เฟิงจิ่วที่กำลังเติมถ่านลงในอ่างทองแดง เมื่อได้ยินคำพูดนี้ตาก็เป็ประกายทันที เขาหัวเราะคิกคักและตอบว่า “เมื่อครู่นี้เพิ่งเจอพี่อิ่ง เห็นบอกว่าพี่ติงอยู่ที่ด้านหลังค่ายกำลังจัดเก็บสิ่งของและของใช้ต่างๆ ที่ส่งมาจากจวน”
กงจื้อิที่มีแววตาเ็ามาตลอดก็มีรอยยิ้ม แม้ว่าติงเหว่ยมาที่ค่ายทหารแล้ว แต่ทุกๆ สามวันห้าวันก็จะมีรถม้าส่งเสบียงอาหารและข้าวของเครื่องใช้มาให้จากจวน
บางครั้งก็เป็ผักดองหลายสิบไห หรือว่าไข่เค็ม บางครั้งก็เป็หมูไก่ที่ถูกฆ่าและทำให้สะอาดแล้ว และปลาที่ยังมีชีวิต หลายครั้งก็ยังมีหน่อกระเทียมที่ยังสีเขียวเงา รวมถึงต้นหอม ผักขมด้วย แม้ว่ามีเพียงสองตะกร้าเล็กๆ แต่กลับทำให้ทั้งค่ายประหลาดใจเป็อย่างมาก
ใกล้จะถึงฤดูหนาวเดือนสิบสองตามปีจันทรคติ การจะหาข้าวร้อนๆ กินสักคำไม่ใช่เื่ง่าย แต่แล้วกลับเห็นผักสีเขียว ช่างเป็เื่ที่มหัศจรรย์จริงๆ
มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่กินอาหารกลางวันกัน ราวกับว่าที่ก้นของเหล่าผู้บังคับบัญชาทหารมีอวี๋เจียว [1] ติดอยู่ ไม่ว่าเฟิงจิ่วจะส่งสัญญาณอย่างไรก็ไม่ยอมลุกออกไป สุดท้ายไม่รู้จะพูดอย่างไร บะหมี่หมูเส้นชามใหญ่ โรยด้วยผักโขมสีเขียวและต้นหอม กินคู่กันกับไข่ไก่ผัดหน่อกระเทียม ติงเหว่ยต้องทำอาหารห้าหม้อใหญ่เต็มๆ ถึงจะเพียงพอเลี้ยงคนเหล่านี้
เพราะว่าเฟิงจิ่วไม่ได้ส่วนแบ่งสักชามทำให้เขาโมโหจนพอเจอคนอื่นก็มีสีหน้าไม่ค่อยดี สุดท้ายก็ยังเป็ติงเหว่ยที่นึกถึงเขา ตอนที่กำลังทำอาหารสำหรับกงจื้อิ จึงเตรียมเกี๊ยวเนื้อหมูและหน่อกระเทียมไว้ให้เขาโดยเฉพาะ ปลอบใจเ้าหนุ่มน้อยจนเขายิ้มออกมา
ดังนั้นครั้งนี้พอได้ยินว่าจวนส่งของมา ก็มีนัยว่าตอนมื้อเย็นต้องมีอาหารอร่อยๆ กินเป็แน่ ทั้งนายและบ่าวล้วนมีรอยยิ้มแห่งการรอคอย
เมื่อวานตอนกลางคืนหิมะตกไปครึ่งคืน ตอนเช้าตื่นขึ้นมาพวกผู้หญิงก็รีบทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว ส่วนอันเกอเอ๋อร์เ้าเด็กคนนี้ก็ยิ่งซุกซนมากขึ้นไปอีก ทั้งกระโจมและรถม้าต่างก็ไม่สามารถคุมขังเขาไว้ได้ อวิ๋นอิ่งเองก็กำลังยุ่ง ติงเหว่ยก็เลยใส่เสื้อนวมและกางเกงนวมหนาๆ ให้เขา และใส่ผ้าพันคอหนังสัตว์และหมวก พันห่อเขาจนเหมือนลูกฟักไม่มีผิด จากนั้นพวกนางทั้งสองก็ตรวจนับของใช้ที่ส่งมาจากจวนด้วยกัน
ติงเหว่ยเรียกหาสตรีจากกลุ่มห่านฟ้าให้มาช่วยกันย้ายของ และเมื่อเหล่าสตรีรวมตัวกันก็มักจะมีเื่คุยเล่นสนุกสนาน
หญิงสาวคนหนึ่งชื่ออวิ๋นหยา นางได้กลิ่นกระเทียมที่ถูกห่ออย่างแ่าอยู่ในตะกร้า จึงพูดอย่างมีความสุขว่า “แม่นาง ทางจวนส่งหน่อกระเทียมมาให้อีกแล้วอย่างนั้นหรือ?”
ติงเหว่ยพยักหน้าด้วยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ใช่แล้ว ไม่กี่วันก่อนข้าเพิ่งส่งข่าวกลับไปว่า้าเพิ่มสักหน่อย เกรงว่าเหล่าพี่สะใภ้ที่อยู่ที่นั่นคงจะเหนื่อยไม่น้อย ทุกบ้านที่มีเตาถ่านต่างก็ปลูกกระเทียม วันนี้ก็ส่งมาเพิ่มอีกสองตะกร้า”
“เยี่ยมไปเลย” อวิ๋นหยาแอบกลืนน้ำลายและะโออกมาว่า “คราวที่แล้วที่ข้าเติมหน่อกระเทียมสับจำนวนหนึ่งลงในน้ำแกงมันฝรั่ง มันมีกลิ่นหอมมากจนทหารที่าเ็เ่าั้ต่างพากันนึกถึงมาหลายวันแล้ว”
พี่สะใภ้ที่อยู่ข้างๆ ได้ยินคำพูดนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะพูดเปิดเผยความจริงของสาวน้อย นางหัวเราะและพูดออกมาว่า “ไม่ใช่พวกทหาราเ็เ่าั้หรอกที่นึกถึง เป็เ้านั่นแหละที่อยากกิน ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นแค่ข้าก็ได้ยินเ้าพูดถึงไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดครั้งแล้ว!”
“นั่นสิ ข้าเองก็ได้ยินห้าหกครั้งแล้ว!” คนข้างๆ ต่างก็พากันพูดสำทับออกมา ทำให้อวิ๋นหยาหน้าแดงขึ้นมาทันที นางกระทืบเท้าด้วยความเขินอายและโต้กลับว่า “ไม่จริงสักหน่อย พวกพี่สะใภ้ใส่ร้ายข้า! ข้าไม่ใช่คนตะกละนะ!”
ทุกคนกลับไม่เชื่อและก็หัวเราะกันออกมา
ติงเหว่ยรีบเข้าไปช่วยสาวน้อยแก้สถานการณ์ นางชี้ไปที่ตะกร้าและพูดว่า “ต่อให้ตะกละก็ไม่เห็นเป็อะไรเลย ไม่ต้องพูดถึงพวกเ้าหรอก ขนาดข้าเองยังอยากจะกินบะหมี่ร้อนๆ ที่ใส่หน่อกระเทียมสับสักชามเลย รสชาติจะต้องสดใหม่แน่ๆ โบราณว่าไว้คนขายแตงไม่ควรละโมบในกลิ่นหอมของแตง [2] ครั้งนี้ทางจวนส่งของมาเยอะ พวกเราเองก็กินเนื้อกันบ้าง เย็นนี้จะกินบะหมี่หมูเส้นกับหน่อกระเทียม!”
“จริงหรือ?” อวิ๋นหยาเป็คนแรกที่ร้องออกมาด้วยความดีใจ “เยี่ยมไปเลย ขอบคุณแม่นาง!”
ทุกคนล้วนมีความสุขเช่นกัน แต่พี่สะใภ้ที่อายุมากที่สุดและเป็หัวหน้ากลุ่มห่านฟ้าก็พูดอย่างลังเลว่า “แม่นาง ถึงแม้ครั้งนี้ทางจวนจะส่งของมาเยอะ แต่ในค่ายก็มีคนไม่น้อยที่รอคอยอยู่ หรือว่าพวกเราจะยอมอดกันดีไหม?”
ความสุขบนใบหน้าของอวิ๋นหยาจางหายไปอย่างรวดเร็ว และนางก็เม้มปากด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
ติงเหว่ยยกมือขึ้นและลูบหัวของนางอย่างขบขัน แล้วก็ตัดสินใจพูดว่า “มีคนมากมายในค่ายนี้ที่รอกินอยู่ แต่ก็มีทุกคนในค่ายที่รอคอยให้พวกเ้าดูแลอาการาเ็และอาหารการกินอยู่ พวกเ้าก็เหมือนกับชายหนุ่มเ่าั้ และอาจมีค่ากว่าพวกเขาเสียด้วยซ้ำ! เชื่อข้าเถอะ วันนี้กินบะหมี่หมูเส้นกัน เป็รางวัลในการทำงานอย่างหนักมาหลายวันของพวกเ้า อย่าได้บ่ายเบี่ยงอีกเลย!”
ของอร่อยๆ แน่นอนว่าใครๆ ก็ชอบกิน โดยเฉพาะพวกผู้หญิง พวกนางชอบอาหารสดใหม่ ก่อนหน้านี้ที่ปฏิเสธออกไปนั้นเป็เพียงความใจดีเท่านั้น ตอนนี้เมื่อได้ยินติงเหว่ยพูดเช่นนี้ แต่ละคนต่างก็ดีใจเป็อย่างมาก
กงจื้อิเหยียบหิมะบางๆ บนพื้นและเดินเข้ามา เขาได้ฟังท้ายประโยคพอดี เขาก็ยื่นมือออกไปอุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่ล้มลงบนตักของเขา จากนั้นก็เอ่ยปากพูดกำชับเสียงดังว่า “แม่นางติงพูดได้ไม่เลว อีกเดี๋ยวให้ไปหาเ้าหน้าที่สรรพาวุธให้เอาหมูมาครึ่งตัวและเหล้าชั้นดีอีกสิบไห เพื่อมอบเป็รางวัลให้แก่เหล่าทหารหญิงในคืนนี้!”
ทุกคนต่างก็ใเมื่อหันไปเห็นท่านแม่ทัพใหญ่ตัวจริง อวิ๋นหยาและคนอื่นๆ รีบคุกเข่าลงกับพื้นในทันที กงจื้อิเห็นติงเหว่ยขมวดคิ้ว ดังนั้นเขาก็เลยไปประคองทุกคนขึ้นด้วยตนเองและพูดกำชับว่า “ก็เหมือนกับที่แม่นางติงพูด กองทัพหญิงเป็ส่วนหนึ่งของกองทัพอี้จวิน เหล่าพี่น้องต่างก็รอให้พวกเ้าช่วยดูแลและแม้กระทั่งช่วยชีวิตพวกเขา ว่ากันด้วยเหตุผลแล้วพวกเ้ามีค่ามากยิ่งกว่า วันหน้าเมื่อเผชิญหน้ากับขุนนางแค่คุกเข่าข้างเดียวก็พอ”
“ขอบ…ขอบคุณท่านแม่ทัพ!”
หญิงสาวเหล่านี้แม้ว่าจะเข้ามาในค่ายทหาร ปกตินางก็ภูมิใจที่จะใช้ชื่อกองทัพหญิง ทว่าั้แ่เด็กพวกนางก็เติบโตมาในแผ่นดินซีเฮ่าที่ผู้ชายเป็ใหญ่ อย่างไรก็มักจะด้อยค่าตนเองลงมาถึงสามส่วน
วันนี้หลังจากได้ยินท่านแม่ทัพใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดินเอ่ยปากชมเชยออกมา และยอมรับสถานะของพวกนาง ทุกคนต่างก็ตื้นตันใจจนรอบดวงตาแดงก่ำ แทบจะอยากหยิบมีดและหอกขึ้นมาฆ่าฟันศัตรู เพื่อทำให้ทั่วทั้งแผ่นซีเฮ่าเห็นถึงจิตใจที่ซื่อสัตย์และกล้าหาญของพวกนาง
ติงเหว่ยรู้สึกอบอุ่นใจเป็อย่างมาก นางโบกมือส่งสัญญาณให้กลุ่มห่านฟ้ารีบไปเอาของกลับมาที่กระโจม จากนั้นนางก็รับอันเกอเอ๋อร์ที่ขยุกขยิกไปมาอย่างซุกซน นางจึงตีไปที่ก้นของเขาหนึ่งที จากนั้นถึงได้มองไปทางกงจื้อิ “ตอนนี้ทำไมถึงมีเวลาว่างได้ล่ะ? อันเกอเอ๋อร์ก็เพิ่งจะเหยียบลงไปในหิมะ ท่านก็ไม่กลัวว่าเสื้อผ้าจะสกปรกอย่างนั้นหรือ?”
กงจื้อิกลับยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ รอยบนใบหน้าของเขาก็นุ่มนวลขึ้นเพราะรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นเป็พิเศษนี้ เขายื่นมือออกไปแย่งอันเกอเอ๋อร์ จากนั้นก็คว้าเขามาวางไว้บนคอของเขา เ้าเด็กอ้วนดีใจจนปรบมือและร้องไม่หยุด
ติงเหว่ยไม่มีทางเลือก นางทำได้เพียงใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดไปที่รอยหิมะสองรอยบนแผงอกของเขา
บนคอของกงจื้อิมีลูกชายนั่งอยู่ เขาก้มหน้าไปมองหญิงสาวที่เขารักที่หนาวจนมือและใบหน้าแข็งไปหมด ในใจก็ยิ่งรู้สึกผิดขึ้นมาหลายส่วน
“ติดตามข้าทำให้พวกเ้าสองแม่ลูกลำบากเสียแล้ว”
วันนี้กงจื้อิสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีน้ำเงินอมเขียว และคงเป็เื่ยากที่จะจัดการกับรอยเท้าสกปรก ติงเหว่ยก็กำลังขมวดคิ้วด้วยความทุกข์ใจ หลังจากได้ยินเช่นนี้นางก็ตอบอย่างสบายๆ ว่า “แต่งงานกับไก่ก็ต้องตามไก่ แต่งงานกับสุนัขก็ตามสุนัข [3] แต่งงานกับแม่ทัพก็ต้องเดินทางไปทั่วทุกที่”
พูดไปได้ครึ่งทาง นางถึงนึกขึ้นได้ว่านางไม่เคยแต่งงานเข้าสกุลกงจื้อ การที่นางพูดเช่นนี้ก็เหมือนกับรังเกียจการแต่งงาน ดังนั้นใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็สีแดงขึ้นมาทันที นางจึงรีบเปลี่ยนเื่ “ก่อนหน้านี้หลินลิ่วส่งจดหมายเื่ที่บ้านมา พี่รองของข้าเปิดร้านเครื่องใช้ไม้อีกแล้ว ส่วนท่านพ่อกับท่านแม่ก็สบายดี…”
กงจื้อิชอบท่าทางน่ารักเช่นนี้ของนางเป็ที่สุด เขายื่นมือออกไปดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขนและก็หัวเราะเสียงดังออกมา
ติงเหว่ยเองก็ไม่ได้หลบเลย นางเขินอายมากจนเอื้อมมือไปหยิกแขนของเขาเบาๆ อันเกอเอ๋อร์ที่กำลังขี่อยู่บนไหล่ของพ่อกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อจะสูดอากาศบริสุทธิ์ของ “คนที่อยู่เหนือผู้อื่น” ทันใดนั้นจู่ๆ ฐานที่นั่งก็สั่นไหวไปมาจนเขาเกือบจะตกลงมา เขาจึงยื่นมือเล็กๆ ออกมาคว้ามวยผมของพ่อเอาไว้แน่น ทำให้กงจื้อิเจ็บจนสูดลมหายใจเย็นๆ เข้าไป
ครั้งนี้เป็ตาของติงเหว่ยพอใจบ้าง นางไม่เพียงแต่ไม่ช่วย ทั้งยังปรบมือให้กำลังใจลูกชาย “สู้เขาลูกชาย ใช้พลังให้เต็มที่เพื่อ ‘ล้างแค้น’ ให้แม่ของเ้า!”
กงจื้อิไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาอยากจะฝืนดึงลูกชายลงมา แต่ก็กลัวว่าจะทำให้เขาเจ็บตัว
ดังนั้นเหล่าสตรีในกลุ่มห่านฟ้าต่างก็มองอย่างตกตะลึงโดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มที่ยิ้มแย้มคนนี้เป็ท่านแม่ทัพใหญ่ผู้ไร้พ่ายจริงๆ หรือ ได้ยินว่าที่เถียเหล่ยแค่ได้ยินชื่อก็ทำให้ทุกคนใจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ตอนนี้กลับถูกเด็กคนหนึ่ง “เอาชนะ” ได้อย่างง่ายดาย!
อวิ๋นหยาใจนตะกร้าตกไปบนพื้น นางกำลังจะอ้าปากพูดก็ถูกเหล่าพี่สะใภ้ปิดปากเอาไว้ และคนที่เหลือก็พากันหยิบของที่ตกอยู่เดินจากไปอย่างรวดเร็ว รอจนกระทั่งเดินออกมาไกลพอสมควรแล้วพวกนางถึงได้ถอนหายใจเบาๆ พวกนางต่างมองหน้ากันไปและอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
อวิ๋นหยาสับสนไปหมด ไม่ง่ายเลยกว่าที่นางจะช่วยปากของตนเองได้ นางถามออกมาว่า “พวกเ้าหัวเราะอะไรกัน?”
หลังจากที่สตรีเ่าั้หัวเราะจนพอใจแล้ว นางก็ลูบใบหน้าของอวิ๋นหยาด้วยความเอ็นดู จากนั้นก็ถอนหายใจและพูดว่า “เด็กโง่ เ้าจำไว้ว่าวันหน้าต้องฟังที่แม่นางติงพูด มีนางอยู่ด้วยพวกเรากองทัพหญิงยังไงก็ไม่มีทางต้องมากังวลเกี่ยวกับการมีชีวิตที่ดี เข้าใจไหม?”
“เข้าใจสิ ข้าว่าง่ายจะตายไป แม่นางติงบอกว่าวันหน้าจะหาคนดีๆ ให้ข้าแต่งงานด้วย…”
อวิ๋นหยาพูดไปได้ครึ่งหนึ่งก็ปิดหน้าและพูดด้วยความเขินอายว่า “ไม่พูดเื่นี้แล้ว พวกเรารีบไปเอาเนื้อมากันเถอะ!”
ผู้หญิงเ่าั้ก็หัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะเดินจากไปก็อดไม่ได้ที่จะหันไปทางสองผู้ใหญ่หนึ่งเด็ก ในใจพลันรู้สึกมั่นคงเป็อย่างมาก
แม้ว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพและความเมตตาเป็พิเศษในค่ายทหาร และได้รับการยอมรับเป็การส่วนตัวจากท่านแม่ทัพในฐานะสมาชิกของกองทัพอี้จวิน แต่พวกนางก็รู้ดีว่าหากไม่มีแม่นางติก็คงไม่มีพวกนาง แม้ว่าท่านแม่ทัพจะตระหนักถึงความดีของพวกนาง แต่เขาก็ปฏิบัติต่อพวกนางในทางที่ดียิ่งขึ้นอีกเพราะเห็นแก่แม่นางติง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ พวกนางก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก แทบอดใจไม่ไหวที่จะแบ่งปันข่าวดีกับพี่น้องที่เหลือคนอื่นๆ
อีกด้านหนึ่ง ในที่สุดติงเหว่ยก็ได้แสดงความเมตตาครั้งใหญ่ในการช่วยท่านแม่ทัพผู้สง่างามให้รอดพ้นจากเงื้อมมือปีศาจของลูกชายนาง หลังจากที่หันไปเห็นรถม้าที่ว่างเปล่าก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นี้นางคงตกเป็เป้าสายตาของกลุ่มห่านฟ้าเป็ที่เรียบร้อยแล้ว นางใเมื่อรู้ว่าพวกนางสองแม่ลูกทำลายภาพลักษณ์อันสูงส่งของท่านแม่ทัพไปเสียแล้ว ดังนั้นนางจึงพูดอย่างกระอักกระอ่วนว่า “ครั้งหน้าหากว่าท่านคิดถึงอันเกอเอ๋อร์ ข้าให้อวิ๋นอิ่งอุ้มเขาไปที่กระโจมใหญ่น่าจะดีกว่า ท่านไม่จำเป็ต้องมาที่นี่ด้วยตนเอง”
คิดไม่ถึงว่ากงจื้อิกลับจัดทรงผมอย่างสบายๆ จากนั้นเอ่ยปากพูดว่า “ข้าคิดถึงเ้ามากกว่า”
สิ่งที่ทำให้มึนเมาที่สุดในโลกไม่ใช่คำหวานๆ แต่เป็ชายหนุ่มที่พูดคำรักด้วยใบหน้าที่เ็าเสมอ หัวใจของติงเหว่ยนั้นหวานเสียจนแทบจะะเิออกมา แต่นางกลับจ้องด้วยความโกรธและพูดว่า “ถ้าท่านพูดเื่ไร้สาระอีกครั้งข้าจะปล่อยให้อันเกอเอ๋อร์จัดการท่านอีก”
แต่น่าเสียดายที่อันเกอเอ๋อร์กลับไม่สนับสนุนแม่ของเขาในครั้งนี้ เขาอ้าปากและจามออกมาเสียงดัง ทำให้ติงเหว่ยใจนรีบเอาเขามาอุ้มไว้ในอ้อมแขน นางรีบพูดว่า “ข้าจะพาอันเกอเอ๋อร์กลับเข้าไปในกระโจมและให้ดื่มน้ำขิงสักถ้วย ท่านรีบกลับไปทำงานต่อเถอะ เดี๋ยวตอนเย็นข้าจะห่อเกี๊ยวน้ำให้ท่านกินเป็ของว่าง พอถึงตอนนั้นอย่าลืมให้เฟิงจิ่วมารับไป ชายหนุ่มจะกละเ่าั้จะได้ไม่เห็น ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวท่านก็จะอดกินไปหลายอันอีก!”
หลังจากพูดจบนางก็หันหลังเดินจากไป แต่ตอนที่นางกำลังจะก้าวขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงหันกลับไปพูดว่า “ท่านจำสิ่งที่พูดกับทหารหญิงกลุ่มห่านฟ้าเอาไว้ให้ดี ในอนาคตหลังจากาสิ้นสุดลงแล้วท่านเองก็ต้องหาทางหนีทีไล่เอาไว้ให้พวกนางด้วย พวกนางล้วนแต่เป็หญิงสาวที่น่าสงสาร”
ดวงตาของกงจื้อิฉายแววซับซ้อนขึ้นมาแต่เขาก็พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม จากนั้นติงเหว่ยก็ยิ้ม นางอุ้มลูกชายและรีบวิ่งกลับไปที่กระโจม ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บได้ยินเสียงบ่นอย่างแ่เบาของนาง “เ้าเด็กดื้อ ใครใช้ให้เ้าชอบวิ่งออกไปข้างนอก อีกเดี๋ยวข้าจะให้ท่านอาจารย์ปู่ของเ้าทำยาขมๆ ให้เ้ากิน! ฮึ่ม หากกล้าไม่ยอมกินข้าก็จะตีก้นของเ้า…”
-----------------------------------------
[1] อวี๋เจียว 鱼胶 หมายถึง กาวปลาทำจากกระเพาะปลา
[2] คนขายแตงไม่ควรละโมบในกลิ่นหอมของแตง 卖瓜的不能被瓜香馋死 หมายถึง พ่อค้าแม่ค้าควรวางตัวเป็กลางและซื่อสัตย์ ไม่ควรพูดเกินจริงเพื่อประโยชน์ของตนเองซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
[3] แต่งงานกับไก่ก็ต้องตามไก่ แต่งงานกับสุนัขก็ตามสุนัข 嫁鸡随鸡嫁狗随狗 หมายถึง หลังจากที่ผู้หญิงแต่งงานแล้วไม่ว่าสามีของนางจะดีหรือไม่ดี นางก็ต้องพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสามีของนาง
