“ฮ่าๆๆ...” เถ้าแก่อวี๋เอ่ยทั้งรอยยิ้ม “ซานหลาง เ้าช่างแต่งภรรยาได้ดีจริงๆ กล่าวว่าเป็เทพแห่งโชคลาภก็ยังไม่เกินจริง ตอนแรกพวกเราตกลงกันไว้แล้วว่าพวกเ้าจะปันเงินแบ่งกำไรจากอาหารจานใหม่เป็จำนวนสามส่วน
นางสอนพวกเราทำสุยจู่โร่วเพี่ยน [1] หมาผอโต้วฝู่ [2] และโร่วโม่โต้วฮวา [3] กำไรทั้งหมดคือสามพันเจ็ดร้อยสิบหกตำลึง กำไรสามส่วนคือหนึ่งพันหนึ่งร้อยสิบสี่ตำลึงแปดเฉียน
ข้าเอาเศษเงินเติมให้พวกเ้า รวมเป็เงินทั้งหมดหนึ่งพันหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง พวกเ้าจะรับเป็เงินก้อนหรือตั๋วเงินดีเล่า?”
เคอโยวหรานยกยิ้มบาง “เป็เงินก้อนเถิด การแลกตั๋วเงินยังต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้โรงเงิน ไม่คุ้มยิ่งนักเ้าค่ะ”
เถ้าแก่อวี๋หัวเราะลั่นพลางหยัดกายลุกขึ้น “ไอ้หยา ซานหลาง น้องสะใภ้ช่างเป็ภรรยาที่ดีจริงๆ เงินเล็กน้อยเช่นนี้ยังช่วยคิดเผื่อเ้า ไม่เหมือนสตรีผู้นั้นของข้าที่สินทรัพย์ลอดตามซอกนิ้ว หามาได้เท่าใดก็ไม่พอให้นางใช้จ่าย”
ต้วนเหลยถิงยกยิ้มบางไม่เอ่ยคล้อยตาม ภรรยาของเขายังไม่ทันปล่อยกระบวนท่าชุดใหญ่ด้วยซ้ำ ดูท่าเถ้าแก่อวี๋จะหัวเราะเร็วเกินไปเสียแล้ว
หัวใจของเคอเจิ้งตงสั่นไหวอยู่บ้าง นับั้แ่สติของเขากระจ่างแจ้งและเรียนรู้เื่ราวต่างๆ จากต้วนต้าหลางมาไม่น้อย
การทำบัญชีก็เป็หนึ่งในสิ่งที่เล่าเรียนเช่นกัน ภายในเวลาระยะสั้นแค่หนึ่งเดือน บุตรสาวของตนกลับหาเงินได้หนึ่งพันกว่าตำลึง นี่มันเื่อันใดกัน?
มิน่ายามบุตรสาวเอาเงินออกมาซื้อหมึก พู่กัน และกระดาษให้ตน นางจึงไม่แม้แต่จะกะพริบตาเลยสักครั้ง
จำต้องรู้เอาไว้ว่าบัณฑิตสิ้นเปลืองเงินอย่างยิ่ง ไม่เอ่ยถึงเื่อื่น แค่กระดาษใช้ฝึกคัด ยามนี้ตนยังใช้เงินซื้อตั้งห้าถึงหกสิบตำลึงแล้ว
ตอนนี้เขาต้องฝึกคัดตัวอักษรทุกวัน เมื่อนึกถึงค่ากระดาษก็ยังต้องปวดใจหาใดเปรียบ
กระดาษแผ่นเดียวนำมาใช้ซ้ำไม่ต่างกับเป็กระดาษสองแผ่น ทุกๆ ครั้งจะต้องเขียนจนแน่นขนัดจึงจะเปลี่ยนไปใช้แผ่นใหม่
เดิมคิดว่าภายในจวนกำลังสร้างโรงงานกับซ่อมแซมบ้านเรือน น่าจะไม่มีเงินทองหลงเหลือแล้ว
นึกไม่ถึงว่าบุตรสาวมานั่งในโรงสุราฟู่หยวนเพียงชั่วประเดี๋ยว ไม่เอ่ยถึงเื่ทานอาหารโดยไม่คิดเงิน แต่ยังหาเงินได้หนึ่งพันกว่าตำลึง
ครั้นดูจากเื่นี้ ผู้เป็บิดาเช่นตนช่างไร้ประโยชน์เสียจริง เมื่อก่อนเป็คนโง่เขลา มีเพียงทำให้คนในครอบครัวต้องพลอยลำบาก
ทว่าในยามนี้ นอกจากการเล่าเรียน คล้ายกับเขาจะทำอันใดมิได้เลยสักอย่าง
เมื่อคิดเช่นนี้ เคอเจิ้งตงก็ก้มหน้าลงอย่างเงียบเชียบ ไม่เอ่ยสิ่งใดแม้แต่คำเดียว จมดิ่งสู่ห้วงความคิดของตนเองจนมิอาจถอนตัว
เคอโยวหรานไม่รับรู้เลยสักนิดว่าบิดาเพียงในนามของนางกำลังครุ่นคิดนับพันครั้ง
เพราะสายตาที่มองลอดผ่านหมวกเหวยเม่ากำลังจดจ้องไปยังเงินที่เถ้าแก่อวี๋หยิบคว้าออกมา
มุมปากของเคอโยวหรานยกยิ้มบางั้แ่ต้นจนจบ ทว่าเพราะมีหมวกเหวยเม่าบดบังเอาไว้ เถ้าแก่อวี๋จึงมองไม่เห็นแต่อย่างใด
มิเช่นนั้นเขาต้องเพิ่มระดับความระมัดระวังตัวอย่างแน่นอน
หลังจากเห็นเถ้าแก่อวี๋วางเงินลงบนโต๊ะ เคอโยวหรานก็ถอนหายใจหนักหน่วงแล้วเอ่ยว่า
“เถ้าแก่อวี๋เ้าคะ ไม่ขอปิดบัง วันนี้พวกข้ามาที่นี่มิใช่เพราะเื่เงินปันส่วน แต่มาหาท่านเพื่อหารือเื่สำคัญประการหนึ่งเ้าค่ะ”
“หืม?” เถ้าแก่อวี๋เลิกคิ้ว พลันเปิดปากถามด้วยความตึงเครียด “ไม่ทราบว่าฮูหยินน้อยต้วนจะหารือเื่อันใดหรือ?”
เคอโยวหรานลูบไล้จอกน้ำชาที่เสี่ยวเอ้อร์เข้ามารินเติม น้ำเสียงของนางเปี่ยมด้วยความอับจนหนทางยิ่งนัก
“เถ้าแก่อวี๋ วัตถุดิบทำเต้าหู้ เต้าฮวย และน้ำเต้าหู้ล้วนขึ้นราคาแล้ว ต้นทุนสูงมากจนเกินไป พวกข้าเริ่มจะชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้ราคาที่พวกเราหารือกันไว้ก่อนหน้านี้คงต้องปรับขึ้นแล้วเ้าค่ะ”
เถ้าแก่อวี๋ขมวดคิ้ว เอ่ยโดยหางตาสั่นไหวอย่างมิอาจสังเกต “ไม่ทราบว่าต้นทุนราคาจินละเท่าใด? ฮูหยินวางแผนจะเพิ่มค่าทำเต้าหู้กับเต้าฮวยเป็เงินจำนวนเท่าใดหรือ?”
เคอโยวหรานไม่อ้อมค้อม ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ค่าวัตถุดิบทำเต้าหู้เพิ่มเป็จินละสองร้อยอีแปะ วัตถุดิบหนึ่งจินทำเต้าหู้ได้หนึ่งจิน
หากคิดตามราคานี้ หลังจากพวกข้าหักค่าแรง รวมถึงค่าอุปกรณ์เสริมในการทำเต้าหู้ ต้นทุนของพวกข้าจะอยู่ที่ประมาณจินละสามร้อยห้าสิบอีแปะเ้าค่ะ
ถ้ายังคงยึดตามราคาที่เคยหารือกับเถ้าแก่อวี๋ก่อนหน้านี้ พวกข้าก็มิอาจแบกรับการขาดทุนนี้เอาไว้ได้จริงๆ
ดังนั้นพวกข้าจึงตัดสินใจว่าจะขึ้นราคาเต้าหู้กับเต้าฮวยเป็จินละห้าร้อยอีแปะ น้ำเต้าหู้ขึ้นราคาเป็จินละสี่ร้อยแปดสิบอีแปะ ไม่ทราบว่าเถ้าแก่อวี๋มีความเห็นเช่นไรเ้าคะ?”
หลังจากได้ยินคำกล่าวนี้ เถ้าแก่อวี๋พลันกระเด้งกายลุกขึ้นจากม้านั่ง ดวงตาที่หลุบอยู่ภายในเบ้าแทบจะถลนออกมาอย่างกะทันหัน
มือที่อยู่ใต้โต๊ะของอิ่งเอ้อร์ตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยการสั่นเทาเล็กน้อย
ถั่วเหลืองขึ้นราคาเป็สองร้อยอีแปะแล้วหรือ? วัตถุดิบหนึ่งจินทำเต้าหู้ได้เพียงหนึ่งจินเท่านั้นหรือ?
ฮูหยินสามของพวกเขาก็ช่างเหลือเกิน วาจาโป้ปดพรั่งพรูออกมาทันทีที่ปริปาก ไม่รู้ว่าไปเรียนความสามารถในการลวงหลอกคนมาจากผู้ใด? เขารู้สึกเลื่อมใสฮูหยินสามจนแทบตายแล้ว
เถ้าแก่อวี๋พยายามควบคุมสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งจึงสามารถระงับเพลิงโทสะเท่าูเาที่จวนจะะเิเอาไว้ได้แล้วเอ่ยว่า
“ฮูหยินน้อยสกุลต้วนกล่าววาจาล้อเล่นแล้วกระมัง? ราคาทะยานขึ้นยี่สิบถึงสามสิบเท่าอย่างกะทันหันเช่นนี้ เ้าคิดว่าเหมาะสมแล้วหรือ?”
เคอโยวหรานไม่สนใจสีหน้าที่แปรเปลี่ยนจากแจ่มใสเป็มืดครึ้มของอีกฝ่าย “เถ้าแก่อวี๋ยังโก่งราคาตั้งห้าสิบหกสิบเท่า ถึงขั้นขายในราคาร้อยเท่าตัว เหตุใดราคาจำนวนนี้ของพวกข้าจึงไม่เหมาะสมเล่าเ้าคะ?”
เถ้าแก่อวี๋ “...?”
ให้ตายเถิด นึกไม่ถึงว่าตนจะไร้สิ่งใดโต้กลับ เพราะเขาเป็คนโก่งราคาสูงก่อนจริงๆ ทว่าเื่นี้มิอาจกลายเป็ข้ออ้างขึ้นราคาของคนสกุลต้วนแต่อย่างใด!
แค่พวกขาเปื้อนโคลนตมในชนบทไม่กี่คน เห็นโรงสุราฟู่หยวนของเขาหาเงินได้เป็กอบเป็กำก็คิดจะวิ่งมาโป้ปดเพื่อโก่งราคา นึกว่าโรงสุราของเขาไม่มีคนหนุนหลังอยู่จริงๆ หรืออย่างไร?
ช่างเป็พวกบ้านนอกคอกนาไร้ความรู้เสียจริง คิดจะเป็อริกับโรงสุราฟู่หยวน จะตายอย่างไรก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้เขามิได้บีบบังคับให้พวกนางส่งวิธีทำออกมา เนื่องจากฟังแล้วรู้สึกว่าการผลิตของสิ่งนี้เป็เื่ยุ่งยากและต้องหามรุ่งหามค่ำจึงจะทำได้สำเร็จ
อีกทั้งตนเกียจคร้าน ไม่อยากยุ่งยากเช่นนั้น คิดว่าการจ่ายเงินเพียงไม่กี่สิบอีแปะเพื่อให้คนเหล่านี้ช่วยงานก็ถือเป็เื่ที่ไม่เลว
นอกจากนี้ฮูหยินน้อยสกุลต้วนยังมีฝีมือทำอาหารเก่งกาจทีเดียว นางจะเสนออาหารจานใหม่สามถึงสี่อย่างทุกๆ สองเดือน ช่างประจวบเหมาะกับความ้าของเขา จึงเกิดความคิดอยากผูกไมตรีกับอีกฝ่ายขึ้นมา
กลับนึกไม่ถึงว่าใจคนโลภไม่สิ้นสุดดั่งงูหมายจะเขมือบช้าง [4] เวลาเพิ่งผ่านไปไม่เท่าใดก็มาเยือนถึงที่เสียแล้ว ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆ
เมื่อคิดเช่นนี้ ใบหน้าของเถ้าแก่อวี๋ที่เดิมทีกำลังแย้มยิ้มพลันหุบยิ้มลง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความข่มขู่
“ข้าว่านะฮูหยินน้อยสกุลต้วน ใต้หล้านี้ช่างอันตรายนัก ผู้ที่ไร้คนคอยสนับสนุนอยู่เื้ัเช่นพวกเ้า หากกำเคล็ดลับที่สามารถหาเงินเยี่ยงนี้เอาไว้ในมือ ย่อมทำให้ผู้อื่นเพ่งเล็งอย่างยากจะหลีกเลี่ยง
มิสู้ขายให้โรงสุราฟู่หยวน จะได้ไม่ต้องคอยป้องกันผู้ที่ลอบเพ่งเล็งเคล็ดลับของพวกเ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนนำพามาซึ่งปัญหา พวกเราต่างพึงพอใจกันทุกฝ่าย ดีหรือไม่?”
“อ้อ? งั้นหรือ?” เคอโยวหรานไม่แยแสน้ำเสียงข่มขู่ของเขาแม้แต่นิด นางถามอย่างเอ้อระเหยว่า
“ไม่ทราบว่าเถ้าแก่อวี๋จะตีราคาเคล็ดลับวิธีทำเต้าหู้กับเต้าฮวยเป็เงินจำนวนเท่าใดเ้าคะ?”
เถ้าแก่อวี๋เห็นนางถามเช่นนี้พลันคิดในใจว่า : สตรีล้วนแต่ผมยาววิสัยทัศน์สั้น [5] ตนเพิ่งจะข่มขู่ไม่กี่ประโยค นางก็ยอมจำนนเสียแล้ว
เขาชำเลืองมองต้วนเหลยถิงอย่างเงียบเชียบ พบว่าบุรุษผู้นี้ไม่มีท่าทีใดๆ ั้แ่ต้นจนจบ และปล่อยให้ผู้เป็ภรรยาก่อเื่อย่างไร้เหตุผลต่อไป
ภายในใจของเขาอดมิได้ที่จะเกิดความรู้สึกหยามเหยียดต้วนเหลยถิงอยู่หลายส่วน ให้สตรีตัดสินใจไปเสียทุกเื่ ช่างเป็บุรุษไม่ได้ความอย่างแท้จริง
ครั้นเห็นเถ้าแก่อวี๋ไม่เอ่ยสิ่งใดและกำลังก้มหน้าลงคิดใคร่ครวญบางสิ่ง
เคอโยวหรานก็ไม่รีบร้อนเช่นกัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกคนไม่ทันสังเกต นางจัดการโกยเงินทั้งหมดเข้าไปเก็บไว้ในมิติวิเศษเสียแล้ว
มุมปากของต้วนเหลยถิงหยักยกขึ้นสูง แม่นางน้อยผู้นี้ กระทั่งยามเจรจายังแอบกระทำการลับๆ ล่อๆ ช่างน่าเอ็นดูเกินไปแล้วกระมัง?
รอกระทั่งเถ้าแก่อวี๋ถากถางต้วนเหลยถิงอยู่ในใจจนจบ เมื่อเงยหน้าขึ้นหมายจะเอ่ยบางสิ่ง พลันพบว่าเงินบนโต๊ะหายวับไปเสียแล้ว แพขนตาของเขาถึงขั้นสั่นสะท้านโดยมิอาจสังเกตเห็น
ให้ตายเถิด คนเหล่านี้เก็บเงินบนโต๊ะไปั้แ่เมื่อใดกัน?
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] สุยจู่โร่วเพี่ยน 水煮肉片 หมายถึง เมนูหนึ่งที่หาได้ทั่วไปในร้านอาหารเสฉวน เมนูนี้ความจริงแล้วเป็เมนูที่เรียบง่ายมาก คือการนำเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว หรือปลามาตุ๋น แล้วราดด้วยพริกเสฉวน กระเทียม เครื่องเทศ และอื่นๆ ลงไป
[2] หมาผอโต้วฝู่ 麻婆豆腐 หมายถึง อาหารจีนยอดนิยมชนิดหนึ่งจากมณฑลเสฉวน ประกอบด้วยเต้าหู้ปรุงในน้ำซอสพริกหมาล่า มีความมันและสีแดงเข้มจากส่วนผสมของโต้วป้าน เต้าซี่ รสเผ็ดชาของพริกและพริกไทยเสฉวน พร้อมกับเนื้อสับซึ่งตามธรรมเนียมเดิมจะใช้เนื้อวัว อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมส่วนผสมโดยใช้แห้วจีน หัวหอม ผักอื่นๆ และเห็ดหูหนู เป็ต้น
[3] โร่วโม่โต้วฮวา 肉末豆花 หมายถึง เนื้อสับใส่เต้าฮวย
[4] ใจคนโลภไม่สิ้นสุดดั่งงูหมายจะเขมือบช้าง 人心不足蛇吞象 หมายถึง โลภมากจนทำให้ตัวเองเดือดร้อน ตรงกับสุภาษิตไทยว่า ‘โลภมากลาภหาย’
[5] ผมยาววิสัยทัศน์สั้น 头发长见识短 หมายถึง สตรีในยุคโบราณที่ไม่ค่อยมีความรู้ เนื่องจากสมัยก่อนฐานะของสตรีต่ำต้อยกว่าบุรุษมาก ทำให้ไม่ค่อยได้รับความรู้ใด
