พิธีรับขวัญบนเวทีจบลง สิ่งที่ตามมาก็คือการเลี้ยงฉลองอย่างเอิกเกริก งานเลี้ยงในวันนี้หาใช่เพียงงานมงคลทั่วไป อาหารภายในงานล้วนแล้วแต่เป็ของดีเลิศ แม้แต่แเื่ผู้มีหน้ามีตา ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสได้ลิ้มลองอยู่บ่อยครั้ง เห็นได้ชัดว่าสกุลเจิ้งทุ่มทุนสร้าง เพราะความรักใคร่เอ็นดูอย่างแท้จริง
หมี่หลันเยว่คล้องแขนคุณแม่ เดินรินเหล้าคารวะแขกตามโต๊ะต่างๆ เื่เช่นนี้ พ่อเจิ้งและคุณปู่เจิ้งไม่จำเป็ต้องออกหน้า ทั้งสองท่านได้ไปประจำตามโต๊ะของตน ยกจอกดื่มสังสรรค์กับคนคุ้นเคย ปล่อยให้เจิ้งซวี่เหยาตามติดสองแม่ลูก คอยถือถาดสุราให้ทั้งสองคนเหมือนผู้ช่วยส่วนตัว
ที่จริงมีบริกรคอยช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่เจิ้งซวี่เหยาชอบที่จะติดตามสองแม่ลูก โอกาสที่จะได้ใกล้ชิดอย่างเปิดเผยเช่นนี้หายากยิ่งนัก เขาจึงต้องโชว์ตัวให้ทุกคนเห็นภาพครอบครัวสามคนของตน อีกด้านหนึ่งก็เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าตนให้ความสำคัญกับน้องสาวบุญธรรมคนนี้เพียงใด จะปล่อยให้หลันเยว่ถูกใครดูแคลนไม่ได้ ต้องปกป้องดูแลให้ดี
"นี่ หลันเยว่ ป้ากับหยวนเจียเป็เพื่อนที่ดีต่อกันมานาน ความสัมพันธ์อันยาวนานเช่นนี้ หนูควรจะเรียกป้าว่าป้าเสียหน่อย นี่คือของขวัญจากป้า หนูห้ามปฏิเสธนะ"
เห็นว่าหมี่หลันเยว่เป็คนหัวแข็ง คนที่้าให้ของขวัญจึงต้องสร้างความสัมพันธ์กับแม่เจิ้งก่อน
"ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณป้า ในเมื่อคุณป้าเป็เพื่อนของคุณแม่ พวกเราก็ยิ่งไม่ต้องเกรงใจกันเลยค่ะ ต่อไปคุณป้ามาที่บ้านบ่อยๆ นะคะ หลันเยว่จะลงมือทำอาหารให้คุณป้าทานเอง ของขวัญไม่ต้องหรอกค่ะ สนิทกันขนาดนี้ เดี๋ยวจะเสียน้ำใจกันเปล่าๆ"
หลันเยว่ปฏิเสธของขวัญอย่างหนักแน่น
"ไม่ได้หรอก ป้าเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วนะ ถ้าหนูไม่รับของจากป้า ป้าก็เสียหน้าแย่สิ ลูกสาวของหยวนเจียก็เหมือนหลานสาวแท้ๆ ของป้า ของสิ่งนี้ถ้าหนูไม่รับ ป้าก็เป็ป้าไม่ได้สิ"
ในที่สุด ด้วยการส่งสัญญาณจากคุณแม่ หลันเยว่จึงต้องรับของขวัญจากคุณป้าท่านนั้น เมื่อรับไปแล้ว ก็ไม่สามารถปฏิเสธคนต่อไปได้ รินเหล้าคารวะไปไม่กี่โต๊ะ หมี่หลันเยว่จะดื่มน้ำไปกี่แก้วไม่รู้ แต่ของขวัญที่ได้รับก็แทบจะอุ้มไม่ไหวแล้ว
"เฮ้ ซวี่เหยา ฉันนึกว่านายหวงน้องขนาดนั้น กะจะเก็บไว้ในบ้านซะอีก ที่ไหนได้ ยอมปล่อยมือซะแล้ว"
เมื่อรินเหล้าคารวะมาถึงโต๊ะของเพื่อนเจิ้งซวี่เหยา หม่าฮ่าวป๋อผู้สุภาพเรียบร้อยก็ดึงเขาไปข้างๆ แล้วกระซิบถาม
หลันเยว่แอบมองทั้งสองคนแวบหนึ่ง ท่าทางของหม่าฮ่าวป๋อไม่ได้ปิดบังอะไร เธอเห็นอย่างแน่นอน แต่เธอค่อนข้างสนใจหม่าฮ่าวป๋อคนนี้อยู่บ้าง ทั้งๆ ที่ทำงานเป็ตำรวจ แต่กลับมีรูปร่างหน้าตาสง่างาม สุภาพอ่อนโยน ไม่มีความแข็งกร้าวเคร่งขรึมแบบตำรวจเลย หมี่หลันเยว่จึงมองเขามากกว่าปกติ
"นี่ น้องสาว มัวแต่ดูฮ่าวป๋อ จนไม่เห็นพี่ชายคนนี้เลยรึไง"
หลันเยว่แค่หันไปมองคนที่กำลังกระซิบกระซาบกันแวบเดียวเท่านั้น หลิวเม่าหลินก็ทนไม่ไหว ยกแก้วเหล้าขึ้นมาแกว่งไปมาตรงหน้าหมี่หลันเยว่
"พี่เม่าหลิน จะไม่เห็นได้ยังไงคะ ถ้าตอนนั้นไม่ได้พี่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ฉันคงเจอปัญหาใหญ่ไปแล้ว ดังนั้น วันนี้ฉันขอดื่มให้พี่ชายหนึ่งจอก ขอบคุณพี่เม่าหลินที่ช่วยเหลือฉันในตอนนั้น ฉันยังเด็ก ขอดื่มน้ำเปล่าแทนเหล้า พี่ชายอย่าว่าน้องสาวเลยนะคะ"
หมี่หลันเยว่ปิดทางหนีทีไล่ทั้งหมด หลิวเม่าหลินจะหาเื่ได้ยังไง ภายใต้สายตาที่ค่อนข้างดุดันของแม่เจิ้ง จึงต้องดื่มเหล้าขาวในจอกเล็กๆ นั่นจนหมด ไม่น่าเลยจริงๆ ตัวเองยังไม่ได้พูดอะไรเลย ปกป้องกันแ่าเกินไปแล้ว
แม่เจิ้งไม่สนใจว่าหลิวเม่าหลินจะรู้สึกยังไง เมื่อเห็นว่าเขาให้เกียรติลูกสาวบุญธรรม รอยยิ้มบนใบหน้าจึงคลายลงเล็กน้อย
"เม่าหลิน ต่อไปถ้าหลันเยว่มีเื่อะไร ก็ต้องรบกวนให้ช่วยอีกแรงนะ นี่น้องสาวคนกันเองทั้งนั้น"
"แน่นอนครับ แน่นอน เื่แค่นี้ต้องให้คุณป้าเจิ้งสั่งด้วยหรือครับ หลันเยว่ก็เหมือนน้องสาวแท้ๆ"
หลิวเม่าหลินไม่กล้าปฏิเสธสักคำ ตอบรับเสียงหลง รับประกันว่าจะดูแลหลันเยว่ให้ดี แม่เจิ้งจึงยอมปล่อยเขาไป คนที่นั่งอยู่บนโต๊ะครึ่งหนึ่งเคยเห็นหลันเยว่จากเื่ก่อนหน้านี้ แต่อีกครึ่งหนึ่งไม่เคยเห็นหมี่หลันเยว่
ตอนนี้เมื่อเห็นเธอสนิทสนมกับหลิวเม่าหลินเช่นนี้ ก็รู้แล้วว่าเธอมีน้ำหนักในใจของเจิ้งซวี่เหยามากเพียงใด หลิวเม่าหลินและหม่าฮ่าวป๋อ เป็เพื่อนสนิทที่สุดของเจิ้งซวี่เหยา เติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก ไม่เคยแบ่งแยกกันได้ การที่สามารถยืนหยัดอยู่ในใจของคนทั้งสอง ก็คือคนที่เจิ้งซวี่เหยา้าทะนุถนอมไว้ในอุ้งมือ
ดังนั้นจึงไม่มีใครมองไม่ออก คนที่เหลืออยู่บนโต๊ะจึงยกแก้วขึ้นอย่างเอิกเกริก ดื่มจนหมดแก้วอย่างเต็มที่ ส่วนคนที่กระซิบกระซาบกันอยู่นั้นก็ยังคงดำเนินต่อไป
"นายมองไม่เห็นเหรอว่าฉันเธอหวงแค่ไหน ฉันจะเก็บได้ยังไง ก็เพราะกลัวว่าจะเก็บไม่อยู่ แล้วเธอจะหนีไป ก็เลยให้แม่ฉันช่วยเก็บไง"
คำพูดของเจิ้งซวี่เหยาที่แฝงไปด้วยความตลกขบขันและความผิดหวัง หม่าฮ่าวป๋อจะฟังไม่ออกได้ยังไง ทั้งสองคนเป็เพื่อนสนิทที่คลุกคลีกันมาั้แ่เด็ก ขนาดขมวดคิ้ว หม่าฮ่าวป๋อก็แทบจะเข้าใจความคิดในใจของเจิ้งซวี่เหยาแล้ว นับประสาอะไรกับการที่เขาพูดออกมาอย่างชัดเจนเช่นนี้ เพียงแต่เื่นี้ พี่น้องแท้ๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้
"นับถือๆ ที่ทำเพื่อน้องถึงขนาดนี้ พี่ชายขอยอม"
หม่าฮ่าวป๋อยกนิ้วโป้งให้เจิ้งซวี่เหยา เจิ้งซวี่เหยาใช้ข้อศอกกระแทกเขาอย่างแรง
"ใครเป็พี่ ใครเป็พี่ชายของนาย หาเื่โดนต่อยรึไง"
หม่าฮ่าวป๋อร้องโอดโอยทำท่าทาง เจิ้งซวี่เหยาทนไม่ไหวจึงยื่นแขนออกไป หม่าฮ่าวป๋อรีบโอบตัวเขาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถทำอะไรได้ ทั้งสองคนหัวเราะคิกคักกัน ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อครู่นี้คนทั้งสองได้พูดคุยอะไรที่อัดอั้นตันใจกันไปบ้าง
สุดท้ายก็มาถึงโต๊ะของหมี่หลันหยาง เพื่อไม่ให้เป็ที่สังเกต หมี่หลันหยางและพวกนั่งอยู่ที่โต๊ะริมสุด
"น้องสาว พวกเราคนกันเองไม่ต้องพิธีรีตองมากหรอกน่า"
ที่จริงในใจของหมี่หลันหยางก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่บ้าง
ถึงแม้จะเตรียมใจมาแล้ว เขาก็ยังอยากให้มีคนรักน้องสาวมากขึ้น แต่เมื่อเห็นงานเลี้ยงรับขวัญที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ และของขวัญล้ำค่ามากมายที่น้องสาวได้รับ หมี่หลันหยางก็รู้สึกเหมือนน้องสาวของตนถูกแบ่งออกไปครึ่งหนึ่ง
"คนกันเองก็ต้องดื่มสักหน่อย วันนี้เป็วันดี ทุกคนบนโต๊ะนี้เป็เด็กๆ ก็ดื่มน้ำอัดลมกันไปนะ พวกเราดื่มด้วยกันหน่อย ต่อไปป้าก็เป็ญาติของพวกเราแล้ว มีเื่อะไรก็มาที่บ้านป้าได้ ไม่ต้องเกรงใจป้านะ รู้ไหม"
แม่เจิ้งเอ็นดูเด็กๆ เหล่านี้มาก เธอไม่ได้ชอบแค่หมี่หลันเยว่คนเดียว หมี่หลันหยางและเฉียนหย่งจิ้นหลายคน เธอก็ชอบมากเช่นกัน แต่ก็ไม่สามารถรับเด็กๆ เหล่านี้มาเป็ลูกบุญธรรมได้ทุกคน มีหมี่หลันเยว่คนเดียวคอยผูกไว้ เด็กจอมแสบพวกนี้ก็หนีไปไหนไม่ได้แล้ว
"ทราบแล้วครับคุณป้า รู้ว่าป้ารักพวกเราที่สุด ต่อไปต้องไปรบกวนบ่อยๆ แล้วครับ แล้วก็บะหมี่เย็นที่คุณป้าทำ พวกเราต้องไปชิมบ่อยๆ แก้คิดถึงหน่อยครับ"
เฉียนหย่งจิ้นยังคงโผงผางเหมือนเดิม แต่คำพูดนั้นฟังดูสนิทสนมเป็กันเองมาก
"ก็ดี ถ้ากล้าไม่มาบ้านป้า จะโดนตีให้ก้นลายเลย"
แม่เจิ้งยื่นมือออกไปตีก้นเฉียนหย่งจิ้น เฉียนหย่งจิ้นเอามือกุมก้นแล้ววิ่งหนีไป คนทั้งโต๊ะหัวเราะกันครืน ความรู้สึกไม่สบายใจเล็กๆ น้อยๆ ที่หลงเหลืออยู่ในใจของหมี่หลันหยางก็หายไป เขามองออกว่าแม่เจิ้งรักน้องสาวของตนจากใจจริง
"ยังมีพวกเธออีกหลายคน คบหากับพี่ๆ เหล่านี้ให้ดี พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา อายุยังน้อยก็สอบติดชิงหวาได้แล้ว ตอนนี้ก็ยังทำธุรกิจของตัวเองอีก พวกเธอเป็คนของสกุลเจิ้งและสกุลเฉิน ก็ต้องเรียนรู้จากพี่ๆ ให้มากๆ ต่อไปจะได้มีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ รู้ไหม"
นอกจากหมี่หลันเยว่แล้ว คนที่นั่งอยู่บนโต๊ะนี้ก็เป็ลูกหลานของสกุลเจิ้งและสกุลเฉิน ดังนั้นเฉินชิ่งเยี่ยนจึงมานั่งข้างหมี่หลันหยาง ในบรรดาลูกหลาน มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังสนิทสนมกับพี่ๆ เหล่านี้ และเขาก็ค่อนข้างชอบคนเหล่านี้ นิสัยตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม และมีความสามารถจริงๆ เขายอมรับ
สิ่งเดียวที่ไม่ยอมรับก็คือ ยัยหนูนั่น ทำไมถึงเก่งไปหมดทุกอย่าง ทั้งๆ ที่อายุน้อยกว่าตัวเอง ถ้าตัวเองไม่พยายามต่อไป ก็คงถูกทิ้งห่างไปเป็สิบลี้ เป็หมื่นลี้ เสียหน้าไม่ได้ ต้องเร่งมือแล้ว ปีหน้าจะต้องสอบเข้าชิงหวาให้ได้ ต้องเลือกคณะที่ดีด้วย เด็กหนุ่มตั้งปณิธานไว้ั้แ่เนิ่นๆ
เื่ราวการรับขวัญจบลง หมี่หลันเยว่รู้สึกกังวลใจเล็กน้อยกับของขวัญที่ตัวเองได้รับ ไม่ใช่แค่ของขวัญที่สกุลเจิ้งทั้งสี่คนให้เท่านั้น แต่ของขวัญที่แเื่ให้ก็มีหลายอย่างที่แพงเกินไป เธอรู้ว่าแเื่เหล่านี้ให้เกียรติสกุลเจิ้งทั้งนั้น การตอบแทนในภายหลังก็ต้องเป็สกุลเจิ้งที่ต้องเป็คนตอบแทน
"คุณแม่ ของขวัญเหล่านี้หนูขอฝากไว้ที่คุณแม่ก่อนนะคะ คุณแม่ลองดูว่าให้คืน หรือควรเปลี่ยนเป็เงินเพื่อตอบแทน คุณแม่จัดการเองได้เลยค่ะ"
หมี่หลันเยว่นำของขวัญที่ตัวเองได้รับไปวางไว้ในห้องนั่งเล่นของบ้านเจิ้ง กองไว้บนโซฟาเป็ห่อใหญ่ห่อเล็กมากมาย
"ของขวัญที่เขาให้ลูกก็เก็บไว้เถอะ คนที่มาแม่ก็รู้จัก พวกเขาให้ของขวัญกับแม่ด้วยเหมือนกัน ถึงเวลาตอบแทน แม่รู้วิธีจัดการเอง ลูกไม่ต้องเป็ห่วงหรอก"
แม่เจิ้งจะไม่รับของขวัญที่หลันเยว่ได้รับมาได้ยังไง นี่เป็เวลาที่ลูกสาวมีความสุข เด็กสาวคนไหนจะไม่ชอบรับของขวัญ ยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่ได้สนใจของขวัญเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้
"คุณแม่..."
หมี่หลันเยว่กำลังจะพูดอะไรบางอย่างก็ถูกแม่เจิ้งขัดจังหวะ
"ลูกกับคุณแม่ไม่ต้องพูดจาอ้อมค้อมกัน ของขวัญอะไรควรรีบ ของขวัญอะไรควรปฏิเสธ แม่รู้ดี"
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถคืนของขวัญได้ หมี่หลันเยว่ก็ต้องยอมรับ แต่เธอก็รู้สึกไม่ดีที่จะรับไว้เฉยๆ
"คุณแม่ ต่อไปถ้าบ้านของพวกเขาเ่าั้มีเื่มงคลอะไร คุณแม่บอกหนูด้วยนะคะ หนูจะออกแบบเสื้อผ้าให้พวกเขาชุดหนึ่งเพื่อตอบแทน ถึงแม้จะไม่แพงมากมายอะไร แต่ก็เป็น้ำใจ"
นี่เป็วิธีสร้างความสนิทสนมที่ดีวิธีหนึ่ง ลูกสาวมีความเฉลียวฉลาดเช่นนี้ ช่วยสร้างหน้าตาให้กับครอบครัวตัวเอง แม่เจิ้งจึงตอบรับอย่างยินดี เพียงแต่เธอลูบๆ เสื้อผ้าบนตัวของตัวเองอย่างไม่เต็มใจเล็กน้อยแล้วพูดว่า
"เสื้อผ้าที่ลูกสาวของแม่ออกแบบเอง จะมีที่ไม่แพงได้ยังไง ออกแบบเฉพาะบุคคลเชียวนะ สวยตายเลย"
ทั้งสองคนไม่คาดคิดว่าการออกแบบเฉพาะบุคคลในภายหลัง จะทำให้ห้องเสื้อหลันเยว่ของหมี่หลันเยว่ก้าวไปสู่อีกระดับขั้นหนึ่ง ในเวลานี้ แม่เจิ้งเพียงแต่หวงแหนฝีมือของลูกสาว ไม่อยากให้เธอออกแบบให้คนอื่น ทำแค่ของครอบครัวตัวเองก็พอแล้ว
พอวันรุ่งขึ้น ก็ถึงวันเปิดเทอมของมหาวิทยาลัย เจิ้งซวี่เหยาขับรถพาหมี่หลันเยว่และพวกไปที่มหาวิทยาลัย ถนนหนทางจากใจกลางเมืองไปยังชิงหวายังคงมีระยะทางพอสมควร หมี่หลันเยว่รู้ว่ามหาวิทยาลัยชิงหวาตั้งอยู่นอกถนนวงแหวนชั้นที่สี่ ยังไม่ออกไปถึงวงแหวนรอบห้า การมีรถก็สะดวกสบายกว่ามาก
"เอาล่ะ ถึงแล้ว ทุกคนลงจากรถได้แล้ว"
เจิ้งซวี่เหยาขับรถเข้าไปในมหาวิทยาลัยโดยตรง ถึงแม้ใน่เปิดเทอมนี้ ทางมหาวิทยาลัยจะมีข้อกำหนดอยู่บ้าง รถที่เข้าออกก็ค่อนข้างจอแจ แต่เจิ้งซวี่เหยาเป็ถึงอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัย ข้อกำหนดเ่าั้จึงใช้กับเขาไม่ได้ผลเท่าไหร่ เฉียนหย่งจิ้นเกาะขอบหน้าต่างรถแล้วถอนหายใจออกมา
"ในที่สุดก็ได้เข้ามาในมหาวิทยาลัยชิงหวาแล้ว ต่อไปฉันคนนี้ก็เป็ส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยนี้แล้ว"
