บทที่ 136 แผนการของศิษย์พี่หญิง
“หากเป็เช่นนี้ พวกเราไม่รู้ต้องรอนานเท่าไร หากเกิดครั้งนี้นายน้อยตระกูลลู่ไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ววิ่งกลับไปูเาเทียนฉยง จากนั้นเจ็ดแปดปีก็ไม่ลงมาแล้วเล่า พวกเราจะทำอย่างไร?” เฉียวเฟยถามด้วยความไม่พอใจ
แม้ว่าคำพูดเฉียวเฟยจะมีความสงสัยและความโกรธปะปนอยู่ แต่บอกเลยว่า เื่เช่นนี้มีความเป็ไปได้สูงมาก จึงทำให้ฉินเหยียนเจินและจ้าวจือเจี๋ยพากันเงียบไปทันที
เพราะทั้งสองคนอยากจะทำด้วยความระมัดระวัง ดังนั้นจึงยอมรอมาสักพักเพื่อหาโอกาส แต่อายุขัยของอาจารย์มีเวลาที่จำกัด พวกเขาจึงมีเวลาที่จะรอคอยกันไม่มากนัก
ฉินเหยียนเจินมองหน้าศิษย์น้องสักพัก ก็เกิดอาการลังเลใจ พร้อมทั้งพูดเหมือนหารือว่า “ หากเช่นนั้นก็ใช้วิธีเดิมของข้าไปกันก่อน เดี๋ยวข้าจะคิดหาวิธีเข้าใกล้อีกฝ่ายเอง แกล้งเข้าไปผูกมิตร หากสามารถได้รับความไว้วางใจ แล้วก็ค่อยเอ่ยปากขอยาอายุวัฒนะแล้วกัน วิธีนี้ค่อนข้างที่จะเชื่อถือได้!”
“เื่นี้ไม่ต้องพูดแล้ว ศิษย์พี่หญิงใหญ่ นี่ท่านไม่รู้ชื่อเสียงเดิมของนายน้อยตระกูลลู่เลยหรือ? หากถูกเขาจับได้ ศิษย์พี่หญิงใหญ่จะมีอันตราย ต่อให้ผูกมิตรกับเ้าหมอนั้นได้ แล้วท่านจะยืนยันได้อย่างไรว่าเขาจะเอายาชิง์น้อยให้กับท่าน? นั้นมันยาชิง์เลยนะ ตอนนี้ในเทียนตูราคาสูงเสียดฟ้าแล้ว เหตุใดคนที่รู้จักกันโดยบังเอิญจะนำยาอายุวัฒนะมาให้ท่านทันทีที่เอ่ยปากขอ ไม่น่าเชื่อถือเลย!” เฉียวเฟยอดที่จะพูดออกมาไม่ได้
“เชอะ หากเช่นนั้นก็เอาตามนี้ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปแสร้งเป็ผูกมิตร ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ข้าก็จะโปรย ‘ผงหมีเซียนซั่น’ เอาไว้ ต่อให้เป็ยอดฝีมือขั้นตงซวน หากได้สูดดมเข้าไปโดยไม่ทันตั้งตัว ก็ไม่มีทางต้านทานได้ ยิ่งนายน้อยตระกูลลู่ผู้นั้นยิ่งรับมือไม่ไหวหรอก” ฉินเหยียนเจินกล่าวออกมา
ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกคนสบตากันอยู่นาน มีแต่วิธีนี้ที่ค่อนข้างจะน่าเชื่อถือ แต่ให้ศิษย์พี่หญิงใหญ่ไปแล้วจะให้พวกเขาสบายใจได้อย่างไร ดังนั้นสองสามคนนี้จึงตัดสินใจที่ลงมือปฏิบัติภารกิจนี้กันเอง
“เอาล่ะ แย่งอะไรกัน คิดว่าข้าอยากจะไปจริงๆ หรือ อย่าว่าแต่พลังยุทธ์ของพวกเ้าสองสามคนนี้ต่ำเกินไป กลัวว่ามันไม่เข้าสายตาของบุรุษผู้นั้นเลยด้วยซ้ำ อีกอย่างหากเกิดถูกจับได้ขึ้นมา นิสัยเช่นลู่อวี่ สตรีตัวคนเดียวเช่นข้าเอาตัวรอดได้ง่ายกว่าพวกเ้า เื่นี้ตกลงเอาตามนี้ก็แล้วกัน!”
“ฮ่าฮ่า คิดไม่ถึงว่าคนพวกนี้จะรู้จักสหายน้อยกันดีทีเดียวเลยนะ แต่ข่าวกรองที่รวบรวมมาได้แย่มาก แต่ก็ถือว่ามีจิตใจที่กตัญญู!”
ในห้องที่งดงามมีรสนิยมสูงของชั้นสองในโรงเตี๊ยมตู้เสวียนเฉิงได้ร่ายเคล็ดวิชาหนึ่งออกมา จากนั้นก็มีภาพรูปหนึ่งรวมตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศที่ว่างเปล่าด้านข้างของทั้งสองคน ซึ่งข้างในนั้นก็คือเหตุการณ์ที่ทั้งสี่คนนั้นของสำนักเป่ยเฉินกำลังพูดคุยปรึกษากันอยู่ในโรงน้ำชา
ลู่อวี่ลูบจมูก และพูดด้วยความเก้อเขิน “เหตุใดข้าจะไม่รู้นิสัยตัวเองว่าเป็อย่างไร คนกลุ่มนี้น่าชิงชังมากเสียจริง อีกอย่างคงไม่เคยได้เห็นโลกภายนอกอะไรมาเลยแน่ๆ ข้าจะเป็อย่างที่พวกเขาว่าได้อย่างไร เอาเช่นนี้แล้วกัน ผู้เฒ่าตู้เ้ากลับไปที่ตระกูลแล้วเชิญยอดฝีมือมาสักสองสามคน ข้าจะเล่นไปตามบทกับศิษย์พี่ใหญ่อะไรนั้นของพวกเขาหน่อยแล้วกัน เ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”
ตู้เสวียนเฉิงหัวเราะดังลั่นและกล่าวว่า “สหายน้อยก็คือสหายน้อยจริงๆ ในเมื่อเช่นนี้ เช่นนั้นข้าจะเชิญยอดฝีมือมาให้สักสองสามคนเพื่อมาช่วยเสริมกำลังค่อยคุ้มเชิงให้สหายน้อย คิดว่าใช้เวลาไม่นาน สหายน้อยต้องได้สาวสวยมากอดแน่นอน!”
มีตู้เสวียนเฉิงอยู่ด้วยที่นี่ แล้วยังต้องไปเชิญยอดฝีมืออะไรมาอีก? ข้ออ้างนี้ของลู่อวี่ ตู้เสวียนเฉิงมองแวบเดียวก็เดาออกว่าคิดอะไรอยู่ ถอดใจเงียบๆ กับการทำตามใจชอบของวัยหนุ่มสาว เมื่อนึกย้อนถึงตอนนั้นที่ตัวเองอายุเท่าลู่อวี่ ก็เป็บุรุษที่อ่อนโยนต่อสตรีและมีความประมาทเลินเล่อในวัยเยาว์เช่นกัน ก็อดให้ความสนใจไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเื่ราวต่อจากนี้
ลู่อวี่พยักหน้าและกล่าวขึ้นว่า “อันที่จริงข้าก็ค่อนข้างที่จะสนใจ หลักๆ แล้วคืออยากดูว่าคนพวกนี้จะเล่นละครอะไรกัน เพราะอย่างไรก็ว่างอยู่ ถือว่าเป็การผ่อนคลายอารมณ์แล้วกันนะ!”
ดังนั้น หลังจากดื่มสุราไปสองสามอึกแล้วจึงลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก
ปกติตู้เสวียนเฉิงยอดฝีมือผู้นี้มักจะใช้วิชาหายตัวไปตลอด แต่วันนี้เป็ครั้งแรกที่เลือกเดินออกไป ทำให้รู้สึกโล่ง เป็ความรู้สึกสงบ และสบายใจอย่างไม่เคยเป็มาก่อน พลังยุทธ์ที่หยุดก้าวหน้ามานานก็บรรลุขั้นขึ้นมาในวินาทีนั้นทันที แต่เวลานี้ตู้เสวียนเฉิงเหมือนไม่ได้สนใจถึงจุดนี้ พาตัวเองเดินอย่างสบายอารมณ์ออกไปจากโรงเตี๊ยมหลิงเฟิงคนเดียว และมุ่งหน้าตรงไปที่นอกเมือง
“ไปแล้ว ไปแล้ว องครักษ์ผู้นั้นที่อยู่ข้างกายลู่อวี่ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้ไปแล้ว!” สี่คนนั้นจากสำนักเป่ยเฉินที่ค่อยจับตาดูการเคลื่อนไหวของลู่อวี่มาตลอด ก็สังเกตเห็นทันทีว่าตู้เสวียนเฉิงออกจากโรงเตี๊ยมหลิงเฟิงไปแล้ว
ทางด้านฉินเหยียนเจินเองก็มีรอยยิ้มแห่งความดีใจปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าเช่นกัน และทันใดนั้นจ้าวจือเจี๋ยก็พูดขึ้นมาทันทีว่า “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ในเมื่อยอดฝีมือผู้นั้นของตระกูลลู่ไปแล้ว หากเช่นนั้นตอนที่เขาออกมาพวกเราก็ลงมือได้ทันทีเลยใช่หรือไม่?”
ฉินเหยียนเจินพูดอย่างเด็ดขาดทันที “ไม่ได้ ข้าจะไปก่อน แล้วให้พลิกแพลงตามสถานการณ์ โอกาสเช่นนี้มีน้อย เหมือนกับที่ศิษย์น้องสามพูดเมื่อกี้ หากบุรุษผู้นี้กลับไปครั้งนี้แล้วไม่ลงมาจากเขาอีกเจ็ดแปดปี แผนของเราก็จะพังทันที และอาจารย์ก็จะตายเพราะสิ้นอายุขัยในที่สุด หากเื่ราวยังยืดเยื้อออกไปต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน ข้าจะแสร้งไปผูกมิตรกับบุรุษผู้นั้นดูก่อน ถึงเวลาไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น พวกเราจะควบคุมทุกอย่างได้!”
แม้ว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสามคนจะไม่เต็มใจนัก แต่หลายปีมานี้ตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของศิษย์พี่หญิงใหญ่มาตลอด เวลานี้จึงไม่มีใครกล้าคัดค้าน ได้แต่หวังว่าอีกสองคนจะพูดอะไรออกมาบ้าง
ชิงเหยียนเจินมีหรือจะมีเวลาใส่ใจกับความคิดเล็กคิดน้อยของทั้งสามคน จึงได้แต่พูดว่า “เอาล่ะ ข้าจะไปยื้อเวลาเขาไว้ หากมีโอกาส ข้าจะใช้ ‘ผงหมีเซียนซั่น’ ทันที เพื่อทำให้เขาหลงใหล หากไม่มีโอกาส ก็จะไปพร้อมกับเขา ถึงเวลาให้หาโอกาสลงมือพร้อมกัน เข้าใจหรือไม่?”
หลังจากถามไปประโยคหนึ่งแล้วเห็นว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสามคนยังคงเงียบ มีหรือที่นางจะยิ้มแย้ม นางอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าบูดบึ้ง และพูดด้วยความโมโหว่า “เหตุใดจึงมายืนทำหน้างุนงงเล่า!?”
จ้าวจือเจี๋ยสามคนถึงกับใ หลังจากมองหน้ากัน ก็ตอบรับไปคำหนึ่ง จากนั้นทั้งสองก็รีบมุ่งหน้าตรงออกไปนอกเมืองทันที ส่วนอีกคนนั้นก็อยู่รอรับคำสั่งอยู่
หลังจากส่งศิษย์น้องทั้งสามออกไปแล้ว ฉินเหยียนเจินก็เดินตรงไปที่โรงเตี๊ยมหลิงเฟิงทันที ในขณะที่ในหัวก็ครุ่นคิดถึงวิธีการต่างๆ มากมายไปด้วยเช่นกัน แต่ก็ถูกนางตัดทิ้งไปทีละข้อ สถานะของนายน้อยตระกูลลู่มันอ่อนไหวเกินไป หากคิดใช้ช่องทางปกติเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ มันเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว หากเช่นนั้นก็ทำได้เพียงคิดหาวิธีกำราบอีกฝ่าย แล้วเื่อื่นว่ากันอีกที อย่างน้อยหากมีตัวประกันผู้นี้อยู่ในมือ ถึงตระกูลลู่จะรู้ก็ทำอะไรเด็ดขาดจริงจังลงไปไม่ได้ เพราะเกรงว่าจะไปกระทบกระเทือนพวกพ้องของตน ถึงเวลานั้นก็ขอเพียงยาชิง์มาเม็ดเดียวก็พอ ซึ่งมันเทียบไม่ได้กับชีวิตของนายน้อยแห่งตระกูลลู่เลย
ฉินเหยียนเจินกลับไม่เคยคิดถึงเื่นี้เลย หากนายน้อยของตระกูลลู่จับได้ง่ายขนาดนั้น จะตกมาถึงมือพวกเขาได้จัดการกันหรือไม่ มีคนคิดวางแผนนี้กันกี่คนต่อกี่คนมาก่อนแล้ว อีกอย่าง หากพวกเขาจับนายน้อยตระกูลลู่ไปแลกกับยาชิง์เม็ดหนึ่งสำเร็จได้จริงๆ กองกำลังจำนวนนับไม่ถ้วนในเทียนตูจะคิดกันอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรกัน?
ฉินเหยียนเจินเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากอยู่แล้ว หลังจากเข้าไปในโรงเตี๊ยมหลิงเฟิง ก็ทำเพิกเฉยต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเสี่ยวเออร์ของโรงเตี๊ยม แต่กลับเดินตรงขึ้นไปที่ชั้นสองของโรงเตี๊ยมทันที เพราะนางเองก็ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน แต่พอกัดฟันก็อยากจะเข้าไปข้างในเลย เพราะอย่างไรเสียพลังยุทธ์ของนายน้อยตระกูลลู่ก็อยู่ขั้นเดียวกับนาง เพียงฝึกฝนวิทยายุทธ์มาดีกว่าเท่านั้น อีกอย่างตัวเองมาเพื่อผูกมิตร ไม่ใช่มาหาเื่ หากมันไม่ได้ผลก็เพียงเปิดเผยช่องโหว่ให้เขารู้ว่านางเป็สตรีและโปรยเสน่ห์ใส่สักหน่อย คิดว่านิสัยของบุรุษผู้นี้น่าจะรับมือได้ด้วยค่อนข้างง่าย
ในขณะที่คิดเช่นนี้ ในที่สุดฉินเหยียนเจินก็ขึ้นมาถึงชั้นสอง เมื่อกวาดตามองดู ก็มีเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งแบบมีรั้วกั้นริมหน้าต่างของชั้นสอง ไม่ต้องถามก็รู้ทันทีว่านี่ต้องเป็นายน้อยตระกูลลู่แน่นอน
“สหายท่านนี้รบกวนแล้ว ไม่คิดว่ากิจการของที่นี่ในวันนี้จะเงียบเหงาขนาดนี้ ให้ข้าเลี้ยงหรือไม่ มาดื่มด้วยกันสักหน่อย?” หลังจากที่ฉินเหยียนเจินมองเห็นลู่อวี่ ก็เสแสร้งทำเป็หันไปมองเล็กน้อย จากนั้นก็เดินเข้าไปหาพร้อมกับโค้งคำนับ ใบหน้างดงามราวกับหยกพูดอย่างยิ้มแย้ม
เมื่อชำเลืองมองเ้าหนุ่มผู้นี้ที่คิดไม่ซื่อกับตัวเอง ลู่อวี่ก็อดสงสัยไม่ได้ เพียงชายหนุ่มที่ปลอมตัวมาแต่ก็ดูหล่อเหลาเช่นนี้ หากกลับมาแต่งตัวเป็หญิงสาวจะสาวขนาดไหน ต่างก็ว่ากันว่าเซี่ยชิงเหยียนคุณหนูใหญ่จากตระกูลเซี่ยเป็หญิงงามอันดับหนึ่งในเทียนตู แต่ดูเหมือนในเื่นี้ใช่ว่าจะไม่มีคำโกหก คิดว่าคงเพราะคำนึงถึงพลังยุทธ์และสถานะของเขา ถึงได้ตัดสินเช่นนี้
ไม่ว่าอย่างไร หญิงสาวที่ปลอมตัวเป็ผู้ชายตรงหน้าผู้นี้ดูแล้วก็ยังคงดูสะดุดตานัก
หากหญิงสาวผู้นี้เป็บุรุษจริงๆ และต่อให้ลู่อวี่ไม่อิจฉา แต่ก็ทำเป็ไม่สนใจไม่ได้!
“เชิญนั่ง พบกันคือโชคชะตา ไม่ต้องเกรงใจ!” ลู่อวี่เองก็ไม่ได้ลุกขึ้นแต่ผายมือส่งสัญญาณให้
รอเมื่อฉินเหยียนเจินนั่งลง และหลังจากเสี่ยวเออร์ของร้านนำชามกับตะเกียบมาส่งให้ ลู่อวี่ถึงได้ทักทายไป “ข้าน้อยลู่เสียง ไม่ทราบว่าสหายชื่อแซ่ว่าอะไร บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ไหน?” ลู่อวี่ไม่สามารถบอกชื่อของตัวเองไปตามตรงได้อยู่แล้ว ดังนั้นก็เลยยืมชื่อองครักษ์ของตัวเองมาใช้ตามที่นึกขึ้นมาได้ และพูดออกมา
เื่บำเพ็ญเพียรในเทียนตูก็ไม่ใช่เื่แปลก แม้แต่คนธรรมดาต่างก็รู้ดี การฝึกฝนความเป็ะนั้นต้องมีคุณสมบัติที่สูงนัก หากไม่ได้รับการถ่ายทอดมาทางสายเื หนึ่งในหมื่นของคนธรรมดาอาจจะไม่มีคนที่มีคุณสมบัติในการฝึกฝนแม้แต่คนเดียว เช่นเดียวกับเมืองเทียนอวิ๋นที่เป็พื้นที่สำคัญของตระกูลลู่ก็เป็เช่นนี้เหมือนกัน ตราบใดที่มีคนมีคุณสมบัติบางอย่างก็จะหันไปฝึกฝนเพื่อเป็ะ มันก็ไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสมที่ลู่อวี่จะถามไปตามตรง เพราะไม่มีข้อห้ามใดบ่งบอกห้ามเปิดเผยพลังยุทธ์ต่อหน้าผู้คน
ฉินเหยียนเจินเม้มริมฝีปากยิ้ม และพูดอย่างใจกว้าง “ข้าน้อยมีนามว่าฉินเหยียน เหยียนที่มาจากคำมาเหยียนเซ่อ เป็เพียงนักพรตสันโดษผู้หนึ่งเท่านั้น สืบทอดต่อวิทยายุทธ์ที่บรรพบุรุษของตระกูลส่งต่อมาให้ ถึงได้ฝึกฝนจนบรรลุมาถึงพลังยุทธ์ในตอนนี้ ทำให้สหายลู่หัวเราะเยาะแล้ว! สหายลู่น่าจะเป็ทายาทสายตรงของตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น ช่างน่าอิจฉาจริงๆ!”
“ทุกตระกูลย่อมมีคัมภีร์ที่หายากของตัวเอง แม้ว่าข้าจะเป็ทายาทสายตรงของตระกูลก็ทำตามใจชอบไม่ได้ อีกอย่างบรรพบุรุษเคยสั่งไว้แล้ว หากมีผู้ประพฤติไม่ดีก็จะถูกส่งตัวไปยังที่รกร้างเปล่าเปลี่ยวเพื่อฝึกบำเพ็ญเพียร หากทำชั่วมาก ก็จะจัดการตามกฎของตระกูล ดังนั้นข้าจึงมาเดินเล่นในเมืองเท่านั้น ไม่กล้าทำอะไรเกินเลย!” ลู่อวี่แสร้งทำเป็หดหู่ใจ และระบายความขมขื่นออกมา
ฉินเหยียนเจินได้ยินเช่นนี้คิดแผนการขึ้นมาได้ทันที และพูดในใจว่าที่แท้เป็เช่นนี้เอง ในอดีตลูกศิษย์หลายคนในตระกูลลู่ล้วนโอหังอวดดีและกำเริบเสิบสานกันมาก ปกติไม่มีใครกล้าล่วงเกิน โดยเฉพาะนายน้อยตระกูลลู่ที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ หากตัวเองจัดการบุรุษผู้นี้ ก็ถือได้ว่าหาความยุติธรรมแทน์ และไม่ขัดต่อศีลธรรม! พอดีเลยจะได้ฉวยโอกาสนี้ล่อลวงเขาออกจากเมืองใหญ่ในเวลานี้ ถึงเวลาร่วมมือกับศิษย์น้องอีกสามคนเข้าโจมตีทันที คิดว่าบุรุษผู้นี้ที่อุทิศตนอยู่แต่กับปรุงโอสถจะมีความสามารถอะไรที่จะมาต้านทานได้!
