“เอ่อ...ข้ายังไม่ตายสินะ”
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปนานแค่ไหน เยี่ยเฉินเฟิงที่สลบเหมือดไปถึงได้สติขึ้นมา
เมื่อหันมองบรรยากาศรอบข้างอันคุ้นเคยและพบกระบี่หักปริศนาที่นอนสงบนิ่งอยู่ข้างกายเขา เยี่ยเฉินเฟิงก็รู้ได้ทันทีว่าสมองกลืนเทวะได้ช่วยชีวิตตนเองเอาไว้ เขาไม่ได้โดนอำนาจกระบี่น่าหวาดกลัวครั้งสุดท้ายนั่นฆ่าตาย
แม้ว่าจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่พอลองนึกถึงภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นขึ้นมา เยี่ยเฉินเฟิงก็ยังรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นอยู่ดี
“กระบี่หักเล่มนี้น่ากลัวชะมัดยาก มันน่าจะดำรงอยู่มานานมากกว่าหนึ่งร้อยปีแล้วแท้ๆ แต่อำนาจกระบี่ที่ถูกผนึกเอาไว้ในด้ามกลับยังน่ากลัวถึงเพียงนี้ คิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าผู้ที่เคยกระบี่เล่มนี้จะเป็ยอดฝีมือระดับไหนกัน” เยี่ยเฉินเฟิงพูดพึมพำก่อนจะหยิบกระบี่หักเล่มนั้นขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง
เพียงแต่ในครานี้เขาระมัดระวังตัวขึ้นมาก ก่อนจะยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อศึกษาค้นคว้ากระบี่หักเล่มเดิมต่อ และเป็อีกครั้งที่เขาได้พบกับอำนาจกระบี่สุดแสนน่ากลัว เหงื่อเย็นๆ เปียกชุ่มไปทั่วร่างด้วยความเสียขวัญ
“ช่างเถอะ เอาไว้วันข้างหน้าข้าบรรลุเขตแดนที่สูงขึ้นกว่านี้ได้ ค่อยมาศึกษาเ้ากระบี่หักเล่มนี้ต่อก็แล้วกัน”
เยี่ยเฉินเฟิงไม่อาจหาญพอจะทนรับการโจมตีจากอำนาจกระบี่รอบที่สี่จริงๆ เขาปิดผนึกกระบี่หักอย่างระมัดระวังและเก็บมันไว้ภายในถุงเอกภพ
“หืม นี่มัน...”
ในตอนที่เยี่ยเฉินเฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงควบคุมสมองกลืนเทวะให้ฟื้นฟูจิติญญาที่เสียหายอยู่นั้น เขาก็บังเอิญเจออักขระกระบี่สามสายที่อยู่ภายในสมองกลืนเทวะ
และอักขระกระบี่ทั้งสามสายนี้ก็สร้างขึ้นมาจากรูปแบบอำนาจกระบี่ทั้งสามของกระบี่หัก
เมื่อพบว่ามีเื่เช่นนี้เกิดขึ้น เยี่ยเฉินเฟิงก็ดีอกดีใจจนแทบบ้า เขาไม่เคยคิดฝันแม้แต่น้อยว่าสมองกลืนเทวะพลิก์ถึงเพียงนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ซ้ำยังประทับตราอำนาจกระบี่ทั้งสามเอาไว้ได้อีก
“ด้วยความเข้าใจของข้าในยามนี้ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานขนาดไหนถึงจะกระจ่างแจ้งในอำนาจกระบี่ทั้งสามที่สมองกลืนเทวะประทับตราเก็บไว้” เยี่ยเฉินเฟิงพูดพึมพำ สุดท้ายแล้วเขาก็เลือกกระบี่เป็อาวุธประจำกาย เพราะว่ามีอำนาจกระบี่ทั้งสามอยู่
หลังจากหมดสติไปหลายวัน เยี่ยเฉินเฟิงก็อดอยากหิวโหยเป็อย่างมาก เขาฟื้นฟูจิติญญาที่เสียหายอย่างคร่าวๆ เดินออกจากเรือนที่พักหลังเล็กและมุ่งตรงไปยังโรงอาหาริญญาอีกครั้ง
หลังจากทานอาหารเลิศรสที่ปรุงขึ้นจากเืเนื้อของสัตว์อสูรเรียบร้อย เยี่ยเฉินเฟิงก็ใช้จ่ายผลึกิญญาระดับต่ำไปอีกหนึ่งร้อยสามสิบกว่าก้อนเพื่อซื้ออาหารที่มีพลังิญญาแฝงเก็บไว้เป็เสบียงจำนวนมาก เตรียมความพร้อมสำหรับการปิดด่านฝึกฝนอำนาจกระบี่
“ยอดฝีมือ!”
ในตอนที่เยี่ยเฉินเฟิงเดินออกจากโรงอาหาริญญาและย้อนกลับไปยังเรือนที่พักของตัวเองและเตรียมพร้อมจะปิดด่านฝึกฝนนั้น เขาก็ได้พบกับชายหนุ่มร่างกายสูงโปร่ง สวมชุดคลุมยาวสีขาวยืนขวางอยู่หน้าเรือนพักของตน
อีกทั้งเขายังยืนอยู่ตรงนั้นในสภาพที่ร่างกายผสมกลมกลืนไปกับภาวะแวดล้อม ชนิดที่ว่าหากมองไม่เห็นด้วยตาก็แทบจะจับััการคงอยู่ของเขาไม่ได้เลยสักนิด
“เยี่ยเฉินเฟิง ข้ารอเ้าอยู่นานเชียวล่ะ” ชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวจ้องมองเยี่ยเฉินเฟิงด้วยสายตาเรียบนิ่ง เอ่ยขึ้นอย่างผ่อนคลาย
“เ้าเป็คนของตระกูลเซินถูสินะ”
เมื่อเห็นเค้าโครงใบหน้าของชายชุดขาวคล้ายคลึงกับกับเซินถูเสวี่ยอยู่เล็กน้อย เยี่ยเฉินเฟิงก็พอจะคาดเดาตัวตนของอีกฝ่ายได้
“ถูกต้อง ข้ามีนามว่าเซินถูเหิง เป็ลูกพี่ลูกน้องของเซินถูเสวี่ยและเซินถูเหยี่ย” เซินถูเหิงพยักหน้ารับคำพร้อมกล่าว
“เซินถูเหิง ยอดฝีมือสิบอันดับแรกบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์”
เยี่ยเฉินเฟิงเคยได้ยินชื่อของเซินถูเหิงมาบ้าง และเขาก็จับััอันตรายจากร่างกายของอีกฝ่ายได้จึงเอ่ยถามเสียงเ็า “เ้ามีธุระอะไรกับข้างั้นหรือ?”
“ที่ข้ามาหาเ้าครั้งนี้ เพราะคิดจะมาหยิบยื่นวาสนาให้เ้าสักหน่อย” เซินถูเหิงพูดจาด้วยถ้อยคำของผู้ที่อยู่เหนือกว่า “เ้าคิดว่าเซินถูปิงน้องสาวของข้าเป็เช่นไรบ้าง?”
“เ้าคงไม่ได้คิดจะยกน้องสาวของเ้าให้แต่งงานกับข้าหรอกนะ” เยี่ยเฉินเฟิงพูดขึ้นพลางหัวเราะ เขาไม่สนใจเซินถูปิงที่มีนิสัยร้ายกาจเอาแต่ใจเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ใช่น้องสาวข้าที่แต่งออกไปกับเ้า แต่เป็เ้าที่แต่งเข้าตระกูลเซินถูของข้าต่างหากล่ะ” เซินถูเหิงส่ายหน้าปฏิเสธ
“ขออภัยด้วย ข้าไม่สนใจน้องสาวของเ้าสักนิด ยิ่งไม่สนใจจะร่วมตระกูลเซินถูของเ้าด้วย” เมื่อทราบจุดประสงค์ที่เซินถูเหิงมาพบตนเองเยี่ยเฉินเฟิงก็แสยะยิ้ม กล่าวปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
“เ้าไม่ลองคิดพิจารณาดูสักหน่อยหรือ? นี่เป็โอกาสเดียวที่เ้าจะได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเซินถูของข้าเชียวนะ หากพลาดโอกาสไปแล้ว เกรงว่าเ้าจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต” เซินถูเหิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาทอประกายดุร้าย
“เ้าพูดจบหรือยัง? ถ้าพูดจบแล้วข้าจะได้กลับเข้าบ้านสักที”
กล่าวจบ เยี่ยเฉินเฟิงก็เมินเฉยต่อสายตาเดือดดาลของเซินถูเหิง เดินเฉียดไหล่ของอีกฝ่ายตรงเข้าเรือนที่พักของตัวเองและเปิดใช้งานค่ายกลป้องกันทันที
“เยี่ยเฉินเฟิง ในเมื่อเ้าไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีถึงเพียงนี้ อย่ามาหาว่าข้าลงมือโเี้ก็แล้วกัน” ความดุร้ายเอ่อล้นออกมาจากแววตาส่วนลึกของเซินถูเหิง คล้ายกับเป็แววตาของสัตว์อสูรที่ชวนให้คนอกสั่นขวัญแขวน
“ยอดฝีมือสิบอันดับแรกบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์ไม่ธรรมดาเลยสักนิด”
หลังจากได้พูดคุยกับเซินถูเหิง เยี่ยเฉินเฟิงก็เข้าใจลึกซึ้งถึงพลังที่แท้จริงของสิบอันดับแรกของป้ายพลังยุทธ์อัคคี์ เขาคิดว่าตนเองยังห่างไกลกับสิบอันดับเ่าั้มากมายเหลือเกิน
ดังนั้นภารกิจเร่งด่วนในยามนี้ก็คือการทำความเข้าใจอำนาจกระบี่ให้แตกฉาน เขาจำเป็จะต้องศึกษาอำนาจกระบี่ที่มีพลังโจมตีอันน่าทึ่งเ่าั้ให้ลึกซึ้ง ถึงจะสามารถร่นระยะห่างระหว่างตนเองกับเซินถูเหิงและคนอื่นๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้น
เยี่ยเฉินเฟิงทิ้งตัวลงนั่งใต้ต้นไม้เก่าแก่ที่มีอยู่เพียงต้นเดียวในเรือน ปรับจังหวะลมหายใจเข้าออกอย่างง่ายๆ ปัดทิ้งความคิดไร้สาระวุ่นวาย แล้วเริ่มต้นทำความเข้าใจพลังอำนาจของกระบี่ทั้งสามที่อยู่ภายในสมองกลืนเทวะและเข้าสู่สภาวะอนัตตาไปอย่างรวดเร็ว
แม้การหลอมรวมกับสมองกลืนเทวะจะช่วยให้ระดับการรู้แจ้งและพร์ของเยี่ยเฉินเฟิงพัฒนาขึ้นสูงจนไม่อาจจินตนาการได้ แต่เขาไม่คุ้นเคยกับอำนาจกระบี่เหล่านี้เลยสักนิด ประกอบกับอำนาจกระบี่เป็สิ่งที่ลึกซึ้งเข้าใจยาก ลี้ลับคลุมเครือ เปลี่ยนแปลงได้ร้อยแปดพันเก้า สลับซับซ้อนอย่างถึงที่สุด ส่งผลให้เยี่ยเฉินเฟิงไม่สามารถเข้าใจสัจธรรมของอำนาจกระบี่ได้อย่างลึกซึ้งใน่แรก
เพียรพยามอย่างสุดกำลังก็ยังไม่อาจเข้าถึงสัจธรรมอันลึกซึ้งได้ เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ได้ร้อนรนใจ เขายังคงนั่งสงบนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้เก่าแก่ คล้ายกับภิกษุที่กำลังเข้าฌาน ค่อยๆ ทำความเข้าใจอำนาจกระบี่ทั้งสามในสมองกลืนเทวะอย่างมีน้ำอดน้ำทน
เวลาล่วงเลยผ่านไปในแต่ละวัน นอกจากพักทานอาหารแล้วเขาก็แทบจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทำความเข้าใจอำนาจกระบี่
ตามกาลเวลาที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เยี่ยเฉินเฟิงที่อาศัยการวิเคราะห์และวิวัฒนาการผ่านสมองกลืนเทวะ ในที่สุดก็สามารถทำความเข้าใจสัจธรรมอำนาจกระบี่ส่วนเล็กๆ ได้สำเร็จ
ประกายแสงกระบี่ดุดันหลายสายค่อยๆ รวมตัวกันบนชั้นผิวกายของเขาและตัดเฉือนใบไม้ที่ลอยปลิวตามลมจนแหลกเป็ชิ้นๆ ด้วยตัวของมันเอง
“อำนาจกระบี่ไร้ลักษณ์ กลางกระบี่มีจิติญญา มีเพียงการฝึกฝนอำนาจกระบี่จนกลายเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายจนสร้างอำนาจกระบี่ที่มีชีวิตและจิติญญาขึ้นมาได้ ถึงจะนับเป็การเข้าใจความหมายที่แท้จริงของอำนาจกระบี่”
ใช้เวลาทำความเข้าใจอยู่เกือบหนึ่งเดือนเต็ม ในที่สุดเยี่ยเฉินเฟิงก็เข้าใจสัจธรรมของอำนาจกระบี่ได้สักที
ภายในเรือนที่พัก เยี่ยเฉินเฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้เก่าแก่แน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว ปราณกระบี่แต่ละเส้นเคลื่อนไหวไปตามผิวกายของเขาคล้ายกับ้าแหวกว่ายพรั่งพรูออกมา
ทันใดนั้น ดวงตาที่ปิดสนิทของเยี่ยเฉินเฟิงก็เปิดออก แสงสว่างคมกริบสองสายก็ะเิออกมาจากั์ตาของเขา
ครู่ต่อมา เยี่ยเฉินเฟิงขยับนิ้วเพียงแ่เบาลำแสงกระบี่แวววาวเส้นหนึ่งก็พุ่งออกไปจากปลายนิ้วของเขาโจมตีไปทางห้วงอากาศอันว่างเปล่า
แม้ว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะใช้นิ้วแทนกระบี่ แต่ลำแสงกระบี่สองสายนั้นกลับสมบูรณ์แบบทั้งด้านอานุภาพและความเร็วแทงทะลุค่ายกลป้องกันที่ปกคลุมฟากฟ้าภายในเรือน ฉีกกระชากค่ายกลป้องกันจนขาดเป็รอยแหว่ง
“เฮ้อ คมกระบี่เมื่อครู่นี้ น่าจะเป็แค่ครึ่งก้าวอำนาจกระบี่สินะ”
แม้ว่าลำแสงกระบี่ที่เยี่ยเฉินเฟิงเพิ่งจะยิงออกไปจะมีอานุภาพร้ายกาจมาก แต่เขารู้ดีเลยว่าตนเองยังต่างชั้นกับอำนาจกระบี่ที่แท้จริงอยู่อีกเล็กน้อย
และหากจะอุดช่องโหว่ความแตกต่างรายละเอียดเล็กน้อยเ่าั้ ตนเองจะต้องอาศัยการฝึกฝนในระยะยาว
ดังนั้นคมกระบี่เมื่อครู่นี้ จึงเป็ได้เพียงครึ่งก้าวอำนาจกระบี่
