อวี่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับการจัดการของบิดา นี่หรือคือความแข็งแกร่งผิวเผิน หรือว่าจะแอบให้คนจับตาดูอยู่อย่างลับๆ จากแผนการที่เขาวางไว้ เดิมทีเขาไม่ได้คิดที่จะพาใครออกไปด้วย มันคือการเดินทางเพื่อไปฝึกฝน หากให้พาไปด้วยเช่นนี้ แล้วจะถือว่าเป็การฝึกฝนได้อย่างไรเล่า?
แต่ต่อให้ตัวเองคัดค้านไปคงไร้ประโยชน์ เมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดขึ้นว่า “เช่นนั้นก็ดี!”
ลู่เหว่ยจุนหัวเราะเบาๆ และกล่าว “ตอนนี้พลังยุทธ์ของเ้าต่ำเกินไป ไม่รู้ว่ามีคนจำนวนมากเพียงใดที่กำลังคิดร้ายต่อตระกูลลู่ของเราอยู่ เดิมทีข้าก็ค่อนข้างสบายใจที่มีผู้เฒ่าตู้คอยปกป้องเ้าอยู่ลับๆ แต่เมื่อไปถึงเป่ยหยวนแล้ว การพาคนไปด้วยก็จะสะดวกกว่าการลงมือทำเอง”
ลู่อวี่ส่ายหัวอย่างจำใจ หากเขายังเป็คนเสเพลคนเดิม แล้วมีองครักษ์ตามไปเป็พรวนคงจะน้อมรับด้วยความยินดีอย่างที่สุด แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ลู่อวี่คนเมื่อชาติก่อนไม่เคยชอบการพาคนไปอวดโฉมเป็กลุ่มก้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้ว่าพลังยุทธ์ของคนเหล่านี้จะไม่ได้เลวนัก แต่ก็ไม่ได้สูงไปกว่าเขาสักเท่าไร หากเจอผู้ที่มีเจตนาไม่ดีต่อตระกูลลู่จริงๆ คนเหล่านี้ก็แทบจะไม่มีประโยชน์ใด
มีเพียงคนที่สร้างค่ายกลกระบี่นามว่าเฉินเสวียนคนเดียวเท่านั้นที่พอใช้ได้ หลังจากที่กลับมาครั้งนั้นแล้วมอบตัวคนให้กับตระกูลลู่ ไม่รู้ว่าตระกูลลู่ใช้กลวิธีใดในการเกลี้ยกล่อม ถึงทำให้เขายอมเข้าร่วมด้วย ดังนั้นหากตัวเองพาเขาไปด้วยก็ไม่เลว หากมีเวลาว่างเขาอาจจะขอคำแนะนำเื่ค่ายกลกระบี่กับคนผู้นั้นได้อีกด้วย
หลังจากนั้น ลู่เหว่ยจุนก็ได้เลือกองครักษ์แปดคนมาให้บุตรชายด้วยตนเอง ซึ่งองครักษ์ที่เลือกมานั้นล้วนแล้วแต่มีพลังยุทธ์่ปลายขั้นฟันฝ่า
่นี้หลังการปรากฏตัวของคนปรุงโอสถขั้นห้าสองคนในตระกูลลู่ และยาอายุวัฒนะชนิดต่างๆ หลายคนในตระกูลที่มีคุณวุฒิที่ดีและบุตรหลานที่ฝึกฝนจนใกล้ประสบความสำเร็จต่างก็สามารถก้าวข้ามไปได้ ทำให้ความแข็งแกร่งของตระกูลพัฒนาขึ้นอย่างมากใน่เวลาอันสั้นเพียงหนึ่งปีกว่าๆ เช่นนั้นการเลือกองครักษ์ของตระกูลที่มีพลังยุทธ์เก่งกาจไม่กี่คน คงไม่ใช่เื่ยากนัก
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อลู่หยวนจือรู้ว่าผู้นำทัพไปช่วยเหลือตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนในครั้งนี้ คือนายน้อยตระกูลลู่ ก็ใจนพูดไม่ออก แม้ว่าลู่อวี่จะแก้ตัวว่าเป็เพียงทางผ่าน แต่ก็ยังทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
เวลาไม่เคยคอยท่า เมื่อเห็นความกระวนกระวายใจของลู่หยวนจือ ลู่อวี่ก็ไม่มีอารมณ์เที่ยวเล่นอีกต่อไป เขาหันไปพูดกับทุกคนแล้วก้าวขึ้นไปบนเรือแสงตัดเมฆา์ เมื่อมีเรือลำนี้นำทาง การเดินทางไปยังตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวน จึงรวดเร็วกว่าลู่หยวนจือที่เดินทางคนเดียวหลายเท่า ถึงได้ถือเป็ยานพาหนะที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเดินทางนัก
แต่หลังจากที่ทุกคนออกจากเทียนตูไปได้ไม่ถึงวัน ลู่หยวนจือก็ได้รับกระบี่ส่งสารมาจากตระกูล ทันทีที่เปิดอ่าน ความโกรธก็ปะทุขึ้นมาจนตัวสั่น
ลู่อวี่เห็นดังนั้นจึงถามขึ้น “หรือว่าเกิดอะไรขึ้นทางนั้นอีก? หยวนจือ เ้าก็อย่าเพิ่งร้อนใจจนเกินไป เกิดอะไรขึ้นขอเพียงบอกมา แล้วเรามาคิดช่วยกัน!”
เฉินเสวียนในอาภรณ์สีดำนั่งอยู่ข้างๆ ลู่อวี่ ในตอนที่ได้รับมอบหมายให้มาปกป้องลู่อวี่ เขาไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกไม่พอใจแม้แต่น้อย แต่กลับกัน ยังรู้สึกยินดีเป็อย่างมาก
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะลู่อวี่ตัวคนเดียวหรือคิดร้ายใดๆ เพียงคนปรุงโอสถขั้นห้าสองคนของตระกูลลู่ในตอนนี้ ก็สามารถดึงดูดนักพรตจำนวนไม่น้อยให้มาพึ่งพิงได้แล้ว การที่เขาได้ก้าวเข้ามาก่อนนั้นก็นับว่าโชคดียิ่งนัก ขอเพียงเขาทำงานอย่างจริงจัง ยาอายุวัฒนะสำหรับฝึกฝนหรือตำรา และวัสดุที่จำเป็สำหรับการศึกษาค่ายกลกระบี่ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
หากเทียบกับสภาพตอนที่เป็นักพรตสันโดษอยู่ มันช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว แล้วจะไม่ให้เขารู้ผิดชอบชั่วดีได้อย่างไร แม้ว่าพลังยุทธ์ของนายน้อยผู้นี้จะต่ำกว่าเขา แต่การได้มาเป็องครักษ์ของนายน้อยก็ทำให้เขาเต็มใจลำบากไปด้วยกัน
ดังนั้นเวลานี้จึงพูดแทรกขึ้นมาว่า “นายน้อยพูดถูก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นั่น ร้อนใจไปก็ไม่มีประโยชน์ ผู้ที่ฝึกบำเพ็ญเพียรต้องมีจิตใจสงบและไม่วู่วาม ไม่มีเื่อะไรที่แก้ไขไม่ได้ ตระกูลเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญเช่นนั้นกล้ามาเป็ศัตรูกับตระกูลลู่ของเรา ก็เท่ากับเป็การฆ่าตัวตายชัดๆ!”
ลู่หยวนจือยิ้มอย่างขมขื่น พยายามสงบสติอารมณ์ที่กระวนกระวายลง แล้วยื่นจดหมายในมือให้ลู่อวี่ พร้อมกล่าวว่า “นายน้อยอ่านจดหมายที่ส่งมาฉบับนี้แล้ว ก็จะรู้เองว่าข้าร้อนใจเพราะอะไร!”
หากในแง่ของความาุโ ลู่อวี่สามารถเป็รุ่นปู่ของลู่หยวนจือได้แล้ว แต่หากในแง่ของสถานะ ย่อมมีสถานะที่สูงกว่าลู่หยวนจือมากทีเดียว เพียงแต่เขาไม่เคยชินที่ถูกคนเรียกเช่นนี้จริงๆ ดังนั้นจึงให้ลู่หยวนจือเรียกตัวเองว่านายน้อย ส่วนเขาก็เรียกชื่อของลู่หยวนจือแทน
แต่เมื่อลู่หยวนจือยื่นจดหมายที่ส่งมาให้ และใช้สมาธิเพ่งอ่านดู ก็เข้าใจได้ในทันทีว่า เหตุใดลู่หยวนจือถึงได้โกรธ และกระวนกระวายใจเช่นนั้น เขาที่ได้อ่านไม่นานก็แสดงสีหน้าเ็าออกมา จากนั้นก็หัวเราะเยาะและพูดขึ้นว่า “ตระกูลจาง พวกเ้ากดดันให้ตระกูลลู่ของเราเพิ่มโทษสูงสุดสำหรับการกระทำที่ผิดกฎเสียแล้ว ไม่เพียงสังหารเท่านั้น!”
พูดพลางส่งจดหมายให้เฉินเสวียนที่อยู่ข้างๆ แล้วสั่งให้องครักษ์ของตระกูลที่บังคับเรือแสงตัดเมฆา์อยู่ว่า “รีบไปที่เป่ยหยวนโดยเร็ว”
หลังจากที่เฉินเสวียนอ่านจดหมายที่ส่งมาแล้ว ก็อดส่ายหัวไม่ได้ และพูดด้วยความสงสัยว่า “ตระกูลจางกล้าไม่น้อย ช่างแปลกประหลาดเสียจริง!”
ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา สถานการณ์ในเป่ยหยวนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง เดิมทีทั้งสองตระกูลก็มีเพียงข้อพิพาทเล็กน้อย ถึงแม้จะลงมือกันบ้างก็เป็เพียงการต่อสู้กันระหว่างผู้าุโน้อยเท่านั้น อย่างมากก็ได้รับาเ็เล็กๆ น้อยๆ แต่การกระทำของตระกูลจางในครั้งนี้ กลับเกินความคาดหมายของตระกูลลู่นัก
ในวันที่สองหลังจากที่ลู่หยวนจือเดินทางออกจากตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวน ตระกูลจางก็ปล่อยให้สัตว์อสูรที่เลี้ยงไว้ ล้ำเขตเข้ามาในเขตแดนของตระกูลลู่ ไม่เพียงแต่กัดและทำร้ายสัตว์วิเศษไปสิบกว่าตัวเท่านั้น แต่ภายหลังเมื่อตระกูลลู่ขึ้นไปทวงความยุติธรรม กลับถูกกล่าวหาว่าเป็ฝ่ายผิด โดยอ้างว่าค่ายกลกระบี่ป้องกันของตระกูลลู่มีปัญหา จึงทำให้สัตว์อสูรของตระกูลจางหายไปโดยไม่มีสาเหตุ ทั้งยังจะให้ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนรีบซ่อมแซม และเสริมความแข็งแกร่งของค่ายกลกระบี่ มิเช่นนั้นหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ตระกูลจางจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
ถึงขั้นที่ว่ามีสมาชิกของตระกูลจางบางคน เสนอให้ตระกูลลู่ย้ายสวนสัตว์วิเศษของตนออกไป เพราะในภายภาคหน้า ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าสัตว์อสูรของตระกูลจาง จะไม่กินสัตว์วิเศษของตระกูลลู่เป็อาหาร และเมื่อถึงเวลานั้นก็อย่ามาโทษที่ตระกูลจางไม่ได้เตือนล่วงหน้า
จนถึงตอนนี้ จุดประสงค์ของตระกูลจางนั้นปรากฏชัดเจนแล้ว คือคิดใช้กลวิธีนี้เพื่อบังคับให้ตระกูลลู่ถอนตัวออกไปจากพื้นที่ บุตรหลานของตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนจึงโกรธแค้นกันมาก จนเกือบเกิดการทะเลาะวิวาทกันจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ แต่คิดไม่ถึงว่า ฝ่ายตรงข้ามจะเตรียมพร้อมมาเป็อย่างดี จึงทำให้เสียเปรียบมากทีเดียว แม้แต่นายน้อยของหัวหน้าตระกูลก็ยังได้รับาเ็สาหัส และยังมีบุตรหลานของตระกูลอีกหลายคนที่เสียชีวิตจากฝีมือของฝ่ายตรงข้าม เช่นนี้แล้ว ตระกูลจางและตระกูลลู่คงไม่สามารถปรองดองกันได้อีกต่อไป กล่าวได้ว่าตอนนี้ ทั้งสองตระกูลกำลังอยู่ใน่สงบนิ่งก่อนที่พายุฝนจะมาถึง แล้วจะให้ลู่หยวนจือไม่กระวนกระวายใจได้อย่างไร
และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ แม้ว่านายน้อยของหัวหน้าตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนจะไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ก็จำเป็ต้องใช้ยาอายุวัฒนะราคาแพงไม่น้อยเพื่อรักษา มิฉะนั้นไม่เพียงแต่จะไม่สามารถรักษาพลังยุทธ์เดิมไว้ได้ แต่อาจกลายเป็คนพิการไปตลอดชีวิตอีกด้วย
นี่จึงเป็เหตุผลที่แม้แต่ลู่อวี่ก็ยังโกรธจนตัวสั่นเมื่อได้อ่านจดหมายนี้
ท่ามกลางท้องนภา จู่ๆ เรือแสงตัดเมฆา์ก็กลายร่างเป็ลำแสงสีขาวพุ่งไปทางทิศเหนืออย่างรวดเร็ว
ในโลกการบำเพ็ญเพียรแห่งเทียนตูแบ่งออกเป็หลายเขตด้วยกัน ได้แก่ เขตพื้นที่ตะวันออก เขตพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ เขตพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือ และเขตพื้นที่ตอนกลาง ตระกูลลู่ตั้งอยู่ระหว่างเขตตะวันตกและเขตใต้ ส่วนเป่ยหยวนตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของเขตเหนือ เป็ที่ราบขนาดเล็กที่หนาวเย็นและห่างไกล ในหนึ่งปีจะอยู่ในฤดูหนาวเกือบครึ่งปี ดังนั้นจึงมีมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่ยินยอมจะตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่น้อยมาก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเป่ยหยวนจะดูรกร้าง เนื่องจากมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ และยังมีเส้นทางลับที่ไม่รู้ว่าเปิดใช้มากี่ปีแล้วอยู่ทางหนึ่ง ซึ่งเชื่อมต่อไปยังโลกภายนอกได้โดยตรง ดังนั้นพ่อค้ารายย่อยที่ทำธุรกิจเล็กๆ จึงเข้ามากันอย่างไม่ขาดสาย พอนานวันเข้า ที่นี่ก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็ชุมชนที่ค่อนข้างเจริญรุ่งเรือง มีทั้งโรงเตี๊ยมและร้านค้าต่างๆ อะไรที่ควรมีก็มีหมด แม้ว่าจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่สินค้าที่ผลิตออกมานั้นมักมีแต่ของพิเศษที่ที่อื่นไม่มี ทำให้ที่นี่เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
เพียงแต่ที่นี่ไม่มีทั้งคนดูแลและกำแพงเมือง แม้จะถือว่าเป็เมืองแห่งหนึ่ง แต่ผู้คนที่ไปมาหาสู่กัน ก็ยังเรียกที่นี่ว่าเป่ยหยวน ผู้คนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่ก็เป็นักพรตสันโดษ คนมากหน้าหลายตา แต่ในเป่ยหยวนมีสองขั้วอำนาจหลักที่ทุกคนต่างก็รู้กันดี นั่นคือตระกูลจางและตระกูลลู่ แม้ว่าทั้งสองตระกูลนี้จะไม่เข้าชั้นในเทียนตู แต่ในเป่ยหยวนสถานที่เล็กๆ ที่ห่างไกลแห่งนี้ กลับถือว่าเป็ขั้วอำนาจใหญ่ที่ไม่มีใครเทียบได้
แต่ใน่หลังๆ มานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลจางกับตระกูลลู่ตึงเครียดไม่น้อย แม้แต่พ่อค้ารายย่อยและนักพรตสันโดษที่เพิ่งมาถึงเป่ยหยวนก็ยังรู้ว่า เมื่อไม่นานมานี้ ตระกูลจางและตระกูลลู่ได้ต่อสู้กันอย่างดุเดือด เพราะเื่สวนสัตว์วิเศษ ถึงขั้นที่นายน้อยของหัวหน้าตระกูลลู่ได้รับาเ็สาหัส คาดว่าอีกไม่นาน ตระกูลลู่คงตอบโต้คืนแน่
เมื่อตอนที่ลู่อวี่และคณะเดินทางมาถึงเป่ยหยวนอย่างเร่งรีบ ก็เป็เวลาพลบค่ำของวันที่สองแล้ว
ลู่อวี่กล่าวขึ้น “ไปยังตระกูลจางทันที ผู้ใดที่กล้าทำร้ายคนของตระกูลลู่ของเรา คิดจะนอนหลับฝันดีอยู่ทั้งคืนไม่ได้!”
ลู่อวี่พูดเช่นนี้ แม้แต่ลู่หยวนจือที่ตั้งใจจะไปดูลูกชายก่อนก็ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว ในเมื่อลูกชายก็เป็เช่นนั้นแล้ว แม้ว่ายังไม่มีอันตรายถึงชีวิตในตอนนี้ แต่มีคนปรุงโอสถขั้นห้าอย่างนายน้อยอยู่ที่นี่ เขายังจะกลัวว่าจะรักษาไม่หายอีกหรือ เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว ใจที่ตึงเครียดถึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“อีกฝ่ายมีความแข็งแกร่งอย่างไร? มียอดฝีมือใดบ้าง?” แม้ครั้งนี้ลู่อวี่จะมาช่วยตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนเป็หลัก แต่ที่จริงแล้วหลักๆ คืออยากจะฝึกฝนประสบการณ์การต่อสู้ของตนเองด้วย
ลู่หยวนจือพยักหน้าและกล่าวว่า “นอกจากจางอวิ๋นประมุขตระกูลจางที่มีพลังยุทธ์่ต้นขั้นตงซวนแล้ว ก็มีแต่ผู้เฒ่า่ปลายขั้นฟันฝ่าสองคนของตระกูลจาง นอกนั้นก็จะเป็ยอดฝีมือขั้นฟันฝ่าที่ไม่สำคัญนักเพียงไม่กี่คน”
พลังยุทธ์ขั้นตงซวน? ลู่อวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แม้ว่าพลังยุทธ์ของเขาจะอยู่ใน่กลางขั้นฟันฝ่าเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็พลังวิเศษที่เขามี หรือทักษะการฝึกฝน รวมไปถึงประสบการณ์ในอดีตชาติของเขา ก็ไม่ใช่สิ่งที่ประมุขของตระกูลจางจะเทียบได้ แม้ว่าพลังยุทธ์จะต่างกันค่อนข้างมาก แต่ก็ใช่ว่าจะชดเชยได้ในด้านอื่นๆ ไม่ได้
