หยางเฉินเดินลงมาที่ชั้นล่าง เขาปกปิดความรู้สึกต่างๆ เอาไว้ในใจ จากนั้นก็ตีหน้านิ่งก่อนจะเดินลงบันไดมา
ฮุ่ยหลินกำลังนั่งอยู่ตรงที่นั่งเล่นใกล้ๆ กับที่นั่งของหลินรั่วซี เธอกำลังนั่งดูโทรทัศน์ที่กำลังฉายภาพแสดงคอนเสิร์ตขนาดใหญ่อยู่ ถึงแม้ว่าฮุ่ยหลินจะสนใจมัน แต่หยางเฉินก็ยังกลัวว่าเด็กคนนี้อาจทุ่มเทให้กับมันมากจนเกินไป
“ดูเหมือนว่าอีกไม่นานครอบครัวของเราคงจะได้มีนักร้องดังแล้วสินะ” หยางเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ฮุ่ยหลินหันมาพร้อมใบหน้าสีแดงเล็กน้อย
“ฉัน... คือครอบครัว?”
หยางเฉินคิดว่าตอนฮุ่ยหลินอายนั้นน่าสนใจมาก
“จะดีชั่วยังไงตอนนี้เธอก็เป็ลูกพี่ลูกน้องของฉัน แค่พ่วงตำแหน่งนักร้องดังไปด้วยจะเป็ไรไป”
“อะไรกัน...” ฮุ่ยหลินกล่าวด้วยเสียงตะกุกตะกัก ใบหน้าของเธอปรากฏรอยแดงขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากที่พูดคุยกับฮุ่ยหลินอยู่นั้น หยางเฉินก็มองไปยังป้าหวังที่กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัวอย่างคึกคัก หยางเฉินถอนหายใจออกมายืดยาว ดูเหมือนว่าหลังจากที่เขาหย่าแล้ว ทั้งบ้านก็คงจะเหลือแค่ป้าหวังกับหลินรั่วซีสองคนเช่นเดิม
หลังจากคิดใคร่ครวญอยู่สักครู่ หัวใจของหยางเฉินก็พาเขาเข้าไปที่ห้องครัว พร้อมทั้งพูดกับป้าหวังขึ้น
“ป้าหวังครับ ให้ผมช่วยนะครับ”
ป้าหวังแย้มยิ้มอย่างมีความสุข
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะคุณชาย อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงป้าก็จะทำอาหารเสร็จแล้ว คุณชายไปนั่งดูทีวีเป็เพื่อนกับคุณหนูฮุ่ยหลินเถอะค่ะ”
“ไม่เป็ไรครับ ให้ผมได้ช่วยทำบ้างก็ได้ ถือเสียว่านานๆ ครั้ง ได้เข้าครัวทีละกันครับ” หยางเฉินพูดพลางหยิบมันฝรั่งใกล้ๆ พร้อมทั้งมีดปอกเปลือกมาที่เขา “จะทำมันฝรั่งฝอยเหรอครับ?”
ป้าหวังเห็นหยางเฉินเริ่มลงมือทำอาหาร เธอก็ไม่ได้พยายามหยุดเขาแต่อย่างไร ป้าหวังเพียงพยักหน้า
“ใช่แล้วค่ะคุณชาย มันฝรั่งเป็ของทานง่าย ไม่ว่าคนในครอบครัวจะเคยกินอะไรมา แต่ทุกคนต่างก็สามารถกินมันฝรั่งธรรมดาๆ นี่ได้ทุกคน”
หยางเฉินเริ่มลงมือปอกมันฝรั่งอย่างคล่องแคล่ว เขากวัดแกว่งมีดในมือไปมาอย่างรวดเร็วรอบๆ มันฝรั่ง หากมองด้วยตามนุษย์ธรรมดาก็คงไม่มีใครมองความเร็วระดับนี้ออก ไม่นานนักจากผลมันฝรั่งขนาดเท่ากำมือก็แปรเปลี่ยนกลายเป็มันฝรั่งเส้นบางๆ อย่างสวยงาม
ป้าหวังที่ยืนมองหยางเฉินปอกมันฝรั่งอยู่ยิ้มให้กับเขาพลางเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณหนูมักจะชื่นชมความสามารถของคุณชายอยู่บ่อยๆ ถ้าปอกมันฝรั่งได้รวดเร็วขนาดนี้ คุณชายก็สามารถกลายเป็เชฟระดับห้าดาวได้เลยนะคะเนี่ย”
“แค่เทคนิคเล็กน้อยน่ะครับ” หยางเฉินกล่าวอย่างสบายๆ ความจริงแล้วเขาสามารถแกว่งมีดได้เร็วกว่านี้มาก แต่หยางเฉินกลัวว่าป้าหวังอาจเป็ลมไปเนื่องจากความเร็วของมีด เขาจึงลดความเร็วของมันลงไปให้อยู่ในระดับปกติเท่านั้น
หลังจากนั้นทั้งหยางเฉินและป้าหวังก็พูดคุยกันอีกหลายต่อหลายเื่ หยางเฉินเองก็ปอกผลไม้และผักไปเรื่อยๆ ภายใต้การแนะนำของป้าหวัง ทำให้ทุกอย่างดูราบรื่นมากกว่าปกติมาก
หลังจากนั้นป้าหวังก็ล้างปีกไก่ภายในอ่างน้ำ จากนั้นก็นำปีกไก่ทั้งหมดทอดลงในกระทะอย่างรวดเร็ว หยางเฉินเฝ้ามองป้าหวังอยู่ด้านข้าง เขาเห็นว่าเธอพิถีพิถันการเตรียมอาหารสำหรับครอบครัวมาก หัวใจของหยางเฉินก็พลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา เขาอยู่ที่นี่มาเกือบหนึ่งปีแล้ว หากหลังจากนี้เขาไม่ได้กินอาหารฝีมือของป้าหวัง บางทีหยางเฉินก็คงจะรู้สึกไม่คุ้นเคยขึ้นมาบ้างก็ได้
“อาหารที่ป้าหวังทำอร่อยมากเลยนะครับ” หยางเฉินกล่าว
ป้าหวังเงยหน้าขึ้นพร้อมทั้งยิ้มออกมาด้วยความสุข
“คนทำอาหารมักอยากได้ยินคำนี้เสมอๆ ล่ะค่ะ”
หยางเฉินพยักหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “ถ้าวันข้างหน้าผมไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้วล่ะก็ ผมคงคิดถึงอาหารฝีมือของป้าหวังจริงๆ”
ป้าหวังกะพริบตา พร้อมทั้งหยุดทำอาหารลงทันที “ทำไมคุณชายพูดอย่างนั้นล่ะคะ?”
“ผมแค่คิดว่าถ้าวันหนึ่งเกิดเื่ขึ้นมาแล้วผมไม่ได้อยู่ที่นี่ หากผมไม่ได้กินอาหารฝีมือป้าหวังอีกแล้ว มันก็คงจะเป็เื่เศร้าน่าดู บางทีอนาคตมันก็ไม่แน่นอน อะไรมันก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น” หยางเฉินกล่าว
“คุณผู้ชายอย่าพูดอย่างนั้นสิคะ ป้ารู้สึกกังวลจริงๆ นะคะ” ป้าหวังกล่าวด้วยความเสียใจ
หยางเฉินแย้มยิ้มอย่างอบอุ่น
“ถ้าหากป้าหวังต้องดูแลผู้หญิงสักคนล่ะก็ ป้าคงไม่อยากให้เธอคนนั้นนอนดึก ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนตัวเองล้มป่วย เธออาจไม่ฟังที่ป้าพูดจนต้องเข้าโรงพยาบาล ไม่ว่าป้าจะตักเตือนสักกี่ครั้งเธอก็ยังทำนิ่งไม่ใส่ใจ แสร้งทำเป็ดูแลตัวเองได้ ทั้งๆ ที่ร่างกายทรุดโทรม บางทีป้าหวังก็อาจคิดอยู่ในใจก็ได้ว่าทำไมป้าถึงช่วยอะไรเธอคนนั้นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย”
“บางทีแค่ทำผิดไปนิดหน่อยเธอก็โกรธจนเป็ฟืนเป็ไฟ แค่แนะนำให้กินยาง่ายๆ เธอก็ยังไม่ยอมกิน จนป้าต้องซ้อนแผนใส่ยาเอาไว้ในขนมที่เธอชอบ สำหรับป้าหวังแล้วบางทีรั่วซีอาจยังดูเป็เด็กอยู่ ถึงเธอจะไม่ชอบดื่มยา แต่ป้าก็ยังสามารถกล่อมให้เธอดื่มได้อยู่ดี ถึงผู้หญิงคนนั้นอาจปากร้ายไปหน่อย แต่สุดท้ายเธอก็เป็พวกปากไม่ตรงกับใจ ปากก็บอกว่าไม่ต้องสนใจ ทั้งๆ ที่ตัวเองกลับทรุดลงถึงขนาดนั้นแล้วแท้ๆ”
“นอกจากนี้เธอยังไม่ค่อยกลับบ้าน ทำงานดึก บางครั้งป้าหวังทำอาหารให้ทานเธอก็ไม่กิน บางครั้งป้าอาจเอาข้าวไปให้เธอที่บริษัท เธอก็อาจจะโกหกว่ากินไปแล้ว ทั้งๆ ที่เธอไปกินอาหารที่อื่น ถึงมันจะดูโหดร้าย แต่ผมก็รู้ว่ารั่วซีไม่ใช่คนอย่างนั้น เธอแค่เ็าและไม่ค่อยสนใจคนรอบข้างเท่าไรนัก เธอดูเหมือนคนจิตใจเข้มแข็งแต่ภายในมันกลับดูเปราะบางอย่างน่าเหลือเชื่อ...”
ป้าหวังเปิดปากเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจพูดอะไรออกมา เธอยังคงฟังหยางเฉินพูดต่อไป หยางเฉินเพิ่งคิดได้ว่าตนกำลังพูดเื่ไม่ดีออกมา เขาจึงยิ้มขมขื่นออกมาเล็กน้อย
“ผมแค่พูดไปเรื่อยเท่านั้นแหละครับ ป้าอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะครับ”
“โชคดีที่เป็แบบนั้นนะคะ” ป้าหวังถอนหายใจ เธอไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “คุณชายพูดแบบนั้นก็อาจจะถูก แต่บางทีมันก็อาจไม่ถูกทั้งหมดค่ะ ชีวิตก็เหมือนกับการทำอาหาร ยิ่งชีวิตหลังการแต่งงานด้วยแล้ว ความรักก็เหมือนเครื่องปรุง บางทีคงไม่มีใครมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบหรอกค่ะ ทุกคนต่างเคยผิดพลาดกันมาทั้งนั้น บางทีคุณหนูเองก็อาจจะไม่สมบูรณ์แบบเหมือนกัน คุณหนูอาจเ็า แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ยังเป็ห่วงคุณชายอยู่ลึกๆ ภายในใจแน่นอนค่ะ หากวันไหนคุณชายไม่อยู่ล่ะก็ คุณหนูก็คงจะเสียใจมากๆ เลยค่ะ”
“เธออาจจะไม่สนใจผมก็ได้ รั่วซีมีเงินตั้งมากมาย เธอสามารถใช้มันหาความสุขใส่ตัวได้สบายๆ นะครับ” หยางเฉินกล่าว
ป้าหวังถอนหายใจ
“เงินไม่อาจจะซื้อได้ทุกอย่างหรอกนะคะ ต่อให้เราไม่มีเงินพวกเราก็อาจมีความสุขได้ หากคนในครอบครัวต่างรักใคร่และรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บางทีความรักที่แท้จริงนั้นอาจเป็สิ่งเดียวก็ได้ที่เราไม่อาจหาซื้อมันได้ด้วยเงิน”
หลังจากนั้นป้าหวังก็หันกลับไปวุ่นวายกับการเตรียมอาหารต่อไป โดยที่ปล่อยให้หยางเฉินยืนนิ่งเงียบอยู่คนเดียว
หยางเฉินหั่นพริกที่อยู่ในมือของเขาอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็เริ่มจัดการกับผักที่เหลือ หลังจากที่เสร็จงานส่วนของเขาแล้ว เขาก็เดินออกจากห้องครัวอย่างเงียบเชียบ
ฮุ่ยหลินที่นั่งดูทีวีอยู่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคนเดินออกมา เธอรีบปิดโทรทัศน์ทันทีก่อนจะหันมามองตามต้นเสียง ด้วยแววตาตื่นตระหนกเล็กน้อย หยางเฉินหัวเราะออกมาในใจ ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้คิดว่ายายของเธอเดินมาข้างหลัง เธอจึงกลัวว่ายายจะต่อว่า ว่าเธอดูอะไรที่ไร้สาระแบบนี้
หยางเฉินเลิกให้ความสนใจฮุ่ยหลิน เขาหยิบหนังสือพิมพ์ไปนั่งอ่านที่มุมหนึ่งของโซฟาอย่างสบายใจ ฮุ่ยหลินเห็นหยางเฉินไม่พูดอะไร สุดท้ายเธอก็เอ่ยถามเขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“พี่ใหญ่หยาง... พี่้าจะหย่ากับพี่สาวจริงเหรอ?”
“เธอไม่เชื่อหรือไง?” หยางเฉินกล่าว
ฮุ่ยหลินเม้มปาก “ฉันแค่คิดว่า... พี่คงไม่คิดจะหย่าจริงๆ ใช่มั้ย?”
หยางเฉินวางหนังสือพิมพ์ลง เขาหันมามองฮุ่ยหลินพร้อมทั้งกล่าวขึ้น “ฮุ่ยหลิน อยากจะฟังเื่ฉันพูดสักหน่อยมั้ย?”
ฮุ่ยหลินพยักหน้า “พี่ใหญ่หยางพูดมาได้เลย ฉันรอฟังอยู่”
“ถ้าในอนาคตถ้าฉันไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านนี้ล่ะก็ เธอจะสามารถอยู่กับพี่สาวของเธอแค่สองคนได้หรือเปล่า บางทีหลังจากนี้ยายของเธอก็คงไม่คิดจะปล่อยให้เธอมาหาหลินรั่วซีง่ายๆ แน่” หยางเฉินกล่าวจริงจัง
ฮุ่ยหลินยังคงสับสน เธอไม่เข้าใจว่าหยางเฉิน้าจะสื่ออะไร
“พี่สาวของเธออาจดูเป็คนเ็าและไร้หัวใจ แต่ลึกๆ แล้วเธอเป็คนที่ใส่ใจรายละเอียดมาก หากฉันคิดไม่ผิดล่ะก็ บางทีรั่วซีอาจกำลังสงสัยในความสัมพันธ์ของเราก็ได้ เธออาจคิดถึงความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองคน แต่ถึงแม้ว่ารั่วซีจะสงสัย แต่เธอก็ไม่คิดจะถามเื่นี้ตรงๆ ก็เพราะว่าเธออยากจะรักษาความสัมพันธ์แบบนี้ไว้ตลอดไป แต่ต่อจากนี้รั่วซีอาจเห็นเธอเป็น้องสาวคนหนึ่งในครอบครัว ฉันหวังว่าเธอจะช่วยสอนศิลปะการป้องกันตัวให้กับรั่วซีได้บ้าง”
ฮุ่ยหลินก้มศีรษะลง ภายในหัวใจบังเกิดความรู้สึกแปลกๆ ออกมา
“พี่ใหญ่หยาง ในตอนแรกฉันคิดว่าพี่ไม่ใช่คนดีนัก... ทำให้ตอนนั้นฉันค่อนข้างจะกลัวพี่ แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าพี่เป็คนดีมาก แต่พี่ก็ไม่ควรปล่อยให้พี่สาวของฉันต้องเสียใจนะคะ...”
“เด็กโง่ ถ้าหากฉันกับพี่เธอไม่มาเจอกันในตอนแรก มันก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นมา แต่ถ้าหากหลังจากนี้รั่วซีไม่มีฉัน เธอก็สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้นี่ บางทีอาจดีกว่าซะด้วยซ้ำ” หยางเฉินกล่าว
ฮุ่ยหลินพยักหน้าให้เขาอย่างเศร้าใจเล็กน้อย “ฉันก็หวังให้มันเป็แบบนั้น”
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ดูทีวีด้วยกัน ในที่สุด เมื่อผ่านไปได้สิบนาที ป้าหวังก็นำอาหารออกมาเสิร์ฟให้ทุกคนได้ทาน จากนั้นเธอก็ขึ้นไปเรียกหลินรั่วซีที่อยู่ชั้นสองให้ลงมาทานอาหาร แต่หลังจากที่เคาะเรียกเธออยู่หน้าห้องไปได้สักพัก หลินรั่วซีก็ไม่ยอมลงมาจนทำให้ป้าหวังรู้สึกจนใจ เธอจึงเดินลงมาด้านล่างพร้อมทั้งพูดกับหยางเฉิน
“คุณหนูบอกว่ากำลังยุ่งอยู่ เธออยากให้ป้านำอาหารขึ้นไปให้แทนน่ะค่ะ ป้าล่ะกังวลจริงๆ”
หยางเฉินตอบกลับป้าหวัง พร้อมทั้งยิ้มเล็กน้อย “เลือกอาหารให้เธอเถอะครับ บางทีรั่วซีอาจยุ่งอยู่จริงๆ ก็ได้”
“ได้ค่ะ” ป้าหวังรีบจัดอาหารโปรดให้กับหลินรั่วซี จากนั้นก็นำมันไปให้เธออย่างรวดเร็ว
จากนั้นทั้งสามคนก็ทานอาหารกันอยู่ด้านล่างจนเสร็จ เมื่อทั้งป้าหวังและฮุ่ยหลินล้างจานเสร็จแล้ว หยางเฉินก็ลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าพร้อมทั้งพูดกับฮุ่ยหลินและป้าหวังว่า
“ผมจะออกไปข้างนอกสักหน่อย ไม่ต้องรอก็ได้นะครับ” จากนั้นหยางเฉินก็สตาร์ทรถพุ่งออกไปจากหมู่บ้านทันที
