บทที่ 128 น่าหมั่นไส้อย่างไม่มีผู้ใดทัดเทียม
ฉินชูนิ่งเงียบไป พลังความสามารถขั้นหลิงหยวนยังไม่พอนัก เขาเองก็ไม่เข้าใจ ว่าในอดีตอีกฝ่ายมีความแค้นใหญ่หลวงเช่นไร ถึงต้องตัดรากถอนโคนเช่นนี้
จากภาพเหตุการณ์ที่โม่เต้าจื่อย้อนนิมิตให้ดู ฉินชูพอจะดูออก ว่าเป้าหมายหลักที่คนชุดดำที่ล้อมโจมตีบุรุษชุดครามและสตรีชุดขาว คือตัวเขาเองที่ยังอยู่ในผ้าห่อตัวเด็ก
ความเป็จริงนั้นชัดยิ่งนัก เพราะหลังผ้าห่อตัวเด็กถูกแทงทะลุ การโจมตีของคนชุดดำก็อ่อนกำลังลง แม้จะถูกสตรีชุดขาวปลิดชีพ แต่ลักษณะการโจมตีก็เปลี่ยนไป ตอนแรกรุกโจมตีเต็มกำลัง ภายหลังคิดล่าถอย จึงถูกสตรีชุดขาวปลิดชีพระหว่างถอยร่น
เมื่อคิดถึงสภาพอันน่าเวทนาของบุรุษชุดครามและสตรีชุดขาว ภายในใจฉินชูพลันรู้สึกเ็ป ในจังหวะนี้เอง แผ่นอกของเขาเกิดความร้อนแผดเผาขึ้นอีกครั้ง
ฉินชูที่รู้สึกทรมานนั่งไม่ติดอีกต่อไป ตัวของฉินชูงอก่องอขิงจนล้มลงไป
“ฉินชู เ้าเป็อะไรไป? เหตุใดถึงได้ตัวร้อนเช่นนี้!” เฉียนหลิงอู่มาหยุดอยู่ข้างกายฉินชู นางประคองฉินชูให้ลุกขึ้น จึงได้สังเกตเห็นความผิดปกติ
“รีบไปหาน้ำเย็นมารดข้าเร็ว ร้อนเกินไปแล้ว!” ฉินชูะโบอกเฉียนหลิงอู่
เฉียนหลิงอู่ปล่อยฉินชูออก แล้วรีบไปหาน้ำทันที ยามนี้นางเองก็รู้สึกงงงันเล็กน้อย ไม่รู้ว่าฉินชูเป็อะไรกันแน่
ยามเฉียนหลิงอู่หาบน้ำสองถังกลับมา ร่างกายของฉินชูที่อยู่ในห้องก็มีควันขึ้นแล้ว เสื้อผ้าตรงแผ่นอกเกิดการเผาไหม้
เฉียนหลิงอู่เทน้ำในถังใส่ตัวฉินชู เมื่อน้ำรดไปบนตัว ก็เหมือนเทใส่แผ่นเหล็กก็มิปาน มันระเหยจากน้ำกลายเป็ไอน้ำสีขาวนวล
เมื่อรู้สึกว่าตัวเองดีขึ้นเล็กน้อย ฉินชูจึงวิ่งเข้าไปในลาน ไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก ะโเข้าไปในโอ่งใหญ่ในลาน จึงค่อยสงบลงได้
หลังจากร่างกายหายร้อนแล้ว ฉินชูจึงปีนออกมาจากโอ่งน้ำ
ฉินชูฉีกทึ้งเสื้อผ้าขาดบนกายทิ้ง ก่อนสวมใส่เสื้อผ้าสะอาดตัวใหม่ ยังดีที่กางเกงไม่เป็อะไร มิเช่นนั้นคงน่าอายเป็อย่างมาก
“ฉินชูเ้าเป็อะไรกันแน่?” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมเอ่ยถาม
“ข้าเป็เช่นนี้สองครั้งแล้ว หากไม่ใช่เพราะร่างกายของข้าค่อนข้างแข็งแกร่ง คงเผาข้าจนตายไปแล้ว” ฉินชูกล่าว
“หรือจะเป็เพราะสายเืศักดิ์สิทธิ์?” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมเอ่ยถาม
หลังจากลังเลครู่หนึ่ง ฉินชูจึงพยักหน้า เขาเองก็คิดว่าเป็เพราะสายเืศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ล้วนเริ่มต้นจากช่องอกที่มีสายเืศักดิ์สิทธิ์อยู่
“คนนอกไม่รู้ว่าปัญหาเื่สายเืศักดิ์สิทธิ์เป็เช่นไร บางทีมีแต่ตระกูลของเ้าที่รู้ ดูท่าปัญหาเื่การสืบหาชาติกำเนิดของเ้าจะรอช้าไม่ได้แล้ว” เฉียนหลิงอู่ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหาแล้ว
ฉินชูพยักหน้า “ไว้ข้าจะหลอมโอสถที่มีธาตุเย็น เพื่อใช้ในยามจำเป็”
“เื่สมุนไพรข้าจะช่วยเ้าคิดหาวิธีเอง” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“เช่นนั้นข้าขอขอบคุณท่านล่วงหน้า” ฉินชูกล่าว
เฉียนหลิงอู่ให้ฉินชูรอนาง แล้วนางก็ออกจากลานที่พักไป ครึ่งชั่วยามให้หลังจึงกลับมา
“ท่านไปที่ไหนมา?” ยามนี้สภาวะของฉินชูฟื้นฟูแล้ว ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
เฉียนหลิงอู่นั่งลง “ราชวงศ์เฉียนมีกำลังคนปักหลักอยู่บริเวณรอบนอกหมู่บ้านเทียนเซียง ข้าให้คนนำป้ายคำสั่งของข้า ไปหาสมุนไพรธาตุเย็นให้เ้า”
“ลำบากท่านแล้ว” ฉินชูกล่าว
“ระหว่างเราไม่ต้องเกรงใจก็ได้” เฉียนหลิงอู่ยิ้มพร้อมกล่าว
ยามเห็นใบหน้าของเฉียนหลิงอู่ที่แย้มรอยยิ้มพราวเช่นนั้น ฉินชูก็ตกอยู่ในภวังค์เหม่อลอยเล็กน้อย ตัวเฉียนหลิงอู่มีบุคลิกสองแบบ รูปแบบแรกคือความเ็าที่ทำให้ผู้อื่นไม่กล้าเข้าใกล้ อีกรูปแบบหนึ่งคือความอ่อนโยน ที่มีรอยยิ้มประหนึ่งสายลมฤดูใบไม้ผลิในเดือนสาม ทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก
“มองอะไรของเ้า? คนที่บ้านไม่เคยบอกหรือ ว่ามองสตรีเช่นนี้ไม่ได้... ข้าขอโทษด้วย!” เฉียนหลิงอู่กล่าวไปกึ่งหนึ่งก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย ถ้อยวาจาเปลี่ยนจากตำหนิเป็ขอขมาทันที เพราะคนในครอบครัวคือความเ็ปในใจฉินชู เขาไม่มีคนที่บ้านคอยสอนสั่ง
“ไม่เป็ไร ต่อไปข้าจะระวังมากขึ้น เพื่อไม่ให้ถูกด่าว่าไม่มีใครสั่งสอน แต่พูดตามจริง ท่านผู้เฒ่าสอนสั่งข้าเื่การประพฤติตัวไว้มาก เมื่อครู่นี้ข้าเหม่อไปเอง คงเสียมารยาทต่อท่าน” ฉินชูกล่าว
“ความจริงของดีงาม ใครก็อยากมองให้นาน เื่นี้ไม่มีผู้ใดผิด แต่เหตุใดข้าถึงรู้สึกเหมือนกำลังชมตัวเองเล่า?” เฉียนหลิงอู่ยิ้มพร้อมกล่าว นางอยากปลอบโยนฉินชู เพราะนางรู้ว่าฉินชูลำบากมาไม่น้อย นอกจากนั้น ดูจากประสบการณ์ชีวิตใน่สองปีที่ผ่านมา เขาก็ประพฤติตนอย่างมีหลักการ ทั้งยังใฝ่หาความก้าวหน้า ตระกูลใหญ่ต่างๆ ไม่อาจอบรมให้เป็เช่นนี้ได้แน่
พูดคุยกันพักหนึ่ง เฉียนหลิงอู่จึงออกไป เพราะม่านราตรีกำลังมาเยือน นางอยู่ในห้องของฉินชูคงไม่เหมาะสม ถึงอย่างไรยามนี้ก็ต่างจากตอนอยู่ที่ยอดเขาชิงจู๋ ที่นั่นมีเพียงนางกับฉินชู แต่บัดนี้ในตำแหน่งที่ไม่ห่างจากห้องของฉินชู มีโม่เต้าจื่อและหลิงหยุนจื่อพักอาศัยอยู่ด้วย
โม่เต้าจื่อและหลิงหยุนจื่อกำลังดื่มน้ำชา และพูดคุยสนทนากัน
“ศิษย์พี่ วิธีการของเฉียนหลิงเทียนช่างเหี้ยมนัก ให้พวกเขาสู้กันเองก่อน แบบนี้จะทำให้พลังความสามารถของพวกเขาเสียหายอย่างหนัก” หลิงหยุนจื่อกล่าว
“เ้าหมอนี่อดทนอดกลั้นได้อย่างแท้จริง ใครจะคาดคิดว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่แห่งนี้จะเป็จักรพรรดิเฉียนที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเล่า? แสร้งอ่อนแอเพื่อเอาชนะผู้แข็งแกร่ง ไม่ว่ายามใดก็เป็แผนการที่ใช้ได้ดี เพราะใครก็คาดไม่ถึง เหมือนอย่างครานี้ สำนักใหญ่ทั้งสามก็ไม่มีทางคาดถึง ว่าผู้ฝึกตนบุรุษขั้นหกหวางเจ่อที่ปรากฏตัวจะเป็คนของราชวงศ์เฉียน เป็ไปไม่ได้เลยที่สามสำนักใหญ่จะไม่ตกหลุมพราง” โม่เต้าจื่อกล่าว
หลิงหยุนจื่อพยักหน้า เขาเห็นด้วยกับเื่นี้ แผนการของเฉียนหลิงเทียนล้ำเลิศอย่างแท้จริง
“ให้พวกเขาต่อสู้กันระยะหนึ่ง รอให้พลังความสามารถลดทอนไประดับหนึ่งก่อน พวกเรากับราชวงศ์เฉียนค่อยลงมือพร้อมกัน ถึงจะขับไล่กลุ่มอิทธิพลจากแคว้นหนานฮวางและแคว้นหนานหลีออกไปได้โดยไร้ซึ่งปัญหา ที่สำคัญคือหลังจากนั้น หากกลุ่มอิทธิพลของแคว้นหนานฮวางและแคว้นหนานหลีทนความโมโหไม่ได้ แล้วคิดจะร่วมมือกันมาบุก คงเป็ปัญหาที่ยุ่งยากไม่น้อย” โม่เต้าจื่อกล่าว
“แค่ยุ่งยาก? ไม่มีอันตรายหรือ?” หลิงหยุนจื่อมองโม่เต้าจื่อพร้อมเอ่ยถาม
“นั่นเป็คราวเคราะห์ แต่ระหว่างนั้นย่อมมีความเปลี่ยนแปลง ถึงไม่อาจพยากรณ์รายละเอียดของความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ แต่สำนักชิงหยุนไม่มีทางล่มสลาย เื่นี้ข้ามั่นใจ นอกจากนั้น ชะตาของสำนักชิงหยุนของเราอาจดีขึ้นด้วย” โม่เต้าจื่อกล่าว
“เช่นนั้นก็ดี” หลิงหยุนจื่อผ่อนลมหายใจยาว เขาเป็ห่วงมาตลอดว่าการปะทะใหญ่คราวนี้ จะมีภัยคุกคามต่อการสืบทอดของสำนักชิงหยุน
...
“ความจริงนับั้แ่ป้ายคำสั่งชิงหวางกลับคืนสู่สำนัก มหาตราเวทของสำนักพัฒนาขึ้น สภาวะของสำนักชิงหยุนเปลี่ยนไปแล้ว” โม่เต้าจื่อกล่าว
ฉินชูฝึกฝนอยู่ในห้องทุกวัน บางครั้งจะประลองกับเฉียนหลิงอู่ ฉินชูฝึกฝนกระบี่พันคลื่น เฉียนหลิงอู่ค้นหาช่องโหว่เพลงทวนของตัวเอง ลานที่พักค่อนข้างลับตา ย่อมไม่ถูกผู้ใดพบเห็น
วันนี้ฉินชูและเฉียนหลิงอู่เพิ่งฝึกฝนเสร็จ บุรุษผู้หนึ่งที่สวมชุดดำก็ได้เข้ามาภายในลาน บนชุดดำของเขามีการใช้ด้ายสีทองปักเป็รูปูเาลำน้ำไว้ นั่นคือเฉียนหลิงเทียน
“เสด็จพี่ สถานการณ์ในตอนนี้เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?” เฉียนหลิงอู่มองเฉียนหลิงเทียนพร้อมเอ่ยถาม
“ทุกอย่างราบรื่นดี ทั้งสามสำนักกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ผู้ฝึกตนขั้นหวางเจ่อของราชวงศ์ดาราเหมันต์และสำนักดาบโลหิตล้วนมาแล้ว พวกเขายังไปตักเตือนพี่ด้วย ว่าอย่าได้ยุ่งกับเื่นี้ มิเช่นนั้นจะสังหารพี่เสีย ตอนนั้นทำให้พี่ใจนมือสั่นเลยทีเดียว” หลังจากนั่งลง เฉียนหลิงเทียนจึงเอ่ยปากกล่าว
น่าหมั่นไส้! ช่างน่าหมั่นไส้อย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ฉินชูคิดกับเฉียนหลิงเทียน
กลัวหรือ... เฉียนหลิงเทียนผู้นี้หรือจะกลัว?
