“เพียะ”
นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งยังคงตวัดแส้ลงไปอย่างต่อเนื่องโดยที่นักบุญสาวไม่สามารถจะหลบหนีไปไหนได้เธอทำได้เพียงแค่ลืมตามองไปยังผ้าอันขาดวิ่นที่กำลังตวัดฟาดลงมาที่ตัวของเธอ
หลินลั่วหรานเพ่งความสนใจไปที่เสียงที่ดังออกมาจากผ้าผืนนั้นมันฟังดูไม่เหมือนกับตอนที่ฟาดลงบนตัวของเ้าวัวขาเดียว ดังนั้นนักบุญสาวจึงไม่ได้ตัวเล็กลงแต่กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หลังจากที่นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งฟาดสายแส้ลงไปเป็ครั้งสุดท้ายแสงกลุ่มหนึ่งก็ลอยออกมาจากหน้าผากของเป่าเจีย ก่อนที่จะรีบหนีลงไปยังใต้ดินลาวาเ่าั้ก็หายตามกลุ่มแสงไปด้วย
นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งตามติดลงไปยังใต้ดินหลินลั่วหรานรีบเข้าไปรับร่างกายอันอ่อนปวกเปียกของเป่าเจียเอาไว้ดวงตาของเป่าเจียปิดสนิท ใบหน้าของเธอดูสงบไร้ซึ่งความรู้สึกในตอนที่หลินลั่วหรานจับลงบนข้อมือของเธอหลินลั่วหรานยังคงััถึงอัตราการเต้นของหัวใจของเธอได้ ยังดีที่เป่าเจียยังคงมีชีวิตอยู่
ขอเพียงแค่มีชีวิตอยู่ ก็ยังคงมีความหวังหลินลั่วหรานจึงลดความกังวลลงไปได้มาก
ไม่นานนักเนินทรายก็เข้าปกคลุมร่องรอยเผาไหม้ของลาวาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ถ้าหากว่าไม่มีเศษบันไดหยกและเ้าวัวขาเดียวที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า หลินลั่วหรานก็อาจจะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเป็เพียงความฝันของเธอ
เมื่อคิดดูดีๆ คืนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างนะ?
หญิงสาวคนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่านักบุญสาวและมีความเป็ไปได้ว่าอาจจะเป็ลูกสาวขององค์จักรพรรดิเหลืองอย่างฮั่นป๋าเธอใช้วิธีถอดจิตเข้าสิงร่างของเป่าเจียและพยายามที่จะขึ้นบันไดหยกเพื่อที่จะออกไปจาก...โลก?
สายตาของหลินลั่วหรานอดที่จะขยับเคลื่อนไปที่บริเวณด้านข้างไม่ได้เศษของบันไดหยกยังคงฝังอยู่ในทะเลทราย มันถูกเม็ดทรายปกคลุมไปกว่าครึ่งแม้มันจะยังคงมีขนาดใหญ่ แต่เมื่อเทียบกับตอนที่สูงตระหง่านขึ้นไปบนฟ้าก็ยังถือว่าเล็กลงมากทีเดียว
นี่เห็นได้ชัดว่า มันคือส่วนที่ผ่านการสกัดกลั่นมาแล้วหลินลั่วหรานไม่รู้ว่านักปราชญ์จัดการทำลายมันลงได้อย่างไรเธอเคยทำงานที่บริษัทหลิ่วชื่อ ทำให้มีความรู้และเข้าใจประเภทหยกดีกว่าคนธรรมดาแต่แม้ว่าจะเทียบกันกับก้อนหยกที่เธอรู้จักมากมายหลายชนิด รวมทั้งข้อมูลที่ท่านเทพป๋ายให้เธอมาเธอก็ยังคงไม่สามารถแยกแยะชนิดของหยกเหล่านี้ได้
ภายนอกของมันดูขาวนวล ด้านในประกอบไปด้วยลำแสงสีเขียวเปล่งประกายสีแบบนี้ดูคุ้นตาแปลกๆ หลินลั่วหรานหันไปมองที่เ้าจิ้งจอกน้อยก่อนที่มันจะทำสายตาไม่รับรู้อะไรส่งกลับมาหลินลั่วหรานรู้ดีว่าเ้าจิ้งจอกน้อยที่เล่ห์เหลี่ยมมากตัวนี้แม้ว่ามันจะรู้อะไรแต่ก็ไม่สามารถจะพูดออกมาได้ เธอจึงต้องละทิ้งความคิดนี้ไป
เธอวางมือลงบนเศษหยก เดิมที่เธอตั้งใจจะััถึงภายในของก้อนหยกเท่านั้นแต่ใครจะรู้ว่า เมื่อเสียงครืดดังขึ้น เศษก้อนหยกก็ขยับสั่นไหวด้วยตัวของมันเองหลินลั่วหรานคิดว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไร เธอใขึ้นมาก่อนที่จะมองไปยังเ้าวัวอย่างหวาดระแวงแต่ตัวมันก็ยังคงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและใสซื่อ
เศษหยกนั้นต่างขยับเคลื่อนไหวขึ้นมาด้วยตัวเองก่อนที่จะเกิดเป็รูปร่างของขั้นบันไดขึ้นมาอีกครั้ง หลินลั่วหรานขยับถอยหลังออกมาบันไดหยกหดเล็กลง ก่อนที่จะกลายเป็รูปร่างของบันไดและลอยเข้ามาทางตัวของหลินลั่วหราน
หลินลั่วหรานกางมือออกอย่างไม่ทราบสาเหตุ บันไดหยกในฉบับย่อส่วนร่วงหล่นลงมาในมือของเธอก่อนที่จะส่องแสงประกายสะดุดตาออกมา มันให้ความรู้สึกสวยงามราวกับก้อนคริสตัลใสเพียงแต่พื้นผิวของมันเต็มไปด้วยรอยแตก ขั้นบันไดนั้นมีทั้งหมดเก้าขั้นเมื่อนึกถึงขนาดอันใหญ่โตสูงตระหง่านฟ้าของมัน ก็ไม่รู้ว่าใครใช้จิตกลั่นมันขึ้นมา
หลินลั่วหรานอดที่จะมองพิจารณาบันไดหยกเ่าั้ขึ้นมาไม่ได้ก่อนจะพบว่าด้านหลังของมันเปล่งประกายแสงเล็กๆ อยู่มันดูราวกับดวงดาวมากมายที่บนท้องฟ้า
ดาวดวงใหญ่นั้นถูกล้อมรอบไปด้วยดาวดวงเล็กมากมายหลินลั่วหรานจ้องมองจนเผลอสติหลุดลอยไปโดยไม่ทันได้รู้ตัว
ยิ่งมอง เธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามันดูคุ้นตา
หากว่าพวกแสงเหล่านี้สามารถโคจรหมุนวนไปตามวิถีโคจรได้...หลินลั่วหรานเงยหน้าขึ้นมองไปยังดวงดาวมากมายเต็มฟ้าแสงประกายวับวาวขึ้น ระบบสุริยะ? ลำแสงพวกนี้ก็คือระบบสุริยะ!
บนขั้นบันไดดูเหมือนว่าจะมีของบางอย่างที่ดึงดูดเอาจิตความคิดของหลินลั่วหรานเข้าไปในช่องว่างอันไร้ขอบเขตราวกับว่าจักรวาลดวงดาวจะแผ่ขยายขึ้นต่อหน้าของเธอ
มีทั้งดวงเล็กและดวงใหญ่ ดวงดาวที่อยู่ใกล้ที่สุดคือดวงดาวสีฟ้าสดใสดวงหนึ่ง มันดูราวกับลูกแก้วใส เมื่อถูกวางอยู่ในช่องว่างสีดำสนิทมันเด่นสะดุดตาขึ้นมา มันถูกปกคลุมไปด้วยน้ำกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ และเพราะว่ารูปร่างลักษณะของมันดูคุ้นตามากทำให้เธอสามารถรู้ได้ในทันทีว่ามันคือโลก
นอกจากนี้ เธอก็ยังพบว่ายังมีดาวที่อยู่ใกล้ๆ อีก เมื่อความคิดขยับลอยไปดาวดวงนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นต่อหน้าของเธอราวกับว่าถูกดึงให้เข้ามาอยู่ที่บริเวณด้านหน้า พื้นผิวของมันเต็มไปด้วยรอยขรุขระแม้ว่าจะไม่สามารถััได้โดยตรงแต่หลินลั่วหรานก็สามารถััถึงความรู้สึกที่ถูกเวลาพัดกัดเซาะไปเ่าั้ได้หรือว่านี่จะเป็ดวงจันทร์?
เมื่อดวงจันทร์ผ่านพ้นไปแล้วบนท้องฟ้าสีดำสนิทต่างก็ประกายเต็มไปด้วยดวงดาวมากมาย ดึงดูดให้คนเข้าไปค้นหาและมันช่างดูสวยงามเสียจนไม่มีอะไรมาทดแทนได้
ในระหว่างที่หลินลั่วหรานไม่ทันได้รู้ตัวและกำลังจะมองดูที่ดวงดาวดวงต่อไป เธอก็ได้ยินเสียงะโดังขึ้นข้างหู
“ยังไม่ตื่นขึ้นอีก!”
ด้วยเสียงะโที่ดังขึ้น และเสียงร้องราวกับฟ้าผ่าของเ้าวัวขาเดียว
ในที่สุดหลินลั่วหรานก็ได้สติกลับมา ดวงตาของเธอพร่าเลือนเมื่อผ่านไปสักพัก ถึงได้มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเธอก็คือชายนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งนั่นเองเธอนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ ก่อนจะใขึ้นมา
นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งดูเหนื่อยล้าไม่รู้ว่าเขาตามกลุ่มแสงของนักบุญสาวไปแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อเห็นว่าหลินลั่วหรานได้สติกลับมาชัดเจนแล้ว เขาก็พูดขึ้น “เ้านี่ช่างกล้าเสียจริงเป็เพียงระดับพื้นฐานยังกล้าจะเข้าไปตรวจสอบแผนที่ดวงดาวหากว่าตัวข้ามาช้ากว่านี้เสียหน่อย เ้าก็คงจะติดอยู่ในแผนที่ดวงดาวเ่าั้และอาจจะหาทางกลับมาไม่ได้อีก!”
สิ่งที่เธอได้พบเมื่อสักครู่นี้ คือแผนที่ดวงดาวเหรอ? นี่เป็เพียงแค่ดวงดาวขั้นแรกเท่านั้นหากว่าเธอเริ่มจะเข้าไปตรวจสอบดวงดาวระดับสองไม่ต้องรอให้นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งปรากฏตัวออกมาก็อาจจะเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นแล้วก็ได้
ในใจของหลินลั่วหรานเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเพราะว่าค่ำคืนนี้ต่างก็ได้รับการช่วยเหลือจากนักปราชญ์ชราเธอจึงไม่อาจจะคิดเก็บสมบัติชิ้นนี้เอาไว้ได้ เธอจึงรีบยกเอาบันไดหยกส่งให้กับเขา
นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งกวาดสายตามองความจริงแล้วเขาเองก็อยากได้มันอยู่เช่นกันแต่บางทีอาจจะเป็เพราะมีจิตใจที่มั่นคงพอเขาจึงปฏิเสธความ้าของหลินลั่วหรานไป
“เ้าเก็บเอาไว้เถอะ อย่างไรก็ถือเป็ของขอบคุณที่เ้าช่วยให้เด็กสาวคนนี้ได้เข้ามาฝึกศาสตร์”
ของที่สำคัญแบบนี้ แต่นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งกลับยอมยกมันให้กับเธอเห็นได้ว่าเขานั้นให้ความสำคัญกับลูกหลานอย่างเป่าเจียมากแค่ไหนเมื่อนึกไปถึงเพื่อนรัก หลินลั่วหรานก็อดที่จะกังวลขึ้นมาไม่ได้เธอรีบอุ้มตัวของเป่าเจียขึ้นมา
“ท่านผู้าุโ เป่าเจียเธอ...” เมื่อพูดขึ้นมาดวงตาของหลินลั่วหรานก็เริ่มแดงก่ำนี่เป็ความหวังดีที่ทำให้เกิดเื่ร้ายของเธอเองถ้าหากว่าเธอไม่ชวนเป่าเจียออกมาพักผ่อนจิตใจ ไม่ลากเธอมาที่แอฟริกาแห่งนี้ก็คงจะไม่เกิดเื่แบบนี้ขึ้นใช่ไหม?
นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งตรวจสอบร่างกายของเธออีกครั้ง ก่อนที่จะถอนหายใจออกมา
“เ้าสบายใจเถอะ นางไม่ตายหรอก”
หลินลั่วหรานเช็ดจมูกของตัวเอง ก่อนที่จะสูดน้ำมูก พร้อมกับยิ้มออกมา “ท่านผู้าุโ จริงเหรอคะ? แล้วเป่าเจียจะตื่นขึ้นมาเมื่อไรเหรอคะ?”
“ก็เพียงแค่ไม่ตายเท่านั้น ตัวข้าเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่านางจะตื่นขึ้นมาเมื่อไรแม้ว่าจะเป็เพราะนางเป็หนึ่งในสายเืทำให้เ้านักบุญสาวจอมปลอมคนนั้นไม่สามารถทำร้ายเธอได้แต่ว่าด้วยระดับการฝึกศาสตร์ที่ต่ำต้อยของเด็กสาวคนนี้แหล่งความคิดของนางเพิ่งจะเริ่มปรากฏเป็รูปร่าง เมื่อถูกเข้าสิงอย่างรุนแรงมันก็ทำให้พังทลายลง ตอนนี้หากปลุกให้นางตื่นขึ้นมานางก็จะดูราวกับเด็กแรกเกิดที่มีหัวสมองเต็มไปด้วยความว่างเปล่า”
ดูราวกับว่านักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งจะไม่รู้สึกอะไรแต่คนที่ได้รับฟังอย่างหลินลั่วหรานกลับรู้สึกราวกับถูกโจมตีเข้าอย่างรุนแรงจนน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความสั่นเครือ
“อะไรคือการที่สมองของเธอจะเต็มไปด้วยความว่างเปล่าเหรอคะ...?”
นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งแสดงความเหนื่อยหน่ายออกมา เพื่อปกปิดความเหนื่อยล้า “หากจะพูดให้ชัดเจนขึ้น ตอนนี้หากปลุกนางให้ตื่นขึ้นนางก็จะกลายเป็คนบ้า!”
คนบ้า...หลินลั่วหรานจิกนิ้วลงที่บริเวณฝ่ามือของตัวเองก่อนที่จะกลั้นใจเอาไว้ไม่ให้ร้องไห้ออกมา คนที่ฉลาดและทะนงตนอย่างเป่าเจียเกรงว่าต่อให้ต้องตาย เธอก็คงไม่ยอมให้ตัวเองกลายเป็คนบ้าไปหรอก?
เธอรู้สึกว่าในใจของเธอถูกมดมากมายที่มีชื่อเรียกว่า ‘ความเสียใจ’ เข้ากัดกินและความโกรธเกลียดที่ไม่สามารถจะกำจัดออกไปได้เธอเกลียดจนอยากจะจัดการทำให้เ้านักบุญสาวนั้นร่างแหลกละเอียดไปให้หมด
“เ้าอยากจะแก้แค้นนักบุญสาวจอมปลอมนั่นใช่หรือไม่?” ความรู้สึกในใจของหลินลั่วหรานถูกเขียนติดลงบนใบหน้าของเธอ ดังนั้นเป็ไปไม่ได้ที่นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งจะมองไม่เห็น
“อืม!”
“ไม่ต้องหรอก นางถูกข้าปิดผนึกลงไปอีกครั้งแล้ว หากยังไม่ครบพันปีนางก็ไม่สามารถที่จะออกมาได้อีก”
ปิดผนึก?! นักปราชญ์บ้าคลั่งคนนี้มีระดับการฝึกศาสตร์เพียงแค่ระดับรวมพลังเท่านั้นแม้ว่าเขาจะมีแส้ตวัดิญญาอยู่ในมือแต่ก็สามารถปิดผนึกตัวละครในอดีตอย่างฮั่นป๋าได้จริงหรือ? หลินลั่วหรานเกรงว่าการไปสงสัยความสามารถคนอื่นนั้นจะไม่ดีเธอจึงได้แต่รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเท่านั้น
“เื่นี้ หากจะให้เล่าก็เป็เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อเนิ่นนานมาแล้วอย่างไรเ้าก็เคยช่วยเด็กสาวคนนี้เอาไว้ อีกทั้งทำให้นางได้เข้ามาสู่การฝึกศาสตร์ตัวข้าก็พอจะบอกกับเ้าได้อยู่บ้าง”
เห็นได้ชัดว่านักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งนั้นไม่ใช่พวกที่จะคนแกล้งทำอะไรตอนที่เขาพูดเล่าเื่ออกมา ก็พูดออกมาไปเรื่อย วุ่นวายไปหมดดูเหมือนว่าอาการบ้าคลั่งนี้จะไม่ใช่สิ่งที่เขาแกล้งแสดงออกมาแต่มีความจริงปนอยู่ด้วย ไม่รู้ว่าเขาได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างไรทำไมถึงทำให้นักปราชญ์ระดับรวมพลังคนนี้เป็บ้าขึ้นมาได้สิ่งเหล่านี้ทำเอาหลินลั่วหรานต้องถอนหายใจขึ้นมา
หลินลั่วหรานใช้เวลาสักพักกว่าจะสามารถเข้าใจเื่ราวที่เขา้าจะเล่าให้ฟังได้
ดูเหมือนว่าเื่ราวคร่าวๆ จะพูดไปถึงในสมัยอดีตในตอนแรกองค์จักรพรรดิเหลืองและชือโหยวต่างก็เป็ผู้นำของทั้งสองเผ่าที่ไม่เคยโจมตีกันหลังจากที่จักรพรรดิเหลืองมีลูกสาวนามว่าฮั่นป๋าลูกสาวคนนี้ก็ถูกดูแลขึ้นมาอย่างดี เธอมีพลังในการควบคุมไฟมาั้แ่เกิด แม้ว่าจะอยู่ในอดีตกาลที่ใครๆต่างก็มีความสามารถพิเศษ แต่พลังแบบนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นกันได้ง่ายๆดังนั้นองค์จักรพรรดิเหลืองจึงรักใคร่เธอมาก
ฮั่นป๋าค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชือโหยวแห่งตระกูลจิ่วหลีเพราะว่าเธอเป็คนที่มีจิตใจที่ดีจึงคอยให้ความช่วยเหลือกับตระกูลจิ่วหลีมาตลอดและถูกเลือกให้เป็นักบุญสาว เพราะว่าเป็คนนอกตระกูล เมื่อหลินลั่วหรานได้ฟังแล้วก็รู้สึกว่าฮั่นป๋ากับชือโหยวก็ดูมีความสัมพันธ์ที่รักใคร่กันดี
การที่จักรพรรดิเหลืองให้ลูกสาวของตัวเองไปแต่งงานกับผู้นำของตระกูลจิ่วหลีนี้ก็เหมือนกับการแต่งงานทางธุรกิจในทุกวันนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้รับประโยชน์จากกันทำให้องค์จักรพรรดิเหลืองเต็มไปด้วยความดีใจและความยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้
สิ่งที่ทำให้เื่ราวเปลี่ยนไปก็คือ วันหนึ่งที่ฮั่นป๋ากลับออกมาจากป่าและเธอก็มีนิสัยที่เปลี่ยนไปมาก ไม่เพียงแค่เธอยกเลิกหมั้นโดยไม่สนใจใครแต่ยังยั่วยุให้ทั้งสองทั้งสองฝั่งก่อาขึ้น การต่อสู้ในครั้งนี้ค่อยๆขยายออกกว้าง รายละเอียดในอดีตนั้นถูกชำระให้หายไปไม่น้อย ก่อนที่จะค่อยๆ สงบลงมา
เมื่อสงบลงแล้ว และคิดกลับไปถึงสาเหตุที่ทำให้เริ่มต่อสู้กันในตอนแรกถึงได้รู้สึกว่าฮั่นป๋าที่นิสัยเปลี่ยนแปลงไปจนโหดร้ายและเืเย็นคนนี้ดูผิดปกติไปในตอนนั้นไม่ว่าจะเป็องค์จักรพรรดิเหลืองหรือว่าชือโหยวต่างก็ไม่อาจจะหยุดการต่อสู้นี้ลงได้จนกระทั่งตัวของชือโหยวตายจากไป
ระหว่างฮั่นป๋ากับชือโหยวเกิดอะไรขึ้นนั้นหลินรั่วหลานก็ไม่อาจจะรับรู้ได้ และนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งเองก็ไม่ได้บอกออกมาเพียงแต่พูดออกมาเพียงคร่าวๆ เท่านั้นโลกใต้ดินอันกว้างใหญ่ใต้พื้นที่แห่งนี้ต่างก็เป็สถานที่ที่ชือโหยวทำขึ้นเพื่อฮั่นป๋าและมันก็คือสถานที่ฮั่นป๋าตัวปลอมใช้ในการเตรียมตัว
แน่นอนว่า ในการต่อสู้ระหว่างทั้งสองที่เกิดขึ้นองค์จักรพรรดิเหลืองนั้นไม่ใช่ผู้ที่ได้รับชัยชนะ ชือโหยวเองก็ไม่ใช่คนที่ได้รับชัยชนะคือฮั่นป๋า หลินลั่วหรานยังคงไม่เข้าใจถึงความหมายของมันนักปราชญ์บ้าคลั่งก็พูดออกมาประโยคหนึ่ง
นางเคยเป็นักบุญสาวแห่งจิ่วหลี เคยได้รับชื่อว่าว่าฮั่นป๋าเคยเป็เ้าหญิงแห่งเปลวไฟ เคยมีชื่อว่าเป่าซีเคยมีชื่อว่าต๋าจี่...หญิงสาวคนนี้ปรากฏตัวอยู่ใน่เวลาของประวัติศาสตร์และขยับเคลื่อนไหวใน่เวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์
จุดประสงค์ของเธอคืออะไร เมื่อนักปราชญ์บ้าคลั่งพูดออกมาแบบนั้นดูเหมือนว่าการล่มสลายของโลกแห่งการฝึกศาสตร์ก็มีความสัมพันธ์กับนักบุญสาวจอมปลอมคนนี้
คนเพียงคนเดียวแต่กลับสร้างผลกระทบให้กับเื่ราวบนโลกทั้งใบ...ถ้าหากว่าเธอไม่ได้ัักับพิธีบวงสรวงเืและเส้นทางสู่์ในค่ำคืนนี้ด้วยตัวเอง เธอก็คงไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน
จนกระทั่งในตอนนี้ตัวนักปราชญ์บ้าคลั่งเองยังไม่มั่นใจเลยว่านักบุญสาวจอมปลอมเป็คือใคร และมาจากที่ไหน
แต่ว่าก็มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ เธอไม่ใช่คนบนโลกนี้อย่างแน่นอน
หลินลั่วหรานรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังฟังเื่เล่าไซไฟแฟนตาซีอยู่แต่ว่าเธอเชื่อในตัวของนักปราชญ์บ้าคลั่งที่สามารถใช้ระดับรวมพลังในการปิดผนึกจิตของนักบุญสาวจอมปลอมคนนี้เอาไว้ได้ด้วยตัวเอง
เขาคือสายเืคนสุดท้ายของตระกูลจิ่วหลี
ั้แ่ยุคฮั่นมา นักฝึกลมปราณก็รุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่งและเป็เพราะว่าในประวัติศาสตร์่นั้นไม่มี ‘นักบุญสาวจอมปลอม’ คนนี้เข้ามายุ่งเกี่ยวเธอถูกตระกูลจิ่วหลีปิดผนึกเอาไว้ในโลกที่ตระกูลจิ่วหลีเคยสร้างขึ้นมาในทะเลทรายซาฮาร่า
เมื่อได้ยินว่ามันคือการตัดสินใจของตระกูลหลินลั่วหรานก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ มันต้องเป็ความแค้นแบบไหนกันนะถึงจะสามารถสร้างการตัดสินใจแบบนี้ออกมาได้?
นักปราชญ์บ้าคลั่งคือสายเืคนสุดท้าย และก็เป็เพราะสายเืแห่งจิ่วหลีจึงทำให้เป่าเจียมีชีวิตรอดออกมาจากนักบุญสาวจอมปลอมคนนั้นได้
แต่ว่าไม่ว่าสายเืจิ่วหลีจะแข็งแกร่งมากเพียงใดก็ไม่อาจจะรองรับสภาพของเป่าเจียในตอนนี้ได้อยู่ดี
แหล่งความคิดของเธอถูกทำลายลงภายในครั้งเดียวหากว่าไม่สามารถรวบรวมจิตความคิดที่แตกสลายให้กลับมาได้ เป่าเจียก็อาจจะต้องหลับใหลแบบนี้ไปตลอดชีวิตจนกระทั่งถึงบั้นปลายสุดท้าย
