“คิดไม่ถึงว่าของเหลวผนึกพลังชุดนี้จะทำให้ฉันบรรลุถึงพรแสวง่กลางได้ ยาที่เตาปรุงยาอัตโนมัติหลอมออกมาไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ”
ดวงตาของซูฮ่าวคู่นั้นฉายแสงเจิดจ้า เขาสูดหายใจลึกๆ และค่อยๆ ยืนขึ้นขยับแขนสักหน่อย
“ซู่ซ่าๆ… ”
เสียงที่คล้ายผัดถั่วดังมาไม่หยุด ซูฮ่าวกุมกำปั้น รู้สึกว่าทั้งตัวเต็มไปด้วยพลังที่ไร้ที่สิ้นสุด
เมื่อเทียบเขาในเวลานี้กับพรแสวง่แรก แข็งแกร่งมากกว่าสองเท่า
ซูฮ่าวเลียริมฝีปากแล้วก็ต่อยออกไปทันที
“ปัง!”
เสียงลมดังกระชั้น ดังก้องอยู่ในห้องอาบน้ำอยู่นานแล้ว
“เป็พลังที่แข็งแกร่งมาก คิดไม่ถึงว่าจะต่อยอากาศจนมีเสียงะเิได้ กำลังนักรบพรแสวง่กลางสูงกว่า่แรกมากเกินไปแล้ว” ในสายตาของซูฮ่าวฉายแสงเจิดจ้า พลางเอ่ยพึมพำอย่างหวาดกลัว
ด้วยพลังของเขาในตอนนี้ หากต่อยไปที่ตัวคนธรรมดา คงต่อยทะลุร่างได้เลย หากไปเข้าร่วมการแข่งขันมวย ก็เกรงว่าจะได้ชัยชนะอย่างง่ายดาย
แค่นักรบพรแสวง่กลาง มีพลังที่เหนือกว่าคนปกติหลายสิบเท่าแล้ว ยอดฝีมือพรแสวงในหลังจากนี้ กับปรมาจารย์ฮั่วจิ้งและอื่นๆ จะแข็งแกร่งและน่ากลัวแค่ไหน?
ในที่สุด เวลานี้ซูฮ่าวก็เข้าใจแล้วว่าทำไมทุกๆ ปีบ้านตระกูลซูถึงต้องสิ้นเปลืองทุนหลายพันล้านเพื่อสร้างอำนาจนักรบ
มีเพียงแค่กำลังที่เด็ดขาด จึงจะกุมอำนาจไว้ในมือได้!
ซูฮ่าวมองเวลา ตอนนี้หกโมงเย็นแล้ว เขาเดินออกมาจากอ่างอาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว
ซูฮ่าวผ่านการแช่ของเหลวผนึกพลัง ร่างกายของเขาก้าวหน้าและได้รับการชำระล้าง กล้ามเนื้อแปดก้อนปรากฏขึ้นมาอย่างรางๆ รูปร่างได้สัดส่วนเป็อย่างยิ่ง ร่างกายของเขาดูเหมือนจะมีแรงดึงดูดบางอย่าง
ขณะที่เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ ไป๋เหวินหลิงก็โทรเข้ามา บอกว่าตอนเย็นจะจัดการงานอยู่ที่บริษัท ดึกมากกว่าจะกลับบ้าน จึงให้เขากินข้าวเย็นไปก่อนเลย
สำหรับเื่นี้ ซูฮ่าวไม่มีความคิดเห็นอะไร แค่เตือนให้ไป๋เหวินหลิงดูแลตัวเอง หลังจากนั้นก็วางสาย ก่อนจะเดินไปที่สวนสาธารณะม้าหินที่อยู่ไม่ไกลจากวิลลา
หลังจากที่นักรบโบราณยกระดับขอบเขตแล้ว มักจะทำสมาธิให้ตบะมั่นคงก่อน ในสวนสาธารณะม้าหินมีอุปกรณ์ฝึกวิทยายุทธมากมาย เขาจึงอาศัยสิ่งนี้มาฝึกฝนให้กำลังของตัวเองมั่นคง
ตอนที่มาถึงสวนสาธารณะม้าหินก็เป็เวลาหกโมงสิบนาที เวลานี้ตะวันรอนแล้ว ผู้คนก็น้อยลงคนส่วนใหญ่ล้วนกลับบ้านไปทานอาหารกันแล้ว
ซูฮ่าวกวาดตามองไปรอบๆ เตรียมหาสถานที่ที่สะอาดโคจรจุดตันเถียนก่อน หลังจากนั้นค่อยฝึกกังฟู
“ผัวะ ผัวะ ผัวะ!”
เพิ่งเดินมาได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงกระทบดังมาอย่างต่อเนื่อง เป็ความแรงที่แข็งแกร่งมาก
ซูฮ่าวตะลึงงัน และมองไปตามเสียง เห็นแค่ในเขตหุ่นไม้ที่อยู่ด้านซ้ายมีเด็กผู้หญิงที่สวมชุดฝึกวิทยายุทธ มัดผมหางม้าคนหนึ่ง
เด็กผู้หญิงยืนอยู่ตรงนั้น รูปร่างบอบบาง ผมดำดั่งหมึกยาวมาถึงเอว ดวงตาเย็นดั่งน้ำบริสุทธิ์ที่อยู่บนูเาหิมะ คิ้วสีดำดูองอาจ
สามารถรู้สึกถึงท่าทางที่หยิ่งผยองจากตัวของเธอได้อย่างชัดเจน ริมฝีปากสีแดงระเรื่อ ดวงตาไม่รู้ว่ามองไปทางไหน คล้ายว่ามองมาทางตน ราวกับทุกสรรพสิ่งไม่ได้อยู่ในสายตาของเธอ
เวลานี้มือทั้งคู่ของเด็กผู้หญิงทุบลงบนหุ่นไม้ตรงหน้าไม่หยุด ราวกับมีอยู่กระบวนท่าเดียวเท่านั้น แต่ทุกๆ ก้าวล้วนดูมีพลัง ออกแรงกระทืบเท้าและท่วงท่าอื่นๆ ทรงพลังเป็อย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าเป็คนที่ฝึกวิทยายุทธคนหนึ่ง
ซูฮ่าวมองสถานการณ์ของเด็กผู้หญิงกับหุ่นไม้ ก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่ในใจ และหวนคิดถึง
ในความทรงจำ เช้าตรู่ที่เต็มไปด้วยหิมะตกนั้น เธอก็สวมชุดฝึกวิทยายุทธ มัดผมหางม้า และยืนอยู่ตรงหน้าหุ่นไม้สีแดง
การดำรงอยู่ของเธอ ราวกับทำให้เสียงดังของรถราเลือนราง และทำให้เสียงเร่ขายของของพ่อค้าแผงลอยข้างทางเลือนราง แต่กลับทำให้ความสุขที่อยู่ภายในใจของตนเองชัดเจนอย่างน่าแปลก
ท้องฟ้าในเวลานี้แจ่มใสมาก ปุยเมฆเป็สีขาวบริสุทธิ์ เธอดูสวยมาก…
“ชาตินี้ ฉันจะรักษาคำพูด พาเธอไปชมมวลดอกไม้ ชมูเาแม่น้ำ!” ซูฮ่าวสูดหายใจลึก และกุมกำปั้น บนใบหน้าเผยความมั่นคงแน่วแน่
เขาขจัดความคิดที่มากมายในหัวออกไป สายตาตกอยู่ที่ตัวของเด็กผู้หญิงอีกครั้ง หลังจากที่มองเธอตีหุ่นไม้ประมาณสามนาทีแล้ว ก็ส่ายหน้า
“ถึงแม้การต่อยจะดูมีพลัง แต่ไม่มีทางทำถึงขั้นต่อยจุดหมายได้ดั่งใจ แม้จะรวดเร็ว แต่เป้าหมายกลับบิดเบี้ยว โดยรวมแล้วก็ธรรมดา ยังต้องขยันฝึกอีก”
เขาเติบโตอยู่ในบ้านตระกูลซูมาั้แ่เด็กๆ ที่พบมากที่สุดก็คือหุ่นไม้ ตอนเช้าของทุกๆ วันจะถูกบ้านตระกูลซูบังคับให้ตีหุ่นไม้หนึ่งชั่วโมง ถึงลำบากและเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องอดทน
ก็เพราะอย่างนี้ เขาจึงเชี่ยวชาญเทคนิคการตีหุ่นไม้นานแล้ว
ฝีมือการตีหุ่นไม้ของเด็กผู้หญิงคนนี้ดูแข็งทื่อ ส่วนใหญ่จะใช้แค่แรง หากตอนเด็กๆ ซูฮ่าวตีหุ่นไม้อย่างนี้ เกรงว่าคงถูกคนรุ่นเดียวกันหัวเราะเยาะแน่
ไม่รู้ว่าเป็เพราะสวนสาธารณะม้าหินเงียบสงบเกินไปหรือไม่ ทันทีที่คำวิพากษ์วิจารณ์ของซูฮ่าวพูดออกมา คิดไม่ถึงว่าจะเข้าหูของเด็กผู้หญิงตรงหน้าโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
เห็นว่าเธอหยุดตีหุ่นไม้ ก่อนจะเอียงหน้ามา สายตาที่เย็นเหมือนน้ำแข็งมองมาที่ซูฮ่าว
“ที่นายพูดเมื่อกี้หมายความว่าอย่างไร?”
“แค่พูดไปเรื่อยน่ะ อย่าถือสาเลย ผมจะออกไปเดี๋ยวนี้” ซูฮ่าวกล่าวขอโทษพลางหัวเราะ และ้าหันหลังออกไปจากเขตนี้
“เดี๋ยวก่อน!” ไม่รอให้ซูฮ่าวหันหลังจากไป มู่หรงฉินกลับพูดขึ้นมาอย่างฉับพลัน น้ำเสียงดูเยือกเย็นเป็อย่างมาก
“ถ้าเมื่อกี้นี้ฉันฟังไม่ผิด นายเหมือนจะคิดว่าฝีมือการตีหุ่นไม้ของฉันไม่ดีพอ ใช่ไหม?”
ซูฮ่าวมีสีหน้ากระอักกระอ่วนไม่น้อย
หากรู้ั้แ่แรกว่าการได้ยินของเด็กผู้หญิงคนนี้ดีขนาดนี้ เขาคงจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ออกมา
เขามองสายตาตั้งคำถามนั้นของมู่หรงฉิน เขารู้ว่าไม่สามารถพูดโกหกได้ ทำได้แค่ตอบตามความจริง “ใช่ ดูจากกระบวนการตีหุ่นไม้ของคุณ แม้ว่าจะดูช่ำชองมาก แต่การควบคุมพลังของคุณไม่ค่อยเชี่ยวชาญเท่าไรนัก ตอนที่ควรปะทุคุณกลับลดแรง ตอนที่ไม่ควรปะทุ คุณกลับเพิ่มแรง ทำให้กระบวนท่าตีหุ่นไม้ดูแล้วแข็งทื่อไปหน่อย”
ทันทีที่เอ่ยเช่นนั้นออกมา สีหน้าของมู่หรงฉินก็มืดมน มืดมิดจนมองไม่เห็นก้น
เธอฝึกวิทยายุทธมาั้แ่เด็กๆ จนตอนนี้ก็มีประสบการณ์สิบกว่าปีแล้ว การควบคุมแรงถือว่าโดดเด่นที่สุดในรุ่นเดียวกันของตระกูล
เ้าคนที่อายุพอๆ กับตนเองคนนี้ เกรงว่าแม้แต่นักรบโบราณก็ล้วนไม่ใช่ คิดไม่ถึงว่าจะกล้าประเมินค่าเธอได้ต่ำเช่นนี้?
ซูฮ่าวเห็นใบหน้าน้อยๆ ของมู่หรงฉินเ็า ก็รีบพูดอธิบายว่า “อย่าเพิ่งโมโหเลยนะ ผมก็แค่รู้สึกว่าแรงตอนที่คุณตีหุ่นไม้มันไม่สมดุล ทำให้พลังของคุณสูงเกินไปบ้าง ต่ำเกินไปบ้าง สรุปแล้วมันดูขาดแรงที่เหนียวแน่น”
“หากปล่อยให้เป็อย่างนี้ต่อไป ความแรงในตอนที่คุณตีก็ยากมากที่จะบรรลุถึงจุดที่สูงที่สุด ถึงเวลานั้น หมัดที่เหมือนกัน คุณก็อาจจะแสดงพลังออกมาได้แค่ครึ่งเดียว”
“ที่พูดก็มีเหตุผล หากนายคิดว่าแรงของฉันไม่สมดุลจริงๆ แบบนั้นนายลองมาตีหุ่นไม้ให้ฉันดูหน่อย ยอดฝีมืออย่างนายมีความสามารถแค่ไหน” มู่หรงฉินหรี่ตา แล้วเอ่ยด้วยความเ็า
เธอเหมือนจะไม่ฟังคำพูดของซูฮ่าว คำพูดที่เธอพูดออกมานั้นก็เต็มไปด้วยความโกรธ
ซูฮ่าวขมวดคิ้ว โค้งตัวทำมือคารวะ “ที่พูดไปก่อนหน้านี้คือความคิดเห็นส่วนตัวของผม คิดเสียว่าฟังเื่ตลก ผมไม่รบกวนคุณฝึกวิทยายุทธแล้ว”
เขาพูดจบก็หันหลังเดินออกไปทันที
ในเมื่อเธอไม่เชื่อคำพูดของเขา แล้วเขาจะหาเื่ใส่ตัว เพื่อเอาอกเอาใจคนที่ไม่สนใจทำไม?
แต่มู่หรงฉินกลับไม่คิดที่จะปล่อยซูฮ่าวไป
เธอก้าวไปด้านหน้า และรั้งซูฮ่าวไว้
“ท่านยอดฝีมือ คุณยังไม่ได้แสดงวิธีการตีหุ่นไม้ที่ถูกต้องให้ฉันดูเลยนะ แล้วจะไปแบบนี้เลยหรือ ไม่ค่อยดีมั้ง?”
“ผมก็ไม่ใช่ว่าเก่งมาก พอได้แล้ว… ” ซูฮ่าวฝืนยิ้ม ไม่อยากเซ้าซี้กับมู่หรงฉินอีก
มู่หรงฉินเลิกคิ้ว พลางพูดอย่างเ็าว่า “ฉันก็ไม่สนว่าคุณจะเก่งหรือเปล่า วันนี้ต่อให้คุณไม่อยากตีหุ่นไม้นี้ก็ต้องตี!”
ใบหน้าของซูฮ่าวมีเหงื่อไหล
เขาก็แค่วิจารณ์เล็กน้อยเท่านั้น จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับมู่หรงฉิน แต่ที่เขาคิดไม่ถึงคือ มู่หรงฉินค่อนข้างจริงจังกับคำพูดพวกนั้น
ระหว่างที่เขาลำบากใจ ทันใดนั้นเสียงที่ทรงพลังก็ดังมาแล้ว
“เสี่ยวฉิน อย่าเสียมารยาท!”
ซูฮ่าวเบนสายตาไป ก็เห็นแค่ด้านหลังมีคนแก่สวมชุดหละหลวม ดวงตาทั้งคู่มีชีวิตชีวาคนหนึ่งเดินมา
คนแก่คนนี้อายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว ถึงจะอายุมากแต่กลับมีจิตใจฮึกเหิม มีความน่าเกรงขาม
มู่หรงฉินเห็นคนแก่เดินเข้ามา ท่าทางที่เยือกเย็นก็หายไปทันที แต่เผยสีหน้าที่ไม่ได้รับความเป็ธรรม แล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย
“คุณปู่ หลานสาวของคุณปู่ถูกคนรังแกแล้ว!”
มุมปากซูฮ่าวกระตุก สีหน้าดูหมดคำจะพูดขึ้นมาทันที
แบบนี้มันคนเลวขี้ฟ้องชัดๆ เมื่อกี้คนที่ถูกรังแก คือฉันต่างหาก
“หลานสาวฉันก็ทะนงตัวอย่างนี้ ไม่รังแกคนอื่นก็นับว่าดีแล้ว แต่จะถูกคนอื่นรังแกได้อย่างไร?” คนแก่ลูบหัวของมู่หรงฉิน ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“คุณปู่ พูดแซวหนูอีกแล้วนะ” มู่หรงฉินหน้าแดง และทำปากจู๋ เธอพูดอย่างโมโหว่า “ก็เมื่อกี้ เ้าหมอนี่พูดว่าฝีมือการตีหุ่นไม้ของหนูไม่ดี หนูก็แค่อยากให้เขาแสดงให้หนูดูสักรอบ เผื่อจะได้จดจำไปฝึกฝน นี่ก็ผิดหรือ?”
คนแก่งงงัน บีบจมูกของมู่หรงฉิน พร้อมกับฝืนยิ้มเอ่ยว่า “อีกฝ่ายจะอยากแสดงหรือไม่ก็เป็เื่ของเขา หลานบังคับอีกฝ่ายก็ไม่ถูก!”
มู่หรงฉินอ้าปาก แต่กลับพบว่าเหมือนจะโต้แย้งอะไรไม่ได้ แค่ทำเมินใส่ สายตาที่ชำเลืองมองซูฮ่าวก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
คนแก่เห็นแล้วก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองซูฮ่าว “สวัสดีพ่อหนุ่ม ฉันชื่อมู่หรงเหิงเต๋อ ก่อนหน้านี้หลานสาวฉันมู่หรงฉินล่วงเกินนาย นายอย่าได้ถือสาเลยนะ”
“ผมซูฮ่าว คุณสุภาพเกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้เป็ผมเองที่ถือวิสาสะไปวิจารณ์คุณมู่หรง พูดจาไม่เหมาะสม เป็ธรรมดาที่จะทำให้คุณมู่หรงไม่พอใจ เป็ความผิดของผมเองครับ” ซูฮ่าวโบกมือ พูดพลางหัวเราะ
เขารู้สึกว่าเคยได้ยินชื่อมู่หรงเหิงเต๋อที่ไหน แต่ก็คิดไม่ออก
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พ่อหนุ่มซูช่างถ่อมตัวจริงๆ หากเสี่ยวฉินมีท่าทางที่ถ่อมตัวอย่างคุณสักครึ่ง ผมก็พอใจแล้ว” มู่หรงเหิงเต๋อภายนอกหัวเราะ แต่จริงๆ แล้วภายในใจกลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ตระกูลมู่หรงคือตระกูลสุดยอดของเมืองเป่ยไห่ ตั้งอยู่ที่ฉวนโจว มีอำนาจสูงเสียดฟ้า ไม่มีใครไม่รู้จัก
ผู้ชายตรงหน้านี้ หลังจากที่ได้ยินชื่อของตนแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะไม่มีท่าทางที่ตื่นตระหนกหรือเคารพนอบน้อม ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ
มู่หรงฉินที่อยู่ข้างๆ ได้ยินอย่างนี้แล้ว ก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที
“คุณปู่ ทุกครั้งคุณปู่ก็เอาแต่ชมคนอื่น ชมหลานของคุณปู่บ้างไม่ได้หรือ?”
“เ้าหมอนี่ถ่อมตัวเสียที่ไหน เขาก็แค่หาข้ออ้างให้กับกำลังที่ไม่พอของตัวเองเท่านั้น หากเขามีความสามารถจริงๆ ก็คงแสดงต่อหน้าหนูนานแล้ว จะรอถึงตอนนี้หรือ?”
“นี่… ” มู่หรงเหิงเต๋อได้ยินแล้ว ก็พูดไม่ออกขึ้นมาทันที
ก็เป็อย่างนี้จริงๆ หากซูฮ่าวมีความสามารถนี้จริงๆ ปกติแล้ว ก็ไม่น่าจะยอมให้หลานสาวของเขาก่อกวนอย่างนี้
เขาครุ่นคิดสักพัก ก็มองซูฮ่าว พูดกลั้วหัวเราะว่า “พ่อหนุ่มซู คุณก็ลองแสดงทักษะตีหุ่นไม้ที่ถูกต้องให้เสี่ยวฉินดูสักหน่อยเถอะ หลานสาวคนนี้ของผมเอาแต่ใจ ปกติหยิ่งผยองจนเคยตัว ดังนั้นการฝึกวิทยายุทธก็เลยเห็นผลช้า วันนี้กว่าจะได้พบคนที่มีฝีมือการตีหุ่นไม้อย่างคุณ สู้พายเรือตามน้ำ และชี้แนะหลานสาวของผมสักหน่อยจะเป็ไรไป?”
“คุณปู่ หนูหยิ่งผยอง เอาแต่ใจตรงไหน?” มู่หรงฉินเหมือนจะไม่ชอบคำพูดของมู่หรงเหิงเต๋อ เธอเบ้ปากพลางพูดโต้แย้ง
มู่หรงเหิงเต๋อหัวเราะอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรไป แค่มองไปทางซูฮ่าว เพื่อรอคำตอบของเขา
ซูฮ่าวเห็นสถานการณ์อย่างนี้ ก็เงียบไปสักพัก แต่ไม่ก็ได้กระมิดกระเมี้ยน เขาพยักหน้า “ได้ครับ ไหนๆ คุณก็พูดแบบนั้นแล้ว ตอนนี้ผมจะแสดงฝีมือสักหน่อย”
เขาไม่ชอบสีหน้าดูถูกคนของมู่หรงฉินจริงๆ แต่เขาก็มีความมั่นใจในด้านการตีหุ่นไม้อยู่พอสมควร ก็ทำให้มู่หรงฉินดูสักหน่อย ให้เธอได้เห็นว่าอะไรที่เรียกว่าฝีมือการตีหุ่นไม้ที่แท้จริง สยบท่าทางที่หยิ่งผยองของเธอ
พอพูดจบ ก็สูดหายใจลึก และก้าวไปตรงหน้าหนึ่งในหุ่นไม้
ก่อนจะหลับตาตั้งสมาธิสิบกว่าวินาที หลังจากที่ปรับสภาพแล้ว ซูฮ่าวก็ลืมตา ตั้งตัวตรงตามธรรมชาติ เท้าทั้งสองแยกออกกว้างเท่ากับ่ไหล่ ปลายเท้ายื่นไปด้านหน้า และตั้งท่า
“เฮ้อ แค่ตั้งท่าเท่านั้น” มู่หรงฉินมองเหตุการณ์นี้ด้วยสายตาดูถูก
ในฐานะคุณหนูของตระกูลมู่หรง เธอแทบจะฝึกวิทยายุทธทุกวัน ร่ำเรียนสุดยอดวิชายุทธมาไม่น้อย ในรุ่นหนุ่มสาวของตระกูลมีคู่ต่อสู้ที่สู้เธอได้อยู่ไม่เท่าไร
กำลังระดับนี้ จะแย่อย่างที่ซูฮ่าวพูดหรือ?
หากอีกเดี๋ยวฝีมือการตีหุ่นไม้ของซูฮ่าวไม่เข้าตาเธอ เธอจะต้องสั่งสอนเ้าคนสายตาสูงส่งแต่ฝีมือต่ำต้อยคนนี้สักหน่อย
มู่หรงเหิงเต๋อได้ยินเสียงบ่นพึมพำของมู่หรงฉินแล้ว ก็ดูจนปัญญามาก
หลานสาวคนนี้ของเขาดีทุกอย่าง ติดแค่หยิ่งผยอง ได้ยินคนอื่นติตัวเองเป็ไม่ได้
ครั้งก่อนลูกชายของรองผู้ว่าแค่โต้แย้งเธอเล็กน้อย ก็ถูกเธอชกจนหน้าฟกช้ำดำเขียว ส่งเข้าโรงพยาบาลไปครึ่งเดือนแล้ว
ตอนนี้ที่เขาคิดคืออีกเดี๋ยวต้องจับตาดูมู่หรงฉินให้ดี เพื่อเลี่ยงไม่ให้เคราะห์กรรมของลูกชายของรองผู้ว่าเกิดขึ้นกับซูฮ่าวอีกครั้ง
ด้านหน้าหุ่นไม้ ซูฮ่าวแยกเท้าออกกว้างเท่า่ไหล่ มือทั้งสองยกขึ้น เขาทำให้ตนเองสมองโล่งแล้ว ราวกับยืนอยู่บนโลก และเอกภพอันเวิ้งว้าง ฟ้าดินและมนุษย์รวมกันเป็หนึ่ง
วินาทีต่อมา มือทั้งคู่ของซูฮ่าวรวบรวมเอาอากาศจากด้านหน้า รวมไปที่สะดือ ไปตามจุดอวี้เจิ่น จุดต้าจุย จุดมิ่งเหมิน จุดเหว่ยจงจนถึงจุดหย่งเฉวียนตรงฝ่าเท้า และโคจรไปที่จุดหย่งเฉวียนก่อนจะส่งไปยังจุดตันเถียน จุดตันเถียนกลาง จุดเหรินจงไปจนถึงจุดไป่ฮุ่ยอีกครั้ง จากนั้นก็โคจรหนึ่งรอบตามลำดับ ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่ควบคุมการหายใจ
เวลานี้เขากำลังสูดหายใจยาวๆ อย่างช้าๆ ยืดหยุ่นขึ้นไป้า มือทั้งสองกดลง
ต่อมาจังหวะเท้าของซูฮ่าวก็กระทืบไปบนพื้น รอบตัวเขาราวกับมีท่าทางที่น่าเกรงขามเพิ่มขึ้นมา
มือทั้งคู่ของเขายื่นออกมา ก่อนจะวาดวงกลมอยู่กลางอากาศ ราวกับกำลังลูบคลำลูกบอลที่ไร้รูป ราวกับรวมเป็หนึ่งเดียวกับลม เปลี่ยนไปอย่างเบานุ่มอ่อนโยน แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าด้านในแฝงด้วยพลังที่ไร้ขีดจำกัด และอาจจะพุ่งออกมาได้ทุกเวลา
“ไท่เก๊ก?” มู่หรงเหิงเต๋อมองเหตุการณ์นี้อย่างประหลาดใจ
ไท่เก๊ก คือวิธีการฝึกเน่ยตันของจางชานเฟิง มองสภาพที่เป็ธรรมชาติ สยบความแข็งแกร่งด้วยความอ่อน สยบการเคลื่อนไหวด้วยความเงียบ
้าฝึกจิตเป็พลัง ฝึกพลังเป็จิตได้
ด้านล่างฝึกจิตว่างเปล่า ฝึกความว่างเปล่ารวมธรรมชาติและมนุษย์
คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนหนุ่มอย่างซูฮ่าวจะเข้าใจไท่เก๊ก ช่างน่าประหลาดใจไม่น้อย
แน่นอนว่ามู่หรงฉินก็รู้ว่าซูฮ่าวกำลังแสดงไท่เก๊ก แต่เธอกลับไม่คิดว่าซูฮ่าวจะเก่งกาจเพราะเหตุนี้
แก่นแท้ของไท่เก๊กก็เรียนยากมาก หากไม่ถึงสิบปีแม้แต่ธรณีประตูก็ก้าวเข้าไปไม่ได้ สามสิบสี่สิบปีเพิ่งจะสำเร็จได้บ้าง ขั้นต้นเข้าใจเคล็ดวิชาสี่ตำลึงปาดพันชั่ง [1]
สายตาตกอยู่ที่ซูฮ่าวอีกครั้ง เขาในเวลานี้ มือทั้งสองข้างราวกับภาพลวงตา ที่กำลังต่อยลงบนหุ่นไม้ราวกับฟ้าแลบ
“ผัวะ ผัวะ ผัวะ… ”
ความเร็วที่ซูฮ่าวตีหุ่นไม้สมดุลมาก ทั้งบนทั้งล่าง เก็บหมัดปล่อยหมัด รวดเร็วจนกลายเป็เงาที่ทับซ้อน
ตอนแรกมู่หรงฉินมองส่วนที่พิเศษอะไรไม่ออก แค่รู้สึกว่าตอนที่ซูฮ่าวตีหุ่นไม้การเคลื่อนไหวราบรื่นมากเท่านั้น
แต่ต่อมา เธอพบว่าซูฮ่าวโจมตีไม่หยุด ความรู้สึกที่โผบินดั่งห่านฟ้าที่ใ ดั่งัเวียนว่ายปรากฏอยู่บนตัวซูฮ่าวอย่างรำไร
แขนเสื้อยาวพลิ้วไหว เส้นผมสยายออก ราวกับร่ายรำอยู่ในฟ้าดินอันกว้างใหญ่ไพศาล แต่ทรงพลังดั่งูเาแม่น้ำ
มีท่าทางแข็งแกร่ง เป็บุรุษมากความสามารถแต่ไม่สำแดงออกมา หล่อเหลาไม่ธรรมดา และองอาจ
ทุกครั้งที่ซูฮ่าวยกมือ ราวกับผีเสื้อที่ร่ายรำ บางครั้งพลิ้วไหว บางครั้งเบาบาง พลังอ่อนโยนจนแม้แต่ผิวน้ำก็ไม่เกิดคลื่น
มู่หรงฉินอึ้งไปเลยทีเดียว
การเคลื่อนไหวที่ตีหุ่นไม้ของซูฮ่าวในเวลานี้ทำให้ทุกอย่างพังพินาศย่อยยับ กวาดล้างทุกอย่าง ทุกกระบวนท่าดั่งลมพัดเมฆที่ม้วนเอาทุกอย่างได้ ท่าทางตอนที่โจมตีราวกับหลุดจากโลก บรรลุถึงขอบเขตที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว
มู่หรงเหิงเต๋อก็เป็เช่นนี้ ในสายตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยเห็นฝีมือการตีหุ่นไม้ที่น่าตื่นตาตื่นใจเช่นนี้ ราวกับปี่เซียะที่สั่นไหวฟ้าดินได้มองลงมา ราวกับบนฟ้ามีจอมปีศาจมาเยือน มีสุนทรียะที่มีสะพานเล็กข้ามสายน้ำที่ไหลยาว มีท่าทางราวกับง้าวคันธนู เหมือนดวงจันทร์เต็มดวง เหมือนกำลังมองมายังเบื้องล่างจากที่สูง
ภาพมือทับซ้อนของซูฮ่าวเคลื่อนไหว คิดไม่ถึงว่าท่าทางเคลื่อนไหวของเขานั้นราวกับมีชีวิตชีวา ถึงแสงตะวันรอนจะปกคลุมตัวเขา แต่กลับปกปิดออร่าที่ปลดปล่อยออกมาจากตัวเขาไม่ได้
สีหน้าของทั้งสองคนแปรเปลี่ยน ความเร็วที่ซูฮ่าวตีหุ่นไม้ค่อยๆ เร็วขึ้น พอคนอื่นมองเข้าไป ก็ราวกับเขามีมือนับไม่ถ้วน
ทุกครั้งที่ตีหุ่นไม้ล้วนจะมีเงามือนับไม่ถ้วน ในขณะเดียวกันก็มีเสียงดังอย่างต่อเนื่อง
และที่ควรค่าให้พูดถึงนั้น ไม่ว่าความเร็วที่ซูฮ่าวตีหุ่นไม้จะรวดเร็วแค่ไหน เขากลับสามารถควบคุมกำลังได้อย่างสมดุล ทำให้สุนทรียะด้านความเงียบที่เขาสร้างคงอยู่ได้นาน
หลังจากผ่านไปห้านาที การเคลื่อนไหวของซูฮ่าวก็ค่อยๆ หยุดลง
แสงตะวันรอนส่องผ่านเมฆขาวไปปกคลุมตัวเขา ราวกับเป็ผ้าบางๆ ที่ลึกลับปกคลุมให้เขาหนึ่งชั้น
ลมพัดผมซอยของซูฮ่าวเบาๆ ราวกับคนรักกระซิบข้างหูอย่างแ่เบา
เขายืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ และโดดเด่น ที่แสดงออกมากลับเป็ท่าทางที่ไม่เห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา
หลังจากมองไปที่ตัวเขา ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เสน่ห์อันเป็เอกลักษณ์นี้ช่างดึงดูดใจคนยิ่งนัก!
-----------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] สี่ตำลึงปาดพันชั่ง คือ ใช้แรงน้อยเอาชนะแรงมาก
