เสียงแม่น้ำไหลพร้อมสายลมหนาวเย็นที่พัดมาอย่างเอื่อยๆ
กองทัพพันธมิตรทั้งเก้าอาณาจักรค่อยๆ หยุดอยู่ห่างจากริมชายฝั่งแม่น้ำจูลี่ทางทิศใต้ประมาณหนึ่งร้อยเมตร ขบวนทัพของพวกเขาเริ่มกระจายตัวออกมา มีเสียงม้าร้องดังวุ่นวาย หลังจากที่ขบวนทัพหยุด ธงที่ตั้งตรงก็เอียงเล็กน้อย อัศวินบนหลังม้าที่อยู่ด้านหน้าสุดของขบวนทัพก็เชิดคอสูงเหมือนหงส์ แสดงท่าทีหยิ่งยโส แม้กระทั่งคนที่ไม่คุ้นเคยกับการทหารยังมองออกว่า คนพวกนี้ก็คือ อีกาจับกลุ่ม1 เมื่อเทียบกับระเบียบวินัยที่เข้มงวดของพวกทหารเกราะดำก่อนหน้านี้ ที่ไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ดูมั่นคงดุจภูผา ลื่นไหลเหมือนสายน้ำ กองทัพตรงหน้าดูแย่กว่ามากจนยากที่จะยอมรับได้ว่านี่คือทหารประจำการ
แต่กองทัพจับฉ่ายพวกนี้กลับดูเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตัวเองมาก
“พวกเราจะบุกโจมตีเมืองแซมบอร์ดให้ราบเป็หน้ากลองภายในครั้งเดียว และให้ไอ้ปัญญาอ่อนอเล็กซานเดอร์มันมาคุกเข่าร้องไห้อย่างน่าสมเพช!” าาแห่งอาณาจักรเซินฮัวที่นั่งวางท่าอยู่บนหลังมากล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางมาดมั่น
“ถ่ายทอดคำสั่งข้าลงไป หลังจากที่เมืองแตกแล้ว ให้เอาพวกผู้ชายร่างสูงที่อยู่ตรงล้อหมุนสะพานทั้งหมดไปขายเป็ทาส สอนบทเรียนให้อาณาจักรที่ชั่วร้ายแห่งนี้ได้รู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของเรา!” าาแห่งอาณาจักรฉ่านป้ากล่าวอย่างเย่อหยิ่ง อัศวินที่อยู่ด้านหลังของเขาจึงเตรียมโซ่และกรงเหล็กสำหรับใส่ทาสไว้
“ข้าอยากให้าาน้อยสมควรตายนั่น มันมาคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตตรงหน้าข้า อีกอย่าง ได้ยินมาว่าคู่หมั้นของมันสวยไม่หยอก ฮิๆ บางทีนางอาจจะเป็นางกำนัลที่ดีในการถูพื้นทำความสะอาดและล้างกระโถนในพระราชวังของข้าก็ได้...” าาแห่งราชอาณาจักรหลู่เหนิงกล่าวพลางยกหมวกเกราะขึ้นสวมหัว ดวงตาเผยรอยยิ้มเยาะ
“ฮ่าๆๆ!”
เมื่อได้ยินาาแห่งอาณาจักรหลู่เหนิงกล่าวแบบนี้ เหล่าองค์าาที่เหลือต่างพากันหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
แม้แต่เหล่าทหารกักขฬะที่อยู่ด้านหลังพวกเขายังยกหอกดาบขึ้นสูงพลางโห่ร้องเสียงดัง สมบัติกับผู้หญิงล้วนเป็สิ่งที่ดีที่สุดในการปลุกเร้าความฮึกเหิมของเหล่าทหารในการต่อสู้
“แต่ข้าเสนอให้โอกาสเมืองแซมบอร์ดอีกครั้ง ส่งคนไปบอกพวกมันให้ลดสะพานแขวนเหล็กลงมาภายในหนึ่งนาที แล้วปล่อยตัวเหล่าองค์ชายทุกอาณาจักรที่ถูกพวกมันจับตัวไว้ ไม่อย่างนั้น วันนี้พวกมันจะต้องได้ลิ้มรสการลงโทษของราชอาณาจักรเป็แน่ เราจะลบอาณาจักรที่ชั่วร้ายแห่งนี้ให้หายไปจากแผนที่ของราชอาณาจักรเซนิท” าาอาณาจักรชื่อสุ่ยกวาดสายตามองไปยังาาองค์อื่นๆ ขณะที่พูดด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็ว
ในบรรดากองทัพพันธมิตร อาณาจักรชื่อสุ่ยเป็กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุด
องค์าาอาณาจักรชื่อสุ่ยมีทหารใต้บังคับบัญชาการถึงหกร้อยคน ในบรรดากองทัพทั้งเก้า กองทัพของอาณาจักรชื่อสุ่ยเป็ระเบียบมากที่สุด มีขวัญกำลังใจสูงที่สุด และอาณาจักรชื่อสุ่ยยังมีกองทัพอัศวินเกราะหนักหนึ่งร้อยนายที่ถูกเรียกว่า ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ทั่วร่างของพวกเขาจะสวมชุดอัศวินเกราะเหล็กสีดำและขี่สัตว์อสูราเฟลมมิ่ง บีตส์ สัตว์อสูรที่เรียกว่าเฟลมมิ่ง บีตส์จะมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนม้าศึก บนหัวมีเขาแหลม กล่าวกันว่าเป็ลูกผสมของสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ยูนิคอร์น เกิดมาพร้อมกับความเร็วดุจสายลมและมีความสามารถในการบรรทุกของหนักได้อย่างน่าทึ่ง แน่นอนว่ามันเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดในการสร้างอัศวินอาชา
เล่ากันว่าที่อาณาจักรชื่อสุ่ยได้รับเฟลมมิ่ง บีตส์เป็จำนวนมากขนาดนี้ เป็เพราะว่าองค์าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยองค์ก่อนเดินไปเหยียบขี้หมาที่โชคดีแล้วบังเอิญพบเข้ากับทหารรับจ้างที่กำลังตกที่นั่งลำบากกลุ่มหนึ่ง เขาฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นั้นซื้อเฟลมมิ่ง บีตส์สี่สิบตัวในราคาที่ต่ำที่สุดมาได้ หลังจากผ่านไปได้ยี่สิบกว่าปี เขาได้ทำการเลี้ยงดูเพาะพันธุ์พวกมันอย่างระมัดระวัง จนวันนี้สามารถพัฒนาขยายพันธุ์พวกมันได้ร้อยกว่าตัว นี่เป็เหตุผลว่า ทำไมอาณาจักรชื่อสุ่ยที่ไม่ได้มีนักรบแข็งแกร่งมากมายแต่กลับได้เป็อาณาจักรบริวารระดับสาม ว่ากันว่าองค์ชายแห่งราชอาณาจักรเซนิทอย่างองค์ชายอาร์ชาวินและองค์ชายโดมิงเกวซที่กำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงการสืบทอดราชบัลลังก์ ยังต้องส่งคนไปที่อาณาจักรชื่อสุ่ยเพื่อสอดแนมกองทัพ ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ เลย
กองทัพ ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ทหารจะได้ขี่เฟลมมิ่ง บีตส์คนละตัว เมื่อรวมน้ำหนักของคนขี่กับชุดอัศวินเกราะหนักแล้ว อย่างน้อยๆ ก็หนักประมานห้าร้อยถึงหกร้อยจิน (สองร้อยห้าสิบถึงสามร้อยกิโลกรัม) แต่เฟลมมิ่ง บีตส์ก็ยังสามารถห้อตะบึงได้เหมือนลม หากปล่อยให้พวกเขาวิ่งบนพื้นที่ราบ พลังการโจมตีของมันสามารถพลิกคว่ำกำแพงเมือง ลือกันว่าในบรรดาอาณาจักรบริวารระดับสามทั้งหกสิบอาณาจักร พลังการรบที่แท้จริงของอัศวินเกราะหนักกลุ่มนี้ไม่มีใครเทียบได้
เมื่อองค์าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยกล่าวเช่นนี้ แม้ว่าองค์าาอาณาจักรอื่นๆ บางคนจะไม่ยอม ทว่ากำปั้นใครหนักกว่า คนนั้นมีสิทธิพูด และส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับแผนนี้ มีเพียงแต่ขุนนางนักเวทที่ถูกเมืองแซมบอร์ดยิงห่าธนูใส่จนอุจจาระเกือบราดกางเกงเพียงคนเดียวที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดนี้ เขาอยากจะร้องะโพุ่งเข้าไปทำลายเมืองแซมบอร์ดให้สิ้นซากกลายเป็กองขี้เถ้า แต่เห็นได้ชัดว่า ในกองทัพพันธมิตรไม่ได้เป็อันหนึ่งอันเดียวกันเท่าไร ต่างคนต่างก็มีความคิดเป็ของตัวเอง แต่ไม่มีใครเป็คนงี่เง่า หลังจากที่เห็นลักษณะภูมิประเทศของเมืองแซมบอร์ดแล้ว พวกเขาต่างก็คิดที่จะรักษาความแข็งแกร่งของตัวเอง แม้ว่าพวกเขาจะแสดงท่าทีประจบประแจงขุนนางนักเวทเล็กๆ ที่มาจากเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แต่ก็ไม่มีใครฟังเขาจริงๆ
และสิ่งที่ทำให้เหล่าผู้นำกองทัพพันธมิตรที่อวดดีพวกนั้นคาดไม่ถึงคือ พวกเขายังไม่ทันจะได้ส่งคนออกไปบอกกล่าว จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงโซ่ขยับ ครึกๆๆ เมืองแซมบอร์ดเป็ฝ่ายลดสะพานลงก่อน เสียงดังสนั่นขึ้นเมื่อสะพานแขวนเหล็กที่สูงสิบเมตรทอดมาลงมาบนพื้นดินท่ามกลางฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นมา ประหนึ่งเทพัศักดิ์สิทธิ์ร่อนลงสู่พื้น
“สะพานแขวนเหล็กลดลงมาแล้ว...หรือว่า พวกเขายังไม่เคยทำาจึงยอมจำนนด้วยความกลัว?” าาบางองค์หัวเราะ
เมื่อควันฝุ่นกระจายหายไป
กลุ่มพันธมิตรก็ต้องพบความแปลกใจ เมื่อเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดก้าวเดินอย่างเป็ระเบียบบนสะพานจนมาถึงชายฝั่ง ก่อนจะเริ่มกระจายตัวจัดรูปขบวนทัพ ที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดเป็พลโล่ยี่สิบนาย พลโล่สองคนถือโล่เหล็กั์ที่สูงสามเมตร จังหวะการก้าวเดินหนักแน่นมั่นคง ทุกก้าวที่ย่ำพื้นจะประทับรอยเท้าลึกลงไปในพื้นหลายเิเ เมื่อมองเห็นโล่ั์ที่สูงใหญ่ราวกับบานประตูเหล็ก องค์าาทั้งเก้าอาณาจักรและพวกทหารที่กำลังโห่ร้องอยู่ด้านหลังก็พลันรู้สึกว่าพระอาทิตย์เริ่มหนาวขึ้นมานิดหน่อย
ด้านหลังของพลโล่ทั้งยี่สิบนาย เป็พลธนูห้าสิบนาย
เมื่อเทียบกับพลโล่ยี่สิบนายข้างหน้าแล้ว พลธนูแค่ห้าสิบนายไม่ถือว่าน่าแปลกใจอะไร อีกทั้งร่างกายของพวกเขายังมีชุดเกราะไม่ครบชิ้นส่วน สวมเพียงเสื้อผ้ารัดรูปแปลกตา ตรงส่วนไหล่ที่พาดธนูยาวมีหนังสัตว์สีดำคลุมไหล่ คันธนูที่อยู่ด้านหลังใหญ่กว่าคันธนูยาวทั่วไปเล็กน้อย และสะพายกระบอกที่มีลูกธนูประมาณหนึ่งร้อยดอกไว้ด้านหลัง
“พลธนูจำนวนแค่นี้ไม่พอเพียงพอที่จะฟันเลย แค่ทหารของข้าทุกคนฟันพวกเขาเพียงครั้งเดียวก็ตายหมดแล้ว...ฮ่าๆ เมืองแซมบอร์ด อาณาจักรบริวารระดับหก ช่างเป็เมืองที่กระจอกจริงๆ ลำบากใจจะลงมือเสียจริง!” องค์าาหลู่เหนิงกล่าววาจาดูแคลน พวกทหารที่อยู่ด้านหลังเขาก็พากันหัวเราะพลางกระแทกดาบหอกในมือ ส่งเสียงดังออกมา
ตรงข้ามกัน ทหารเมืองแซมบอร์ดยังคงกระจายตัวจัดแถวอย่างต่อเนื่อง
ด้านหลังของพลธนูมีทหารรูปร่างกำยำตามมาติดๆ อีกสามสิบนาย บนร่างพวกเขาไม่สวมชุดเกราะใดๆ มีเพียงชุดผ้าที่ดูปอนๆ หากเทียบกับเหล่าทหารพันธมิตรที่สวมชุดเกราะสดใสแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับขุนนางและขอทานเลย อย่างไรก็ตามแต่ ในมือของพวกเขากลับถืออาวุธที่น่ากลัว...ในมือของทหารแต่ละคนต่างถือขวานั์ที่มีใบขวานเท่ากับบานประตูสองเมตร ใบขวานสะท้อนกับแสงอาทิตย์เป็ประกายเย็นเยียบ รูปร่างของขวานนี้ดูเกินจริง และถ้าตัวขวานสร้างมาจากเหล็กกล้าสีดำ น้ำหนักของมันอย่างน้อยๆ ก็สามร้อยถึงสี่ร้อยจิน (หนึ่งร้อยห้าสิบถึงสองร้อยกิโลกรัม) ทหารทั่วไปอย่าพูดว่าจะใช้ขวานที่หนักขนาดนี้ไปสังหารศัตรูเลย แค่ยกยังจะยกไม่ขึ้นเลย
“โอ้ มันเป็ไปไม่ได้? มันจะต้องทำมาจากไม้ที่ทาด้วยสีดำและเคลือบด้วยสีเงินแน่ๆ ปลอม ต้องเป็ของปลอมแน่ๆ!” องค์าาแห่งอาณาจักรเฮยสุ่ยเห็นดังนั้นก็ร้องอุทานออกมา
และแน่นอนว่า ความคิดของพวกเขาล้วนได้รับการเห็นด้วยจากองค์าาองค์อื่นๆ แม้กระทั่งนักเวทธาตุลมที่หยิ่งยโสยังพูดดูแคลนออกมาว่า “มันต้องเป็ของปลอมอยู่แล้ว มีแค่ไอ้โง่เท่านั้นแหละที่จะถูกของปลอมที่สร้างเกินจริงนี้หลอกเอา ฮ่าๆ ข้าว่าเผลอๆ แม้แต่โล่ั์สิบอันนั่นก็ทำมาจากไม้เช่นกัน!”
แม้ว่าจะพูดแบบนั้น แต่ขวัญกำลังใจของทหารฝ่ายพันธมิตรก็ได้รับผลกระทบจากท่าทางองอาจของเหล่าทหารแซมบอร์ดที่ถือขวานั์ไปไม่น้อย มันเหมือนกับไฟที่กำลังลุกโชนแล้วถูกน้ำเย็นเทลงมา อย่างน้อยๆ ก็ไม่มีใครคิดจะแหกปากร้องะโพลางวิ่งเข้าใส่แบบโง่ๆ แน่นอน พวกเขาเกิดลังเลใจและหยุดชะงักอยู่กับที่
ด้านหลังพวกทหารที่ถือขวาน ตามมาด้วยทหารราบอีกห้าสิบนาย
ทหารราบพวกนั้นถือว่าดูปกติขึ้นมาหน่อย แต่เมื่อเทียบกับพวกทหารก่อนหน้านี้พวกเขาดูด้อยมาก อาวุธที่ถืออยู่ในมือก็ดูมั่วๆ ทหารบางคนถือดาบที่หักครึ่งหนึ่ง บางคนก็ถือไม้พลองหยาบๆ ไม่ก็ดาบคู่ที่ขึ้นสนิมหรือกระทั่งขวานบิ่น แม้แต่ค้อนตีเหล็กของช่างตีเหล็กก็มี...อีกทั้งขบวนทัพก็ดูมั่วๆ เล็กน้อย ส่วนสูงที่แตกต่างกัน ไม่มีความแข็งแกร่งสักนิด ดูไม่เหมือนทหารที่จะมาทำาสักนิด มันเหมือนชาวนาที่มารอชมเื่สนุกมากกว่า
“ฮ่าๆ ดูสิ สุดท้ายมันก็เผยความลับออกมา นี่คือระดับที่แท้จริงของเมืองแซมบอร์ด!” มีบางคนหัวเราะเยาะเย้ย
“ก็แค่กลุ่มชาวนา...ต้องมาต่อสู้กับพวกข้าศึกแบบนี้ เหมือนดูถูกกองทัพและทหารของข้าชัดๆ!”
“อาณาจักรแบบนี้ ไม่จำเป็ต้องมีอยู่หรอก...”
ไม่ช้าพวกทหารกองทัพพันธมิตรก็พลันโล่งใจแล้วหัวเราะออกมา พวกเขารู้สึกอิ่มเอมใจ เหมือนได้ดูตัวตลกที่ทหารเมืองแซมบอร์ดเป็ผู้แสดง
ตอนนี้เอง บนสะพานก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาใหม่
มีกลุ่มคนประมาณยี่สิบคนที่จัดกระบวนทัพเป็รูปกรวยเดินออกมาอย่างช้าๆ บนร่างของทุกคนต่างสวมชุดอัศวินเกราะหนัก ด้วยชุดเกราะหนักแบบนี้ทำให้จังหวะการก้าวเดินของพวกเขาเชื่องช้า ท่าทางการเคลื่อนไหวดูขัดๆ เขาจะหยุดพักทุกๆ สามก้าวด้วยท่าทางเหมือนจะหอบนิดๆ ชุดเกราะหนักบนร่างไม่ทันจะได้ปกป้องเ้านายของพวกมัน เกรงว่าคงจะทำให้เ้านายของพวกมันเหนื่อยตายไปเสียก่อน
“โอ้ พระเ้า ข้าคิดว่าาาปัญญาอ่อนของพวกมันบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่ให้ทหารราบสวมชุดอัศวินม้าเกราะหนักออกมา...” าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยหัวเราะออกมาเสียงดัง เหล่าทหารที่อยู่ด้านหลังของเขาก็พลันหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม เหมือนขุนนางผู้สูงส่งกำลังมองขอทานริมถนน “แค่กองทัพ ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ของข้าถอนหายใจใส่ คงทำให้อัศวินพวกนั้นล้มลงกับพื้นแล้วถูกเกราะเหล็กบนร่างทับตาย!”
“น่าเสียดายชุดอัศวินเกราะหนักยี่สิบชุดพวกนั้นจริงๆ ที่ต้องตกไปอยู่ในมือไอ้พวกโง่พวกนั้น ความจริง ดูๆ ไปแล้วมันก็ไม่เลวเท่าไรนัก ข้าขอก็แล้วกัน!” ในดวงตาขององค์าาอาณาจักรเซินฮัวเต็มไปด้วยความอิจฉา ใครๆ ก็มองออกว่าชุดเกราะพวกนั้นดีมากแค่ไหน หากได้มันมาอยู่บนร่างของอัศวินม้า จะสามรถเพิ่มความแข็งแกร่งของเหล่าอัศวินม้าได้อย่างแน่นอน
“ใครดีใครได้!”
องค์าาคนอื่นๆ ต่างตาเป็ประกาย ไม่มีทางที่พวกเขาจะยกชิ้นเนื้อที่ดีแบบนี้ให้คนอื่นอย่างแน่นอน
เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่า ไกลออกไปบริเวณเขาวงกตใต้ดินด้านหลังของเมือง ซุนเฟยที่เพิ่งทราบข่าวก็พลันหัวเราะจนน้ำลายกระจาย “วะฮะฮ่า ดีจริงๆ เฟลมมิ่ง บีตส์ทั้งหนึ่งร้อยตัวจะต้องเป็ของข้า ฮ่าๆๆ ของข้าทั้งหมด ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ต้องจับเป็พวกมันให้ได้...าาพวกนี้ช่างเืร้อนจริงๆ ข้าก็แค่อยากให้พวกเขาชดใช้ด้วยเหรียญทองไม่กี่เหรียญ แต่พวกเขาดันนำอุปกรณ์มาเคาะหน้าประตูเมืองเฉยเลย ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก!”
----------------
1 อีกาจับกลุ่ม อุปมาว่า กลุ่มที่รวมตัวกันอย่างไร้ระบบไร้ระเบียบ
