เล่มที่ 4 บทที่ 105 แตกออก
ภาพแล้วภาพเล่าที่ฉายโดยดินิถู่นั้น...
ทำให้หลินเฟยรู้ชัดว่าตอนที่ิญญานี้ถูกขับออกมา มันได้ใช้เคล็ดวิชาในตำรากัดกร่อนกระดูก ทิ้งบางอย่างไว้ภายในตัวหลี่ฉุน คงคิดไว้ว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม มันค่อยถือโอกาสชิงกายเนื้อของหลี่ฉุนมา แต่ดันผิดคาดเสียก่อน เพราะหลี่ฉุนได้เข้าไปหลบในจุดที่มีเขตแดนป้องกัน แม้แต่เคล็ดวิชากัดกร่อนกระดูกจึงไม่สามารถทำอะไรเขาได้
หลังจากล้มเหลวอยู่หลายครั้ง ิญญาอาฆาตก็ยอมแพ้ในที่สุด
ชั่วขณะที่กำลังละทิ้งความพยายามนั้นเอง หลี่ฉุนก็ได้ติดต่อมันมาพอดี
เคล็ดวิชากัดกร่อนกระดูกเป็วิชาชั่วร้าย ไม่ว่าจะเป็คนธรรมหรือผู้บำเพ็ญเซียนก็ตาม หากโดนเข้าละก็ แม้เริ่มแรกจะไม่แสดงอาการออกมา ทว่าจิติญญากลับถูกกัดกร่อนไปโดยไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีก็สายไปแล้ว จากนั้นมันก็ใช้เคล็ดวิชาอันชั่วร้ายนี้บำเพ็ญจนเบิกปัญญาออกมาได้ และกลายเป็อสุรกายกุ่ยเจี้ยงด้วยระยะเวลาเพียงแค่ร้อยกว่าปีเท่านั้น
ต้องยอมรับเลยว่าหลี่ฉุนนั้นทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว
เ้านั่นคงมีจิตมุ่งมั่นแน่วแน่พอ จึงทำให้วิชากัดกร่อนกระดูกไม่สามารถเข้า่ชิงจิติญญาไปได้
แต่ว่า...
หลี่ฉุนกลับใช้เคล็ดวิชานี้ทำพันธสัญญาบางอย่างกับอสุรกายิญญาอาฆาตตนนี้
สำหรับสิ่งที่ตกลงกันก็คือ...
“หลินเฟย”
หลังจากภาพที่ฉายอยู่ตัดจบลง ก็มีประกายสังหารปรากฏขึ้นมาในดวงตาของหลินเฟย...
“ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็อย่าได้คิดกลับไปหุบเขาหมัวเจี้ยนอีกเลย” หลินเฟยโคจรพลังปล่อยปราณกระบี่ทงโยวออกมาวนรอบดินิถู่เล็กน้อย ก่อนจะสังหารอสุรกายิญญาอาฆาตลง
ชั่วขณะที่มันกำลังจะตาย ก็มีควันดำกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นมาก่อนจะพุ่งตรงไปยังดินิถู่
แต่คิดหรือว่าหลินเฟยจะยอมปล่อยไปง่ายๆ?
ทันใดนั้นปราณกระบี่ทงโยวก็ะเิสูงขึ้นไปนับสิบจ้าง กระทั่งสะบั้นทำลายควันดำจนสูญสลาย...
ในขณะเดียวกัน หลี่ฉุนก็ได้ฟื้นสติขึ้นมา หลังจากเห็นว่าเวลาผ่านไปพอสมควร เขาก็ล้วงยาออกมาสองเม็ด เพื่อบรรเทาอาการาเ็ชั่วคราว ก่อนจะค่อยๆเดินกะโผลกกะเผลกกลับไปยังอาราม
และก็เป็อย่างที่คิดไว้ พวกไป๋ซินไม่สงสัยเขาแม้แต่น้อย
หลี่ฉุนเห็นดังนั้น ก็รู้สึกพึงพอใจกับผลงานของตัวเอง...
พวกไป๋ซินไม่มีทางรู้เลยว่าในอีกสามวันข้างหน้า หุบเขากระบี่จะเกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ขึ้นมา ถึงตอนนั้นเหล่าปีศาจและอสุรกายมากมายก็จะพากันบุกเข้ามา มีั้แ่ปีศาจขั้นเยาหวังและอสุรกายขั้นกุ่ยหวัง พวกมันจะทำให้ที่นี่แปรเปลี่ยนเป็เหมือนขุมนรก ยิ่งตอนนี้ถูกถ่วงเวลาไปแล้วสองวัน ต่อให้ทางสำนักส่งผู้บำเพ็ญจิงตันมาช่วยก็เกรงว่าจะสายไปแล้ว
อีกอย่าง หลี่ฉุนยังได้บอกเบาะแสของหลินเฟยให้อสุรกายิญญาอาฆาตนั่นไปแล้วอีกด้วย เกรงว่าตอนนี้มันคงดักซุ่มอยู่ระหว่างทางแล้วแน่ๆ...
“สองวันนี้ที่หุบเขามีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เพราะก่อนหน้านี้มีแรงกดดันที่รุนแรงสองขุมปะทะกัน ดูแล้วคงจะเป็ปีศาจขั้นเยาหวังและอสุรกายขั้นกุ่ยหวังที่กำลังตีกันเป็แน่ จำเป็จะต้องรายงานเื่นี้ให้ทางสำนักส่งผู้บำเพ็ญจิงตันมารับศิษย์พี่หลิน ถึงอย่างไรก็ตามศิษย์พี่หลินคนนี้ก็เป็ศิษย์สายตรง หากเกิดอะไรขึ้นมาละก็ เกรงว่าคงจะรับผิดชอบไม่ไหว”
ตอนที่หลี่ฉุนกลับมาถึง พวกไป๋ซินก็ปรึกษาหารือกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนเห็นตรงกันว่าเื่ที่เกิดขึ้นถือว่าค่อนข้างใหญ่ พวกเขาไม่อาจรับผิดชอบไหวได้ จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือไปทางสำนัก
“หึหึ จะมีปีศาจและอสูรระดับกุ่ยหวังเยอะแยะขนาดนั้นได้อย่างไร ข้าว่าแรงกดดันสองขุมนั่น จะต้องเป็การประมือกันของพวกอสุรกายขั้นกุ่ยเจี้ยงเท่านั้นแหละ เป็ถึงศิษย์สายตรงแท้ๆ แต่แค่เจออสุรกายขั้นกุ่ยเจี้ยงก็ต้องขอความช่วยเหลือแล้ว สงสัยความสามารถของศิษย์สายตรงก็คงจะไม่เท่าไหร่หรอก...” หลี่ฉุนพูดแขวะด้วยท่าทางดูแคลน
“ศิษย์น้องหลี่” เมื่อไป๋ซินได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเขาก็คล้ำหมองลงไปทันที น้ำเสียงที่พูดก็เจือไปด้วยอารมณ์โทสะ
“หากเกิดอะไรขึ้นมา เ้าจะรับผิดชอบไหมล่ะ?”
“ข้าก็พูดไปเรื่อยเอง...” เมื่อเห็นสีหน้าย่ำแย่ของไป๋ซิน หลี่ฉุนเองก็พอจะรู้ตัวว่าตนเองพูดแรงเกินไป แต่เขาก็ไม่คิดจะยอมแพ้ง่ายๆ
“อย่างไรก็ตามข้าก็ไม่ได้พูดอะไรผิด คนที่เข้าหุบเขากระบี่ได้นั้นจะต้องมีขั้นบำเพ็ญมิ่งหุน แต่เ้าหลินเฟยกลับทนไม่ไหวแล่นถลาเข้ามาั้แ่ขั้นย่างหยวน หากเป็อะไรไปขึ้นมาจริงๆ แล้วจะโทษใครได้ล่ะ...”
ขณะที่กำลังถกเถียงกับไป๋ซิน พลังกัดกร่อนในตัวเขาก็สั่นไหวขึ้นมา
“เริ่มแล้วสินะ!”
หลี่ฉุนรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที แม้จะไม่รู้ว่าเ้าิญญานั่นได้ทิ้งพลังกัดกร่อนกระดูกไว้ในร่างของเขาได้อย่างไร แต่เพราะมีเคล็ดวิชากระบี่หมัวเจี้ยนและพลังคุ้มครองจากป้ายหินอูจินจึงสามารถสะกดและสลายพลังนี้ไปได้ จนในที่สุดเขาก็สามารถพลิกกลับมาใช้พลังนี้ในการติดต่อกับเ้าิญญานั่น และได้บอกเื่ราวของหลินเฟยไป
‘บัดนี้พลังกัดกร่อนกระดูกได้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นมาแล้ว แสดงว่าเ้าิญญาอาฆาตจะต้องลงมือสำเร็จแล้วเป็แน่’
ชั่วขณะที่หลี่ฉุนกำลังจะติดต่อเ้าอสุรกายิญญาอาฆาตอีกครั้งนั้น อยูดีๆเขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติขึ้นมา เพราะพลังกัดกร่อนกระดูกที่ถูกเคล็ดกระบี่หมัวเจี้ยนและป้ายหินอูจินสลายจนอ่อนแรงจนกลายเป็ไออสูรเจือจางกลุ่มหนึ่งนั้น บัดนี้มันกำลังเพิ่มกำลังขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวก็แทบจะขยายจนจุดตันเถียนแตกซ่านออกมาแล้ว...
“แย่แล้ว!”
หลี่ฉุนรู้ตัวทันทีว่าตนเองกำลังแย่ บัดนี้ใบหน้าของเขาถอดสีจนซีดขาว เขาไม่สนพวกไป๋ซินอีกต่อไป รีบนั่งลงเพื่อโคจรพลังปราณเข้าต้าน หวังจะกดข่มไออสูรกลุ่มนี้ลงไปได้
ทว่าในเวลานี้ ไออสูรก็กลายเป็ปราณกระบี่อันคมกริบขึ้นมา...
หลี่ฉุนรู้สึกถึงความสิ้นหวังขึ้นมาทันที
น่าเสียดายที่มันสายไปเสียแล้ว
ปราณกระบี่คมกริบะเิออกจากจุดตันเทียนของหลี่ฉุนโดยพลัน
พวกไป๋ซินที่เห็นดังนั้นก็พากันตกตะลึงจนตาค้างไปด้วยกัน
ตอนแรกหลี่ฉุนยังพูดแขวะหลินเฟยอยู่หยกๆ ทว่าจากนั้นสีหน้าของเขาก็ถอดสีลง เหงื่อผุดออกมาจนท่วมตัว ในตอนนั้นทุกคนคิดว่าอาจเป็เพราะาแจากพลังแร่จิงซ่า ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถามหลี่ฉุนว่าเป็อะไรหรือไม่ ก็พบว่าร่างของหลี่ฉุนกำลังจะปริแตกเสียแล้ว
ไม่ผิดแน่ๆ ร่างทั้งร่างนั้นกำลังจะแตกออก!
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
