“มีอะไรหรือ?” เมื่อได้ยินเสียงของจู๋ฮวง ฉินอวี่ก็พูดอย่างเฉยเมย
“ดาบเล่มนี้ไม่เลวเลย!” จู๋ฮวงกล่าว
“เอ๊ะ? ว่าอย่างไรนะ?” ฉินอวี่เลิกคิ้วขึ้นทันที แต่ไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก เพราะนี่คืออาวุธที่สร้างขึ้นโดยหวังต้าหนิว จะไม่ดีได้อย่างไร?
“เ้าของดาบเล่มนี้มีระดับฝึกฝนที่ไม่ธรรมดาเมื่อตอนมีชีวิตอยู่ อีกอย่าง ดาบเล่มนี้ยังดื่มเืเข้าไปจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่รู้จะบอกว่าเ้าโชคดีหรือไม่ดีกันแน่ แม้ว่าดาบเล่มนี้จะกำเนิดจิติญญาอาวุธ แต่จิติญญาอาวุธเหล่านี้สูญหายไปเป็จำนวนมากแล้ว เหลืออยู่เพียงเศษเสี้ยวไม่มากนัก เป็เพราะในตอนที่เ้าของดาบเล่มนี้ยังมีชีวิต เขาเป็คนโเี้ ดังนั้น จิติญญาอาวุธจึงมีความชั่วร้ายยิ่งนัก หากเ้าคิดจะใช้พลังของดาบเล่มนี้ ก็อาจจะทำให้จิติญญาที่เหลืออยู่ตื่นขึ้นมา และเมื่อถึงตอนนั้น... เ้าจะต้องรับผลกระทบที่จะเกิดตามมาด้วย”
“ดังนั้นจึงพูดได้ว่า ดาบเล่มนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากเ้าาเ็สาหัส จิติญญาของดาบเล่มนี้ก็จะส่งผลกัดกินเ้าแน่นอน เ้าหนุ่ม ข้าไม่รู้จะว่าอะไรเ้าจริงๆ เ้าได้แก่นโลหิตของหยาจื้อและเสวียนอู่มาได้ อีกทั้งยังมีจิติญญาที่หลงเหลือ และในตอนนี้ ดาบที่วิเศษเล่มนี้ก็ยังมีจิติญญาที่เปี่ยมความชั่วร้ายแห่งการสังหาร...” จู๋ฮวงพูดด้วยน้ำเสียงที่แปลกไป
สีหน้าของฉินอวี่เริ่มดูไม่ได้อย่างยิ่ง เมื่อได้ยินคำพูดที่ดูจะยินดีบนความทุกข์คนอื่นของจู๋ฮวง ฉินอวี่ก็แสร้งพูดออกไป “ดูเหมือนว่าเ้าจะไม่ได้หลอกข้า บางที นับั้แ่ที่ข้าได้รู้จักกับผู้ไถ่โทษ ข้าคงถูกกำหนดให้ต้องตายแล้วแน่นอน” ปากของเขาพูดไปเช่นนี้ แต่ในใจกลับนึกถึงพยนต์มรณะหนุ่มที่พบเจอใน่แรก ฉินอวี่จำได้อย่างชัดเจน แม้ว่าพยนต์มรณะนั้นจะไม่มีสติปัญญา แต่ก็เหมือนเขาจะสามารถััถึงดาบเล่มนี้ได้ ซึ่งทำให้ฉินอวี่สงสัยเป็อย่างมากในตอนนั้น
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินอวี่ จู๋ฮวงก็ตกตะลึง และก่นด่าในใจไม่หยุด ก่อนจะกระแอมและพูดขึ้น “เพียงแต่ ไม่มีอะไรแน่นอนนักหรอก แม้ว่าจิติญญาอาวุธนี้จะโเี้มาก แต่ก็เป็เพียงเศษเสี้ยวไปแล้ว หากเ้า้าปรามมันในขณะที่สร้างผลข้างเคียง เช่นนั้น เ้าคงต้องอาศัยจิติญญาอาวุธนี้สร้างเป็จิติญญาอาวุธชุดใหม่ แม้ว่าระดับของจิติญญาอาวุธจะกลับสู่ระดับธรรมดา แต่มันก็จะเหมือนเป็จิติญญาที่สร้างขึ้นของเศษเสี้ยวระดับเต๋า ดังนั้น วันข้างหน้า หาก้าทำให้กลายเป็อาวุธระดับเต๋าก็ไม่ใช่เื่ยากแล้ว!”
“จิติญญาอาวุธ? จิติญญาอาวุธระดับเต๋า?” ฉินอวี่สูดลมหายใจเข้าอย่างรวดเร็ว มันมีทั้งข้อดีข้อเสียจริงๆ แม้ว่าแก่นโลหิตของหยาจื้อและเสวียนอู่จะมีจิติญญา หากจะให้ใช้ตีสังหารได้ ก็ต้องได้รับแก่นโลหิต จึงจะพอที่จะกระตุ้นสายเืทั้งสอง และในตอนนี้ ในดาบเล่มนี้ยังมีเศษเสี้ยวิญญาระดับเต๋าหลงเหลือ แล้วเช่นนี้จะไม่ทำให้ฉินอวี่ประหลาดใจได้อย่างไร?
โดยทั่วไปแล้ว มีเพียงอาวุธระดับเต๋าที่ผ่านการหล่อเลี้ยงมาอย่างยาวนานเท่านั้น จึงจะหล่อเลี้ยงให้เกิดจิติญญาอาวุธด้วย และจิติญญาอาวุธนี้เป็เพียงจิติญญาอาวุธระดับทั่วไปซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุด หาก้าทำให้จิติญญาอาวุธสูงขึ้นถึงระดับเต๋า ก็จะต้องข้ามผ่านความยากลำบากเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนทั่วไปฝึกฝนให้เป็ระดับขั้นเขตแดนเต๋า
แม้แต่สำนักเทียนฉีในตอนนั้น ก็มีเพียงกระบี่ของปรมาจารย์เทียนฉีเท่านั้นที่มีจิติญญาอาวุธระดับเต๋า อย่างไรก็ตาม เขาไม่รู้เลยว่ากระบี่เล่มนั้นติดตามปรมาจารย์เทียนฉีมานานเท่าไรแล้ว จึงเห็นได้ว่า การหล่อเลี้ยงจิติญญาอาวุธระดับเต๋านั้นเป็เื่ที่ยากยิ่งนัก
แต่ในตอนนี้ ในดาบเล่มนี้กลับมีเศษเสี้ยวของจิติญญาอาวุธระดับเต๋า... หากสามารถทำให้ปัญญาของจิติญญาที่เป็เศษเสี้ยวถูกทำลายลงและกำเนิดมาใหม่ได้ เช่นนั้นแล้ว ในอนาคตก็จะสามารถสร้างคุณสมบัติของจิติญญาอาวุธได้ดีกว่าจิติญญาอาวุธโดยทั่วไปมาก
“แม้ว่าเศษเสี้ยวจิติญญาอาวุธจะมีข้อดี แต่... ก็จำเป็ต้องทำลายปัญญาส่วนที่เหลือนี้เสียก่อน” ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง และครุ่นคิด
ดูเหมือนเมื่อจู๋ฮวงััได้ถึงความประหลาดใจของฉินอวี่ เขาก็พูดขึ้นอย่างสะใจ “ดูเหมือนจะเชื่อแล้วจริงๆ เ้าเด็กคนนี้... เชื่อแล้วจริงหรือ? ฮึๆ ยังไม่ต้องพูดถึงเื่ความตายจากการลงโทษของ์ เพราะต่อให้เ้าไม่ตาย ก็อย่าได้ฝันกลางวันเลย แม้ว่าจิติญญาอาวุธนี้จะเป็เพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง... แต่ก็มีพลังความชั่วร้ายที่เข้มข้น และไม่รู้ว่าได้เสพเืไปมากเพียงใดแล้ว ความชั่วร้ายเช่นนี้ จะต้องใช้ผู้ที่มีจิตใจชั่วร้ายอย่างมากจึงจะปราบมันได้ และด้วยระดับฝึกฝน…”
“น่าเสียดาย ข้ายังฟื้นพลังตนเองได้ไม่ถึงหนึ่งในหมื่นเลย ไม่เช่นนั้น ข้าจะต้องชิงดาบนี้มาแน่นอน ในอนาคต มันอาจจะกลายเป็ยอดของอาวุธสังหารก็เป็ได้!” จู๋ฮวงพูดในใจ
“เ้าบอกว่าหากได้ใช้ดาบเล่มนี้ ก็จะยิ่งเป็การปลุกจิติญญาอาวุธของดาบเล่มนี้หรือ?” ฉินอวี่นิ่งอยู่นาน ก่อนจะพูดต่อ
“เ้าหนุ่มน้อยเอ๋ย ข้าขอแนะนำเ้าไว้เลยว่าอย่าเพิ่งให้ความสำคัญกับดาบนี่ตอนนี้เลย แม้ว่าจะได้ยอดพลังที่แข็งแกร่งมา แต่จิติญญาที่หลงเหลืออยู่จะต้องตอบโต้เ้าแน่นอน และถึงตอนนั้นแม้แต่ข้าก็ไม่อาจต้านทานได้” ในใจของจู๋ฮวงเริ่มสั่นสะท้าน เขาพูดออกไปด้วยเสียงที่หนักแน่น เพราะเขากลัวจริงๆ ว่าฉินอวี่จะเอาแต่คิดเื่เกี่ยวกับดาบเล่มนี้ หากเขาได้รับผลข้างเคียงอะไรขึ้นมาก่อนจะได้รับแผ่นผนึกธรณี เช่นนั้นแล้วตนเองคงต้องจบเห่เพราะเด็กคนนี้แน่นอน!
ดูเหมือนว่าจู๋ฮวงจะกลัวว่าฉินอวี่จะไม่เชื่อฟัง เขาจึงพูดขึ้นอีกครั้ง “รอให้ได้แผ่นผนึกธรณีเสียก่อนแล้วจึงกระตุ้นดาบเล่มนี้ ถึงตอนนั้น ข้าจะทำลายปัญญาของจิติญญาที่หลงเหลือนี้เอง ถึงตอนนั้นเ้าค่อยสร้างมันใหม่ก็ยังไม่สาย เ้าหนุ่ม ขอเพียงเ้าทำลายจิตปัญญา ดาบเล่มนี้จะกลายเป็ยอดอาวุธของเ้าในอนาคตอย่างแน่นอน”
จู๋ฮวงไม่ได้พูดจามั่วซั่ว แต่เขาพูดความจริงออกมาทั้งสิ้น แม้ว่าสติปัญญาของอาวุธจะถูกทำลาย แต่หลังจากสร้างขึ้นใหม่ มันจะต้องระบุเ้าของใหม่ แต่ไม่ว่าอย่างไร จิติญญาอาวุธนี้จะยังคงอยู่ เมื่อถึงเวลาที่ผู้มีความแข็งแกร่งและดุร้ายได้รับการยืนยัน ของสิ่งนี้ก็จะภักดีต่อเ้าของเป็ที่สุด หากเป็ในอดีต จู๋ฮวงคงไม่สนใจมันแน่นอน แต่เขาในตอนนี้ กลับรู้สึกหวั่นไหวเช่นกัน!
ฉินอวี่ขมวดคิ้ว ในใจของเขากำลังชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของจู๋ฮวง
“เอ๊ะ?” ฉินอวี่ที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นได้เงยหน้าขึ้นมาทันที มโนจิตของเขาได้ััได้ว่ามีคนกำลังใกล้เข้ามา และอยู่ห่างออกไปเพียงสิบลี้ กลุ่มคนแปดคนกำลังเดินเข้ามาช้าๆ อย่างระแวดระวัง ในจำนวนนั้นมีสวี่กวนเซิง และอินหยางอยู่ด้วยอย่างโดดเด่น
สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องใคือ นึกไม่ถึงว่าจะมีหยางเต้าอยู่เป็หนึ่งในแปดคนนั้นด้วย ฉินอวี่นำดาบกว้างใส่ลงในวงแหวนมิติ จากนั้นจึงส่องสายตามองคนทั้งแปด
ในเวลาเดียวกันนี้ ในระยะห่างออกไปห้าสิบลี้
อินหยางที่เดินอยู่หน้าสุดได้หยุดลงกะทันหัน และเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองไปรอบด้าน และพูดอย่างเคร่งขรึม “พวกเราถูกจับตามองแล้ว!”
พวกสวี่กวนเซิงต่างใ อาวุธิญญาที่อยู่ในมือของเขาสั่นสะท้าน แต่หลังจากรออยู่นาน กลับไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวอะไรเลย ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างอินหยางรู้สึกงงงวยและพูดขึ้นว่า “ไม่น่าจะมีหรอก? ข้าไม่รู้สึกเลยว่าจะมีอสูรร้ายอยู่ในบริเวณใกล้ๆ นี้”
“ข้าเองก็ไม่รู้สึกอะไร!” สวี่กวนเซิงพูดด้วยเสียงแหบแห้ง
ท่าทีของอินหยางดูเคร่งขรึม เหลือบมองไปรอบด้านด้วยความสงสัย หรือว่าจะเป็ภาพลวงตา? หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน อินหยางก็พูดขึ้น “ตามที่เหลยจั๋วเยว่บอกไว้ ตำแหน่งของบันไดหินไปสู่ชั้นที่ห้าน่าจะต้องอยู่ตรงนี้” ทุกคนต่างมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที พูดจบ ทั้งแปดคนก็ค่อยๆ เดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
ประมาณหนึ่งชั่วยามต่อมา
คนทั้งแปดที่มากับอินหยางก็มาถึงบันไดขึ้นสู่ชั้นที่ห้า มองไปยังบันไดหินพันขั้น สีหน้าของแต่ละคนต่างแสดงถึงความสุข พวกเขาพวกเขาไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า จะเดินทางอย่างปลอดภัยและสบายเช่นนี้มาตลอดทาง
“เมื่อข้ามผ่านบันไดหินนี้ไปก็จะถึงชั้นที่ห้าแล้ว ไปกันเถอะ!” ชายหนุ่มที่พิเศษกระซิบขึ้น ขอเพียงไปให้ถึงชั้นที่เจ็ดของหอคอยเทียนกัง ก็มีความเป็ไปได้อย่างมากที่จะได้เป็หนึ่งในสามสิบหกขุนพล์ แม้ว่าชายหนุ่มคนนี้จะไม่ธรรมดา แต่เขาก็มีความรู้สึกตื่นเต้นอย่างช่วยไม่ได้
“ช้าก่อน!” ในขณะที่ชายหนุ่มคนนี้กำลังจะะโขึ้นไปบนบันไดหิน จู่ๆ สวี่กวนเซิงก็พูดขึ้นมา
“ทำไมหรือ?” ชายหนุ่มคนนั้นหันมาด้วยความสงสัย
สวี่กวนเซิงไม่ได้ตอบอะไร สายตาของเขามองไปบนบันไดหิน ท้ายที่สุด ก็หันมองไปรอบด้านอีกครั้ง ใบหน้าที่ซีดเซียวเคร่งขรึมในทันที สายตาของเขายิ่งแฝงไปด้วยความเหลือเชื่อ ก่อนจะพูดขึ้น “มีคนถึงที่นี่มาก่อนแล้ว!”
“เ้าพูดเหลวไหลอะไรของเ้า? มันก็ต้องมีคนเคยมาที่นี่ในการทดสอบครั้งก่อนแน่นอนอยู่แล้ว” ชายหนุ่มมีชื่อพูดอย่างเฉยเมย
“ข้าว่า น่าจะเป็่หนึ่งเดือนนี้เอง!” สวี่กวนเซิงจ้องมองไปยังรอยเท้าที่อยู่บนพื้น และพูดเบาๆ
“อะไรนะ?” สีหน้าของพวกอินิอีกเจ็ดคงเปลี่ยนไปทันที และอุทานขึ้นอย่างใ
