ลู่เซี่ยนชิงยังมีกุ้งตัวสุดท้ายอยู่ในมือ เมื่อได้ยินดังนั้นเขาจึงปรายตามองอีกฝ่าย
"มือนายก็เจ็บเหมือนกันเหรอ"
สีหน้าของซือเชียนชิวเปลี่ยนไปทันที แต่เขาก็รีบซ่อนความอับอายไว้และฉวยโอกาสนี้เหน็บแนมฉินซือเจิงกลับ
" ... ฮ่าๆ ผมล้อเล่นน่ะครับ พวกเราเป็รุ่นน้องควรจะปอกให้คุณมากกว่า จะให้คุณลงมือปอกให้พวกเราได้ยังไง แบบนั้นเสียมารยาทแย่เลย"
[พี่เชียนชิวมีมารยาทจัง รักเลย เขาให้เกียรติรุ่นพี่เสมอ ถึงจะดังแล้วก็ยังถ่อมตัว]
[พี่ชายบ้านฉันยอดเยี่ยมที่สุด บางคนหัดทบทวนตัวเองบ้างนะ นั่งทำตัวเป็บรรพบุรุษรอให้คนอื่นปอกกุ้งให้ แถมยังให้พี่สี่คอยปรนนิบัติอีก คิดว่าตัวเองมาพักร้อนหรือไง]
[เื่ปกติน่า เมื่อก่อนเวลาฉินซือเจิงออกไปไหนต้องมีผู้ช่วยตั้งเจ็ดแปดคนคอยตาม กินปลาก็ต้องมีคนแกะก้างให้ น้ำแกงร้อนไปนิดก็ไม่ยอมกิน แค่นี้ยังเบาะๆ เดี๋ยวมีเื่ให้ทำตัวบอบบางกว่านี้อีกเยอะ]
[เมื่อไหร่ฉินซือเจิงจะไสหัวไปจากรายการนี้สักที ฉันไม่อยากเห็นหน้าเขาแล้ว แถมยังเอาแต่เกาะติดพี่สี่จนฉันจะอ้วก ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็คู่แข่งกันเหรอ ไม่รู้จักเจียมตัวเลยจริงๆ ]
[พี่สี่รับงานรายการวาไรตี้แบบนี้ทำไมเนี่ย ก้าวลงจากหิ้งเทพปุ๊บก็ตกลงไปในบ่อขี้เลย สวี่จิ้นหานจะหลอกใครก็ไม่หลอก ดันมาหลอกพี่สี่ อาศัยว่าเขาใจอ่อนนิสัยดีเลยลากมาออกรายการขยะแบบนี้เหรอ]
[คราวหน้าพี่สี่อย่าเสียสละเพื่อเพื่อนแบบนี้อีกได้ไหม รายการขยะอะไรก็รับไปหมด กลับไปถ่ายหนังปีละหลายๆ เื่ เป็เทพบุตรของพวกเราต่อไปไม่ดีกว่าเหรอ]
ลู่เซี่ยนชิงป้อนเนื้อกุ้งเข้าปากน้องบัวลอย หางตาเหลือบไปเห็นฉินซือเจิงกำลังแอบจะกินกุ้งสักคำ เขาจึงใช้ตะเกียบตีเข้าที่หลังมือของเด็กหนุ่ม เนื้อกุ้งร่วงกลับลงไปในชามทันที
ฉินซือเจิงเจ็บจนต้องชักมือกลับ มองอีกฝ่ายด้วยสายตาตัดพ้อ
"รุ่นพี่ลู่"
"าเ็แล้วยังกล้ากินกุ้งอีกเหรอ" ลู่เซี่ยนชิงปรายตามองนิ้วมือของเขา แทบจะสะกดกลั้นความขุ่นมัวในใจไว้ไม่อยู่ ทางที่ดีเด็กนี่ควรจะรักษามือคู่นี้ไว้ให้ดี อย่าให้มีรอยแผลเป็เด็ดขาด
ฉินซือเจิงเม้มริมฝีปาก ปลาเขาก็ไม่กล้าแตะ กุ้งก็ไม่กล้ากิน จึงได้แต่คีบผลโทงเทงคลุกน้ำตาลเข้าปากอย่างว่าง่าย กินแค่นิดเดียวก็ไม่ได้หรือไงกัน
วินาทีต่อมา คากิตุ๋นจนเปื่อยก็ถูกคีบมาวางลงในชามของเขา น้ำเสียงของลู่เซี่ยนชิงค่อนข้างเ็า
"กินอะไรก็บำรุงอันนั้นแหละ"
ฉินซือเจิงแทะคากิพลางบ่นอุบอิบเสียงเบา
"มือผมไม่ใช่คากิสักหน่อย"
ลู่เซี่ยนชิงหันมามอง ฉินซือเจิงรีบหลุบตาลงทำเป็ตั้งใจแทะคากิอย่างขะมักเขม้น
"ขอบคุณครับพี่สี่ คากิอร่อยมากเลยครับ"
เหอตู้เคยรู้สึกไม่ชอบหน้าฉินซือเจิงอย่างมาก แต่เมื่อเห็นเด็กหนุ่มช่วยชีวิตโต้วโต้วไว้ในวันนี้ ปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณแบบนั้นมันหลอกกันไม่ได้ เขาเริ่มรู้สึกละอายใจ จึงชวนเด็กหนุ่มที่มักจะเก็บตัวเงียบไม่แย่งซีนใครคุยเพื่อสร้างบรรยากาศ
"เสี่ยวฉิน อนาคตวางแผนไว้ยังไงบ้าง"
ฉินซือเจิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะรีบตอบ
"ตั้งใจทำงานแล้วก็พัฒนาตัวเองครับ หวังว่าจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับทุกคนและกลายเป็คนที่เก่งกาจครับ"
เหอตู้แอบขำอยู่ในใจ ผลงานเก่าๆ ของนายฉันก็เคยดูมาบ้าง การจะตั้งใจทำงานของนายมันดูจะยากไปสักหน่อยนะ
"งั้นเื่หน้ามาแสดงกับฉันสิ ฉันรับรองเลยว่าจะดันงานของนายให้สุดยอดไปเลย" เขาเอ่ยตอบรับกึ่งจริงกึ่งเล่น ฉินซือเจิงจึงตอบกลับอย่างมีมารยาท
"งั้นต้องขอบคุณพี่เหอล่วงหน้านะครับ ผมจะพยายามอย่างเต็มที่"
ลู่เซี่ยนชิงเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"เรียกรุ่นพี่สิ"
ฉินซือเจิงคิดว่าคงไม่ควรสนิทสนมกันเกินไป จึงรีบเปลี่ยนสรรพนาม
"รุ่นพี่เหอครับ"
เหอตู้ไม่ได้คิดอะไรมาก หัวเราะร่าพลางเอ่ย
"เรียกอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ แต่เวลาฉันกำกับละครฉันเข้มงวดมากนะ เวลาโดนด่าห้ามร้องไห้เด็ดขาด"
"ไม่ร้องแน่นอนครับ คุณด่าผมได้เต็มที่เลย" ฉินซือเจิงรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเล่น แต่เขาก็ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเอง เขาไม่หวังว่าจะได้เข้ากองถ่ายเร็วๆ นี้หรอก ตอนนี้เขายังเป็แค่นักแสดงหน้าใหม่ที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลยด้วยซ้ำ
เหอตู้ค่อนข้างถูกใจทัศนคติของเขา เขาหัวเราะเสียงดังและเริ่มเปิดใจ เล่าเื่ตลกในกองถ่ายให้ฟังสองสามเื่
หลิ่วเหมียนเหมียนไม่ได้อยู่ในวงการนี้ พอได้ฟังก็รู้สึกสงสัย เธอยิ้มพลางเอียงคอมอง
"เสี่ยวฉินมีไอดอลในดวงใจไหม ถ้าเรียกตามภาษาพวกเธอคือเมนใช่หรือเปล่า เธอเคยติ่งใครบ้างไหม"
ฉินซือเจิงถูกถามจนสะอึก เขาเผลอหันไปมองลู่เซี่ยนชิงตามสัญชาตญาณ เ้าของร่างเดิมรักผู้ชายคนนี้จนเข้าขั้นโรคจิต แทบจะประเคนตัวเองไปให้ถึงที่ แต่แฟนคลับของทั้งสองฝ่ายกลับเกลียดกันเข้ากระดูกดำ
ถ้าเขาขืนตอบไปตรงๆ ว่าเมนของเขาคือลู่เซี่ยนชิง แฟนคลับของพี่สี่คงได้ถลกหนังเขาแน่ๆ เขาไม่อยากตายหรอกนะ
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นใบหน้าของน้องบัวลอยที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาก็เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมา
"ผมชอบรุ่นพี่สวี่จิ้นหานครับ ซีรีส์ของเขาสนุกมาก ถ้ามีโอกาสก็อยากร่วมงานกับเขาครับ"
พูดจบเขาก็ลอบถอนหายใจ โชคดีที่สวี่จิ้นหานไม่ได้อยู่ที่นี่ ทำให้เขาหาข้ออ้างได้อย่างแเี ทว่าเขากลับไม่ทันสังเกตเห็นประกายตาที่หม่นหมองลงของลู่เซี่ยนชิงซึ่งนั่งอยู่เคียงข้าง
[ฮ่าๆๆ หน้าพี่สี่เขียวหมดแล้ว มีูเาลูกใหญ่นั่งอยู่ข้างๆ แท้ๆ แต่กลับไม่รู้จักเกาะ ฉินซือเจิงยังทำหน้าเหมือนตัวเองเก่งมาก แอบให้ดาวแดงตัวเองในใจรอรับคำชมล่ะสิ หมอนี่มันโง่หรือเปล่า ทำไมไม่รู้จักสร้างกระแสให้ตัวเองตอนนี้]
[ลูกเอ๊ย ทำไมหนูยังไม่เรียนรู้อีกจ๊ะ ต้องบอกว่าเป็คนที่นั่งอยู่ตรงนี้สิ หนูไปพูดถึงสวี่จิ้นหานทำไม พูดถึงพี่สี่สิลูก ฉันล่ะลุ้นจนตัวโก่งแล้ว ใครก็ได้ไปสอนกฎในวงการบันเทิงให้เขาทีเถอะ]
[ฉินซือเจิงนี่สุดยอดจริงๆ ตอนบ่ายยังทำเป็บอกชอบต่อหน้าพี่สี่อยู่เลย ตกเย็นมาดันบอกว่าชอบสวี่จิ้นหานต่อหน้าเขาเนี่ยนะ ตีสองหน้าเก่งเหลือเกิน จะอ้วก]
[เกาะกระแสบ้าอะไร พี่สี่ไม่้าความชอบจากเขาหรอกนะ ขอบใจ แค่เห็นตายืนอยู่ข้างๆ คนแบบนี้ฉันก็ขยะแขยงแล้ว]
เมื่อมื้ออาหารจบลง การบันทึกเทปของวันนี้ก็เสร็จสิ้นลง ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปนอน
ฉินซือเจิงจูงมือน้องมะเขือเทศเดินกลับ ทั้งคู่ร้องเพลงกันไปตลอดทาง
"พวกเราคือผู้สืบทอดคอมมิวนิสต์ ... "
เฉินเยว่อยากจะขำใจแทบขาด แต่ก็กลัวว่าเสียงจะหลุดเข้าไปในกล้อง จึงต้องกลั้นขำจนปวดปอดไปหมด
ฉินซือเจิงพาน้องมะเขือเทศกลับมาที่ลานบ้าน เขาตักน้ำมาต้มให้ร้อน หาถุงพลาสติกมาสวมมือแล้วบังหน้ากล้องไว้เพื่ออาบน้ำให้เด็กน้อย น้องมะเขือเทศห่อตัวด้วยผ้าเช็ดตัวผืนเล็กนอนดิ้นไปมาตอนแต่งตัว พลางถามว่าเขาเล่านิทานเป็ไหม
ฉินซือเจิงไม่ถนัดเื่นี้เอาเสียเลย
น้องมะเขือเทศจึงเสนอขึ้นมา
"งั้นคุณพ่อให้ผมเล่าให้ฟังไหมครับ ผมเล่านิทานเก่งมากเลยนะ"
"ตกลงครับ งั้นลูกนอนคิดไปก่อนนะว่ามีเื่อะไรจะเล่าให้พ่อฟังบ้าง เดี๋ยวพ่อกลับมาขอฟังเื่ที่สนุกที่สุดเลยนะ" ฉินซือเจิงกลัวว่าเด็กน้อยจะปวดท้อง จึงหาผ้าขนหนูผืนเล็กมาห่มให้ แต่พอกลับมาจากการอาบน้ำก็เห็นเด็กน้อยกอดขวดนมพัดวีลมให้ตัวเองอยู่บนเตียงเสียแล้ว
"คุณพ่อครับ ผมร้อนจัง นอนไม่หลับเลย"
[จบแล้ว]
