‘เข้าใจอะไรกัน พูดเองเออเองเอาทั้งนั้น’
ร่างเล็กหมุนตัวกลับ ก้าวเดินได้เพียงสองก้าวก็ถูกเสียงหนึ่งเรียกไว้ ฟู่เซียงเซียงหันไปมองเ้าของมือขาวผ่องกวักมือเรียกจากตรอกด้านข้าง นางจำหญิงสาวผู้นั้นได้เป็อย่างดีจึงเดินตรงไปหาพร้อมรอยยิ้ม
“พี่เหมยลี่” เด็กสาวที่อยู่ในชุดเด็กหนุ่มเอ่ยทัก “ท่านมาซื้อของที่ตลาดหรือ?”
“ข้ามาดักพบเ้าต่างหากล่ะ” หญิงสาวทำตาดุใส่ ทว่าเมื่อเห็นว่าด้านหลังฟู่เซียงเซียงมีบุรุษสวมชุดดำท่าทางน่ากลัวยืนอยู่ นางก็พูดไม่ออก ฟู่เซียงเซียงเข้าใจในทันที นางกุมมือเหมยลี่แล้วพูดปนหัวเราะ
“เขามากับข้า ว่าแต่พี่เหมยลี่มีเื่อันใดรึ”
เหมยลี่ลอบมองชายในชุดดำอีกครั้งแล้วยกพัดขึ้นป้องปากกระซิบ “พี่น้องไม่ค่อยสบาย เ้าช่วยไปดูอาการสักหน่อยเถิด”
“ท่านหมอจูห้ามไม่ให้ข้าออกตรวจคนไข้เพียงลำพัง” ฟู่เซียง เซียงรีบพูดขึ้น แต่อีกฝ่ายดูไม่สนใจนัก
“เ้าก็รู้ว่าถ้าพวกเราไปหาท่านหมอที่โรงหมอหรือเชิญท่านหมอไปตรวจ หากมีคนรู้เข้าจะคิดว่าเจ็บป่วยหนักนะสิ”
“แล้วที่มาเรียกข้าก็ไม่ใช่เพราะเจ็บป่วยหรอกหรือ?” นางเอียงคอถามอย่างสงสัย เหมยลี่กระทืบเท้าไม่พอใจแล้วเปลี่ยนเป็จูงมือฟู่เซียงเซียงให้เดินไปตามตรอกจนไปถึงหอนางโลมแห่งหนึ่ง แต่เหมยลี่พาเข้าไปโดยใช้ประตูด้านหลัง ชายหนุ่มขมวดคิ้วไม่คิดว่าเด็กสาวจะมาสถานที่เช่นนี้ แต่ดูเหมือนนางคุ้นเคยกับคนที่นี่
เด็กสาวหันมาทางอี้เฉิน นางยื่นมือไปรับล่วมยาจากเขาแล้วพูดขึ้น “ข้างในมีแต่สตรี เ้าเข้าไปไม่ได้ต้องรอด้านนอก”
ฟู่เซียงเซียงเห็นสายตาของอี้เฉินมีค่อยไว้ใจนัก เขามองข้ามศีรษะนางไปด้านหลัง นางขยับตัวใช้ตัวเองบังไว้ทั้งที่รู้ว่าเขามองเห็นหลังบานประตูที่แง้มอยู่
“ไม่ต้องห่วง ข้าเคยมาที่นี่” นางยืนยัน “เ้ารอข้าอย่าเที่ยวเล่นซุกซน”
นางดุเขาราวกับตนเองเป็ผู้ใหญ่แล้วผลุบหายเข้าไปในห้อง ท่าทางทึ่มทื่อทำให้หญิงสาวสองสามคนที่ได้ยินพากันหัวเราะคิกคัก
“ไม่ต้องหวงนางหรอก พวกเราไม่ได้ทำร้ายนางแค่เชิญนางมาตรวจพี่ๆน้องๆเท่านั้นเอง” หญิงสาวคนหนึ่งปรายตามองชายหนุ่มในชุดดำแล้วยิ้มพราย “เ้าไปดื่มชากับข้าก่อนดีกว่า”
ชายหนุ่มขยับเท้าเพียงเล็กน้อยเพื่อหลบมือเรียวที่ยื่นมาหมายแตะร่างกาย ท่าทางดุดันทำให้มือนั้นชะงักไปทันที เป็จังหวะเดียวกับที่หางตาเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่าง เขาสาวเท้าก้าวตามไปทันทีไม่สนใจว่าหญิงสาวเ่าั้จะเรียกเขาไว้
หลังบานประตูปิดสนิท ฟู่เซียงเซียงเดินตรงไปยังหลังม่านปักลายดอกเบญจมาศ มีหญิงสาวกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียง ฟู่เซียงเซียงคลี่ยิ้มทักทายแล้วนั่งลงที่เก้าอี้กลมริมเตียง
“พี่ลี่หรูไม่สบายหรือเ้าคะ”
“เจ็บป่วยเล็กน้อยแต่เกรงจะว่าวันหน้าจะเป็มาก เ้าช่วยตรวจดูสักหน่อยสิ”
“แต่ว่า...ท่านหมอจูสั่งห้ามไม่ให้ข้าออกตรวจเพียงลำพัง”
“แล้วอย่างไร ถ้าไม่พูดก็ไม่มีใครรู้” ลี่หรูหัวเราะเบาๆ แต่น้ำเสียงแหบแห้ง
“พี่ลี่หรูมีอาการใดบ้างเ้าคะ”
แม้ในห้องมีแต่สตรี แต่บางเื่ก็ไม่อาจพูดเสียงดังนั้น ลี่หรูทำท่าป้องปากกระซิบ ฟู่เซียงเซียงก็เอียงใบหน้าเข้าไปรับฟัง นางฟังอย่างตั้งใจแล้วจึงขอจับชีพจรแล้วให้ลี่หรูอ้าปากดูลิ้น
“อาการม้ามพร่องเ้าค่ะ ( 脾虚 ) เมื่อม้ามและกระเพาะพร่องไม่มีแรง เกิดเป็ความชื้นขึ้น และกลายเป็ตกขาว จะเป็ ๆ หาย ๆ อาการมักกลับมาเมื่อร่างกายอ่อนแอ พี่ลี่หรูมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ลิ้นซีด รักษาโดยใช้ยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงชี่เสริมม้าม ดึงหยางขึ้นขับชื้น เพื่อรักษาอาการตกขาว ระหว่างนี้พี่ลี่หรูควรงดอาหารหมักดองและรสจัด หลังเสร็จกามกิจแล้วทำความสะอาดทันที ผลัดเปลี่ยนกางเกงชั้นในบ่อยๆ ก็ช่วยให้หายได้เร็วขึ้นเ้าค่ะ”
“ไม่หนักหนาใช่หรือไม่”
ฟู่เซียงเซียงพยักหน้ารับ “แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะรักษายากเ้าค่ะ”
ลี่หรูถอนหายใจโล่งอก เื่พวกนี้แม้แต่นางโลมด้วยกันยังไม่อยากให้รู้ มิใช่เขินอาย แต่จะกลายเป็แยกลูกค้ากันเอง นางเองก็ลองหลายวิธีแต่ไม่เป็ผล เห็นทีต้องลองเชื่อหมอหญิงผู้นี้ดูสักหน่อย ครั้งก่อนก็ได้นางช่วยชี้แนะเื่อาการอาหารไม่ย่อยจึงมีกลิ่นปาก
เด็กสาวเขียนเทียบยาให้ ได้แต่แอบหวังว่าเื่นี้จะไปไม่ถึงหูของท่านหมอจู เขาเพิ่งรับนางเป็ศิษย์เสียด้วย ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นก็มีหญิงคณิกาในหอนางโลมมารอให้นางตรวจอาการ คนเดือดร้อนมาอยู่ตรงหน้า หากไม่ทำอะไรเลยนางก็ทำไม่ได้ นางจึงตรวจอาการหญิงคณิกาอีกสองสามคน ใช้เวลาเกือบชั่วยามจึงแล้วเสร็จ เมื่อเดินออกมาไม่พบอี้เฉิน ความกังวลใจก็เกิดขึ้น
“ชายสวมชุดดำที่มาพร้อมข้าล่ะ” นางหันไปถามเหมยลี่
“ก็เห็นเดินไปทางโน้น อืม...ข้าให้คนไปตามดีไหม”
“ข้าไปเองก็ได้เ้าค่ะ อย่างไรขอตัวกลับก่อนนะเ้าคะ”
ฟู่เซียงเซียงเอ่ยลาแล้วรีบเดินไปตามทางที่เหมยลี่ชี้ นางเห็นแผ่นหลังของอี้เฉินอยู่ไม่ไกลนัก ทว่าเมื่อยื่นมือไปแตะด้านหลัง คนที่หันกลับมากลับไม่ใช่คนที่ตามหา
“ขออภัย ข้าทักคนผิดขอรับ” นางพยายามดัดเสียงให้เป็เด็กหนุ่ม แล้วถอยหลังออกมาแต่คนผู้นั้นคว้าข้อมือนางแล้วกระชากเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นสุราเหม็นหึ่ง
“ข้าอนุญาตให้ไปแล้วรึ” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบแต่แววตาแข็งกร้าวคู่นั้นบ่งบอกได้ชัดว่าเขาไม่ได้ธรรมดาเหมือนเสื้อผ้าที่สวมอยู่ แม้อี้เฉินรูปร่างสูงใหญ่นิ่งเงียบตลอดเวลา แต่ไม่เคยมีท่าทีคุกคามเช่นนี้
ฟู่เซียงเซียงถอยหนีจนแผ่นหลังชิดประตูบานหนึ่ง นางกวาดตามองหาช่องทางหลบหนี ชายตรงหน้าดูพอใจกับท่าทางหวาดกลัวของนาง เขาหัวเราะและยื่นมือไปหมายเชยคางนางขึ้น แต่ยังไม่ทันได้ััผิวเนียนละเอียดดุจหยกใส มือข้างนั้นก็ถูกกระชากไว้ก่อน คนถูกขัดจังหวะอ้าปากจะส่งเสียงต่อว่าแต่เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาที่พร้อมจะฆ่าคนได้ก็ทำให้หุบปากไปทันที
“อี้เฉิน” ฟู่เซียงเซียงยิ้มออกมาแม้หางตาจะมีประกายน้ำตาเอ่อคลอ นางกลัวว่าอี้เฉินจะบีบข้อมือคนผู้นั้นจนกระดูกแหลกจึงรีบก้าวออกไปแตะมือเขาไว้เป็เชิงเรียกสติ
“เ้ามาแล้ว เรากลับกันเถิด”
นางรีบเดินออกมาทำให้อี้เฉินปล่อยมือแล้วเดินตามนางอย่างเงียบๆ เด็กสาวเดินพ้นหอนางโลมพอสมควรแล้วจึงผ่อนฝีเท้าลงแล้วหันมายิ้มให้กับชายชุดดำที่เดินตามนางอยู่ไม่ห่าง
“เ้าคงสมเพชข้าอยู่สินะ” นางยกหลังมือเช็ดหางตาอีกครั้งจนมั่นใจว่าจะไม่มีคราบน้ำตาแล้วจึงพูดต่อ “อย่าเล่าเื่นี้ให้แม่นมหวงกับจางลี่รู้นะ พวกนางเป็หวงข้ามาก”
‘เ้าลืมหรือไรว่าเ้าทำให้ผู้อื่นคิดว่าข้าเป็ใบ้’
ทว่าเขากลับพยักหน้าตามที่นางร้องขอ
“เมื่อครู่...ขอบใจเ้ามากนะ” นางหัวเราะออกมา “มีเ้าเป็ผู้ติดตามก็ดีไม่น้อย อีกหน่อยไม่มีใครกล้ารังแกข้าแน่”
เสียงหัวเราะของนางกลับมาสดใสอีกครั้ง ทว่าภาพที่นางหวาดกลัวจนใบหน้าไร้สีเืยังคงติดตาทำให้อยากดูแลนางเหลือเกิน แต่ในเวลานี้เขามีหน้าที่ที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วง
หวังว่านางจะรอเขาได้.
