หลังจากไป๋เฉินถอดหน้ากากไหมออก เขาก้าวย่างกำลังจะเข้าไปในกระโจม แต่จู่ๆเขากลับหยุดฝีเท้าอย่างกะทันหัน สีหน้าปรากฏร่องรอยของการตริตรองอย่างหนัก
'ดูเหมือนจะมิใช่เื่ดีหากข้าเข้าไปในกระโจมในเวลานี้'
สมองของเขาหัวมึนงงไร้ซึ่งการกลั่นกรองคำพูดที่จะกล่าว
ผลสุดท้ายเขาทำได้เพียงหันหลังและไปนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์พร้อมกับอาภรณ์สีดำของบิดาคลุมร่างไว้และเอนหลังพักผ่อนในมุมมืดที่แสงจันทร์มิอาจสาดส่อง ก่อนจะข่มตาหลับขับตานอนโดยมีมือทั้งสองไพล่ไว้หลังคอ
ดวงจันทร์ลอยอยู่สูงเหนือท้องฟ้าที่ไร้เมฆ สายลมอ่อมๆพัดผ่านผมสีน้ำตาลของไป๋เฉินปลิวไสวดุจเทพบุตรจุติ
ผสมผสานเข้ากับอากาศที่มีหมอกเล็กน้อย ราวกับว่าบังเกิดทัศนียภาพที่งดงามดุจดั่งความฝัน
ฉางเอ๋อร์ยืนอยู่ภายในกระโจมด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและสับสนเมื่อมองไปยังไป๋เฉินจากทางหน้าต่าง
หัวใจของนางเปี่ยมไปด้วยความคิดและความรู้สึกที่ไม่รู้จัก
ด้วยเหตุผลบางอย่างสภาพจิตใจของนางกลับปั่นป่วนประดุจดั่งมหาสมุทรระลอกแล้วระลอกเล่า
อนึ่งก็รู้สึกเคียดแค้นและเกลียดชัง อยากจะหันร่างของไป๋เฉินเป็หมื่นๆชิ้น
แต่อนึ่งก็รู้สึกแปลกประหลาดพลันััได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
"ไป๋เฉิน..." ฉางเอ๋อร์ส่งเสียงเรียกเบาๆจนแทบจะไม่ได้ยิน
นางยังคงยืนอยู่ที่เดิมเป็เวลานานในขณะมือหนึ่งข้างคำกับขอบหน้าต่างเพื่อมิให้ขาสั่นเทา ั์ตาที่น่าหลงใหลมีหยาดน้ำตาหยดลงราวกับหยาดน้ำค้าง
'เกิดอะไรขึ้นกับข้า?'
'ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน?'
'ข้าควรจะเกลียดชังเขามิใช่หรือ?'
'ข้าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี?'
คำถามที่น่าฉงนและลำบากใจวนเวียนอยู่ในจิตใต้สำนึกอย่างมิอาจลบเลือน
นางปาดน้ำตาและลอบหัวเราะกับตนเองอย่างขมขื่น "เขาเพียง้าใช้ข้าเป็หมากที่ใช้งานแล้วทิ้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็เพียงอุบัติเหตุที่ข้าไม่ยอมเชื่อฟังคำพูดของเขา"
"เขามิได้สนใจข้าั้แ่แรก..."
ฉางเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางเดินกระเผลกออกมาอย่างยากลำบาก พร้อมกับผ้าห่มผืนหนาในอ้อมแขน พร้อมทั้งห่มร่างของไป๋เฉินไว้ราวกับว่าเป็ปฏิกิริยาตอบสนองด้วยตนเอง ก่อนจะจัดแจงตำแหน่งที่อบอุ่นที่สุด
ร่างของไป๋เฉินยังคงหลับตาไร้การตอบสนองใดๆ ฉางเอ๋อร์ถอนหายใจอย่างโล่งอกและกำลังจะพุ่งออกไปทางกำแพงด้านหลังกระโจม
นางจำต้องกลับไปที่จุดนัดพบกับชิงเอ๋อร์ มิเช่นนั้นจะกลับกลายเป็ปัญหาใหญ่
แต่ทว่าเมื่อกำลังนางหันหลังออกจากหลังกระโจม กลับมีมืออุ่นๆจับแขนของนางไว้อย่างกะทันหัน ดวงตาของไป๋เฉินเบิกขึ้นครึ่งหนึ่งเหล่มองไปยังนางพลันกล่าวถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เ้าจะไปไหน?"
ฉางเอ๋อร์สะดุ้งตัวโหยงอย่างกระวนกระวาย "เ้าตื่นแล้วหรือ?"
"ข้ายังไม่หลับต่างหาก" คำตอบของไป๋เฉินทำให้ใบหน้าของฉางเอ๋อร์แดงก่ำอย่างเหนียมอาย
'เขารู้หมดแล้ว'
'เขาได้ยินหมดแล้ว'
ไป๋เฉินยังคงถามต่อในลักษณะยิ้มจางๆ "ข้ายังไม่รู้จักชื่อของเ้าเลย เ้าชื่ออะไร?"
"ฉาง...เอ๋อร์" ฉางเอ๋อร์พึมพำก้มหน้าลงไม่กล้าสบตา แต่ทว่านางกลับตอบคำถามของเขาแต่โดยดี
ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะชื่นชม "ช่างเป็ชื่อที่งดงามยิ่งนัก เหมาะสมกับเ้าจริงๆ"
สกิลในการจีบสาวของไป๋เฉินก็มิใช่น้อย ฉางเอ๋อร์หน้าแดงแจ๋ยิ่งกว่าเก่า
นี่เป็วิธีการที่จะตัดปัญหาของความขัดแย้งให้ง่ายดายที่สุดหลังจากเห็นว่าฉางเอ๋อร์รู้สึกดีกับตน ไป๋เฉินไม่ลังเลเลยที่จะใช้คำอ่อนหวานละมุนในค่ำคืนนี้
ไป๋เฉินจึงกล่าวต่อด้วยเสียงนุ่มนวล "ต่อจากนี้ข้า้าความช่วยเหลือจากเ้า หลังจากเสร็จสิ้นงานแล้ว หากเ้า้าจะจากไป ข้าจะไม่รั้งเ้าไว้"
สีหน้าของฉางเอ๋อร์แลดูโศกเศร้าเมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนั้น นางจึงถามด้วยเสียงแ่ "เ้าไม่้าข้าแล้วหรือ?"
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใดนางจึงได้พลั้งเผลอกล่าวเช่นนั้นออกมา หัวใจของนางรู้สึกเ็ปราวกับว่าถูกฉีกกระชากออกเป็ชิ้นๆ
ไป๋เฉินตกตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะรีบสงบสติอารมณ์ "นั่นขึ้นอยู่กับเ้า หากเ้า้าจากไปข้าไม่ว่า แต่หากเ้า้าอยู่ต่อ...ข้าก็ยินดี"
คำหว่านล้อมของไป๋เฉิน ส่งผลให้ฉางเอ๋อร์กระมิดกระเมี้ยนบิดตัวอย่างขวยเขิน
จิตสังหารและความเกลียดชังต่อไป๋เฉินหายไปโดยปริยายโดยที่ไม่รู้ว่าความรู้สึกเช่นนั้นหายไปเมื่อใด
สถานการณ์ในยามนี้เปรียบได้ดั่งฤดูใบไม้ผลิ เมื่อบรรยากาศพาไป ไป๋เฉินจึงตัดสินใจกล่าวต่อ "ฉางเอ๋อร์ ข้ามีงานอยากจะให้เ้าช่วยเหลือ"
"หืม?" ฉางเอ๋อร์หลุดจากภวังค์ และเปล่งเสียงเบาๆในลำคอในขณะสายตายังคงจดจ้องใบหน้าหล่อเหลาอยู่ทุกขณะ
ไป๋เฉินเพียงเอ่ยตอบสั้นๆ "ข้า้าพิษคร่าหัวใจและข้อมูลทั้งหมดรวมถึงวิธีการแก้และรักษาพิษคร่าหัวใจ"
"พิษคร่าหัวใจ?" ฉางเอ๋อร์กล่าวย้ำอย่างตกตะลึง "เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ามีวิธีการแก้?"
ในประวัติศาสตร์ของตระกูลฉางมีการกล่าวถึงความน่าสะพรึงกลัวของพิษคร่าหัวใจไว้ราวกับว่าเป็สิ่งต้องห้ามในทวีปโดยกล่าวว่าไม่มีวิธีแก้พิษ
แต่ทว่าไม่มีพิษใดที่รักษาไม่ได้ นอกเสียจากยังไม่ค้นพบวิธีการรักษาเท่านั้น
ต่อให้เป็พิษคร่าหัวใจที่ใครหลายๆคนต่างหวาดกลัวก็จำต้องมีวิธีการแก้พิษอยู่เป็แน่ แต่วิธีการแก้จะสืบทอดองค์ความรู้กันมาจากรุ่นสู่รุ่นโดยปกปิดการมีอยู่ของยาแก้พิษไว้เพื่อให้ชื่อเสียงด้านพิษของบุคคลนั้นพุ่งกระฉูดและได้รับความนิยมมากขึ้น
ไป๋เฉินยืดหลังตึงก่อนจะกล่าวอธิบาย "ผู้ฝึกฝนที่เชี่ยวชาญวิชาแขนงของพิษจะมีหนึ่งสิ่งสำคัญที่ขาดไปหายไม่ได้คือยาแก้พิษ การที่จะสร้างพิษขึ้นมาหนึ่งชนิดนั้นจะเริ่มต้นจากการสร้างยาแก้พิษขึ้นมาก่อนแล้วค่อยๆทดลองกับพิษที่ชนิดนั้นที่สร้างตามมาทีหลังเพื่อเป็การทดสอบว่าพิษที่สร้างขึ้นสามารถแก้ไขได้ด้วยยาแก้พิษหรือไม่"
"หากยาพิษยังมีประสิทธิผลไม่เพียงพอ ผู้สร้างจะค่อยๆพัฒนาและทวีความรุนแรงของพิษมากยิ่งขึ้นในเท่ากันกับยาแก้พิษที่สร้างเป็อันดับแรกเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างกันและกัน" ไป๋เฉินกล่าวอธิบายตรรกะและวิธีคิดของผู้สร้างพิษได้อย่างเชี่ยวชาญ ทั้งหมดนี้ต่างก็เป็ทฤษฎีที่ศตวรรษที่ 21 ใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่นักฆ่าที่บ่มพิษด้วยตนเอง
ฉางเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง "เ้าค่อนข้างมีความรู้เกี่ยวกับยาพิษพอสมควร แม้แต่ข้าเองก็เพิ่งรู้เื่นี้เมื่อไม่กี่ปีก่อนเท่านั้น"
ไป๋เฉินเพียงยิ้มเล็กยิ้มน้อยก่อนจะสนทนาเกี่ยวกับวิธีการและระดับความรุนแรงของพิษคร่าหัวใจอย่างหมดเปลือก นางคิดเพียงแค่ว่าหากไป๋เฉินเป็คนรักของนางก็คงไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง
แน่นอนว่าชายแรกที่รับเอาความบริสุทธิ์ของฉางเอ๋อร์ไปก็คือไป๋เฉิน นางย่อมจะเชื่อฟังเป็ธรรมดาเมื่อเห็นว่าไป๋เฉินมิได้เมินเฉยต่อนางถึงเพียงนั้น
ไป๋เฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจหลังจากฟังรายละเอียดทั้งหมด "เอาล่ะ ข้า้าให้เ้าทำสิ่งหนึ่งให้แก่ข้า"
ฉางเอ๋อร์ตั้งใจฟังโดยมิได้ถามอันใด
"ข้า้าให้เ้าวางยาพิษคร่าหัวใจแก่ฉินเหยียน ข้า้าระยะเวลาในการออกฤทธิ์สูงสุดหนึ่งวันก่อนจะอาการทรุดลงอย่างเห็นได้ชัดในวันต่อมา" ไป๋เฉินยิ้มอย่างเลศนัยในขณะกล่าวออกมาเช่นนี้
ฉางเอ๋อร์ตกตะลึงและสับสนในเวลาเดียวกัน "เ้า้าให้ข้าวางยาพิษแก่ฉินเหยียนงั้นหรือ?"
สีหน้าของไป๋เฉินยังคงสุขุมนุ่มลึกไร้ระลอกคลื่นใดๆ "ถูกต้อง ข้ารู้มาว่าพิษคร่าหัวใจเป็พิษที่ไร้สีและไร้กลิ่น หากมิใช่บุคคลที่มีความรู้ทางแขนงนี้อย่างแท้จริงจะไม่มีทางบอกได้ว่าตนโดนวางยาพิษเข้าให้แล้ว ต่อให้เป็ลุงฉินก็มิอาจรับรู้ได้เนื่องจากเขายังไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับแขนงพิษเพียงพอ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ข้า้าจะให้เป็"
แม้นฉางเอ๋อร์จะตกตะลึง แต่นางก็พยักหน้าหนึ่งคราเป็อันตกลงโดยไม่เอ่ยถามเหตุผลเื้ั นางรู้ดีว่าไป๋เฉินมิใช่คนที่จะทำอะไรโง่เขลา แม้นจะรู้จักไป๋เฉินแค่ชั่วครู่ แต่บุคลิกและนิสัยของไป๋เฉินได้บ่งบอกออกมาเช่นนั้น
จู่ๆนางกลับหวนนึกบางอย่างขึ้นได้จึงรีบกล่าวออกมา "หลังจากนี้ข้าจำต้องกลับไปหาพี่สาวของข้า-"
ไป๋เฉินกล่าวแทรกในขณะยืนขึ้นพลางปัดฝุ่นอย่างเรียบง่าย "เมื่องานของเ้าเสร็จสิ้นแล้ว เ้าสามารถกลับไปได้ ไม่ว่าเ้าจะอยู่ที่ใด ข้าย่อมตามหาเ้าเจอเป็ธรรมดา"
ฉางเอ๋อร์ในอาภรณ์สีชมพูพริ้วไหวผงกศีรษะอย่างเขินอาย
โดยที่นางไม่ทันได้สังเกตว่าไป๋เฉินยื่นมือเพรียวบางดึงคางของนางเข้ามาก่อนจะประกบริมฝีปากเข้าหากันอย่างนุ่มนวล
รูม่านตาของฉางเอ๋อร์เบิกโพลงอย่างตกตะลึง
เมื่อแยกริมฝีปากจากกัน ไป๋เฉินเลียริมฝีปากอย่างพราวเสน่ห์ ก่อนกล่าวถามด้วยแววตาที่กังวล "เ้ายังเจ็บอยู่หรือไม่?"
ฉางเอ๋อร์หลงอยู่ในภวังค์เมื่อมองไปยังดวงตาสีโลหิตที่จริงใจคู่นั้นจนนางเผลอส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัว "ข้าไม่เป็ไร"
ไป๋เฉินเพียงยิ้มเบาๆพลางยื่นมือลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน "เ้ากลับไปเถิด หากมีเวลาว่างพรุ่งนี้ข้าจะไปหาเ้า"
เมื่อกล่าวจบไป๋เฉินหันหลังกลับไปในกระโจมอย่างอ่อนเพลีย ทิ้งให้ฉางเอ๋อร์ยืนหน้าแดงราวกับแอปเปิ้ลอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นในยามราตรีที่มืดมิด
บัดนี้จิตใจของฉางเอ๋อร์กลับเปี่ยมไปด้วยระลอกคลื่นแห่งความอ่อนหวาน ความรู้สึกอ่อนโยนของสตรีนางเพิ่งจะรับรู้เป็ครั้งแรกเพราะครานี้
แต่แตกต่างกันกับไป๋เฉินที่แทบจะสำรอกออกมาจากความเลี่ยน 'ตรูพูดเช่นนั้นไปจริงๆหรือ แทบอยากจะอาเจียนเลยจริงๆ'
