ดังนั้นในยามนี้ เขาไม่อาจทำเป็เ็ปได้อีกต่อไป คนเ้าเล่ห์อย่างหลงเซี่ยวอวี่เปลี่ยนวิธีการของตนอีกครั้ง
เขาไม่รู้ว่าทักษะทางการแพทย์ของหญิงโง่ผู้นี้ดีเพียงใด
แต่ในวันหน้า หากจะแสร้งป่วยต่อหน้าหญิงโง่เขลาแต่กลับเป็ผู้ที่มีทักษะทางการแพทย์ที่เก่งกาจผู้นี้ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่ฉลาดนัก และมันจะกลับกลายเป็การนึกอยากแสดงฝีมือ กลับกลายเป็ปล่อยไก่ [1]
หลงเซี่ยวอวี่จ้องเขม็งไปที่ดวงตากลมโตของมู่จื่อหลิงที่กำลังกริ้วโกรธ ทำราวกับเมินไม่อยากมอง ใบหน้าที่มืดมนของเขากลับกลายเป็ใบหน้าของคนที่กำลังจะร้องไห้
เขามองไปที่มู่จื่อหลิงอย่างเศร้าใจ พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย้ายวน “มันเจ็บ”
……
มู่จื่อหลิงตกตะลึง ทันใดนั้น นางก็รู้สึกยุ่งเหยิงราวกับอยู่ท่ามกลางสายลม
แม้ว่านางจะถามหลงเซี่ยวอวี่ว่าเจ็บหรือไม่ แต่ควรแล้วหรือที่จะมาแสดงท่าทางทั้งยังพูดสิ่งที่เกินจริงเช่นนี้? ท่านต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้เลยหรือ?
ท่าทางของเขาดูน่าสงสารมาก มันทำให้นางราวกับเป็คนชั่วร้ายจริงๆ
ได้โปรดเถอะ ท่านซึ่งเป็คนที่มองไม่เห็นหัวผู้ใด ทุกคนต้องเคารพท่านมาจากจุดที่อยู่ห่างไกล ทุกคนล้วนหวาดกลัวท่าน ท่านคือฉีอ๋องที่ทุกผู้ทุกคนล้วนหลีกเลี่ยงไม่ใช่หรือ? ท่านจะแกล้งทำเป็น่าสงสารต่อหน้านางได้อย่างไร? นี่เป็การพลิกภาพลักษณ์ [2] ที่มากเกินไป
ในยามนี้ มู่จื่อหลิงอยากจะเอื้อมมือออกไปขยี้ตา แล้วขยี้ตาอีกครั้ง มองดูชายตรงหน้านางที่กำลังทำหน้าราวกับจะร้องไห้อย่างจริงจัง
เขายังคงเป็ฉีอ๋องผู้เ็าและเฉยเมย เด็ดขาดไร้ความปรานีผู้นั้นอยู่หรือไม่?
เขายังเป็ฉีอ๋องที่โยนมู่อี๋เสวี่ยจนตัวลอยออกไปได้เมื่อไม่นานมานี้ และทำให้เกิดการะเิครั้งใหญ่อยู่หรือไม่?
เขายังคงเป็ฉีอ๋องผู้ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกทุกข์ทนได้เพียงแค่โบกมือ ด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉย โดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาอยู่หรือไม่?
ไม่ เหตุใดถึงไม่เหมือนเลยสักนิด! มู่จื่อหลิงส่ายหัวอย่างเงียบๆ ภายในใจ นางยังไม่อยากเชื่อเลย!
ตามจริงแล้ว! ไร้หลักการมากเกินไป
ฉีอ๋องที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ เหตุใดจึงดูเหมือนเด็กน้อยที่ได้รับความไม่เป็ธรรมซึ่งกำลัง้าการปลอบโยนจากผู้ใหญ่ไปเสียได้?
สมองของมู่จื่อหลิงจินตนาการซ้อนทับภาพของหลงเซี่ยวอวี่ผู้แสนจะภาคภูมิใจที่ในยามนี้ไม่ต่างไปจากการเป็เด็กน้อย ไม่เหลือภาพของฉีอ๋องผู้แสนเย่อหยิ่ง...
สักครู่ต่อมา มู่จื่อหลิงก็ฟื้นกลับคืนสู่ความสงบ
นางแตะคางอย่างครุ่นคิด ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย นางมองหลงเซี่ยวอวี่ขึ้นลงอย่างจริงจัง
ในตอนท้าย มู่จื่อหลิงก็ยังคงส่ายหัวด้วยความไม่เชื่อ ไม่ว่าอย่างไรนางไม่สามารถเชื่อมโยง ‘คนสองคน’ นี้เข้าด้วยกันได้!
แต่ความเป็จริงชี้ชัดว่า...นี่คือคนคนเดียวกันจริงๆ
ในยามนี้หลงเซี่ยวอวี่ยื่นมือออกมากุมด้านหลังศีรษะของตนอีกครั้ง บ่นพึมพำอย่างเ็ป “มันเจ็บตรงนี้ เจ็บมาก”
เสียงของเขาแ่เบา แต่ก็เพียงพอแล้วที่มู่จื่อหลิงจะได้ยิน
เจ็บจริงหรือเ้าผีหัวโต [3] หรือจะเป็เพียงการเสแสร้ง? มู่จื่อหลิงจ้องมองเขาด้วยความโกรธ
นางคุ้นเคยกับความเ็าและทรงอำนาจของผู้ชายคนนี้ เขาผู้เ้าเล่ห์และไร้ยางอาย จนถึงยามนี้ นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้เห็นหลงเซี่ยวอวี่เป็เช่นนี้
เขา...เขาแสร้งทำเช่นนี้กับนางใช่หรือไม่? แสร้งให้ตนเองดูน่าสงสาร? ทั้งยังเป็การเสแสร้งที่สมบูรณ์แบบ
แต่เมื่อได้ยินหลงเซี่ยวอวี่ร้องออกมาด้วยความเ็ป ด้วยมู่จื่อหลิงเพิ่งพบเจอกับการถูกกระแทกมาเมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้นนางจึงรู้ว่ามันจะเ็ปเพียงใด อีกทั้งหลงเซี่ยวอวี่ก็ดูเหมือนจะถูกกระทบกระแทกรุนแรงกว่านาง ดังนั้นนางจึงรู้สึกเสียใจเล็กน้อยในท้ายที่สุด
อย่างไรก็ตาม ฉีอ๋องผู้แสนโเี้และเด็ดขาดผู้นี้ จะยังกลัวความเ็ปเช่นนี้อยู่อีกหรือ? ทำตนเช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่ใจนอ้าปากค้าง
ไม่ว่าเขาจะเ็ปจริงหรือเป็เพียงการเสแสร้ง สิ่งที่น่าสลดใจที่สุดคือหลังจากได้เห็นรูปลักษณ์ที่น่าสงสารของหลงเซี่ยวอวี่นี้ทำให้นางอยากจะปลอบโยนเขาจริงๆ
เมื่อเห็นว่ามู่จื่อหลิงยังคงนิ่งเฉย หลงเซี่ยวอวี่จึงชำเลืองมองมาที่นางด้วยท่าทางราวกับไม่สนใจ เขายังคงพึมพำด้วยความไม่พอใจต่อไป
เห็นได้ว่าเขายังคงบ่นต่อไปด้วยความขุ่นเคือง “ใครบางคนช่างโหดร้าย เมื่อครู่ผลักแรงถึงเพียงนั้นจนกระแทกลงไปอย่างรุนแรง ยังไม่รู้จักการ...”
พูดออกมาได้เพียงครึ่งทาง ใบหน้าของมู่จื่อหลิงก็มืดลง
ชายที่น่ารังเกียจผู้นี้ เขาจะกลายเป็คนไร้เหตุผลเช่นนี้ได้อย่างไร?
เห็นได้ชัดว่าผู้ที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็ธรรมคือนาง เห็นได้ชัดว่านางเองต่างหากที่ขาดทุน เขายังคงสบายดี ไม่ใช่เพียงแค่เอาเปรียบ แต่ยังไม่ยอมพูดความจริง กลับกลายเป็คนผิดชิงฟ้องก่อน [4] พูดจากับนางอย่างไม่ไว้หน้า ยังมีเหตุผลอยู่อีกไหม?
จากนั้น ใน่เวลาที่เหมาะสมมู่จื่อหลิงจึงเอ่ยสกัดกั้นคำพูดที่ไม่เป็ธรรมของหลงเซี่ยวอวี่
“ผู้ใดโหดร้าย ผู้ใดใช้ให้เมื่อครู่นี้ท่านล่วงเกินคนอื่น” มู่จื่อหลิงจ้องไปที่หลงเซี่ยวอวี่อย่างดุเดือด แสดงความไม่พอใจของตนออกมา
เมื่อได้ยินเช่นนี้ รูปลักษณ์ที่น่าสงสารของหลงเซี่ยวอวี่ จู่ๆ ก็ยิ่งทำให้มันดูน่าสงสารมากขึ้นไปอีก เขาพูดแก้ไขอย่างจริงจังว่า “พูดมั่วๆ มู่มู่ของเปิ่นหวางไม่ใช่คนอื่น แต่เป็ภรรยา”
“ใครเป็ภรรยาท่าน…” มู่จื่อหลิงกำลังจะหักล้าง แต่เพิ่งกล่าวออกมาเพียงครึ่งทางก็ต้องถูกขัดจังหวะด้วยคำพูดของเขา
“เ้าคือฉีหวางเฟย ภรรยาของเปิ่นหวาง จะมากล่าววาจามั่วๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?” หลงเซี่ยวอวี่ยังคงแก้ไขอย่างจริงจังและพูดอย่างมั่นใจ
ผ่านไปครู่หนึ่ง มู่จื่อหลิงสะอึกจนพูดไม่ออก
พูดตรงๆ ก็คือ ตัวตนยามนี้ของนางคือฉีหวางเฟย และมันเป็เื่ธรรมดาที่เขาจะทรงทำสิ่งใดกับนางก็ได้ แต่...มันก็ยังน่าหงุดหงิดเหลือเกิน
นางรู้ว่าหากนางพูดถึงเื่นี้อีก นางจะถูกข่มเหง มู่จื่อหลิงจึงตัดสินใจที่จะไม่พูด
เมื่อนึกถึงเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ มู่จื่อหลิงจึงเหลือบมองหลงเซี่ยวอวี่อย่างระแวดระวังอีกครั้ง แล้วเอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มที่ตกอยู่ข้างๆ ขึ้นมาห่อกายไว้จนแน่น ในท้ายที่สุดก็มีเพียงหัวเล็กๆ เท่านั้นที่โผล่ออกมา
ดวงตาของหลงเซี่ยวอวี่เปล่งประกายราวกับดวงดาวมันทั้งสดใสและพร่างพราว มองไปที่มู่จื่อหลิงซึ่งห่อหุ้มตนเองจนกลายเป็ก้อนกลมๆ ด้วยความชื่นชมและเสน่หา รอยยิ้มอ่อนโยนและงดงามปรากฏขึ้นบนมุมปากของเขา
หญิงโง่ผู้น่ารักและดื้อรั้นผู้นี้คิดว่ามันปลอดภัยแล้วหรือ?
หากไม่ใช่เพราะเกรงว่าสาวน้อยผู้นี้จะะเิอีกครั้ง ผ้าห่มธรรมดาจะนับเป็สิ่งใดได้? หากเขาพบว่ามันน่ารำคาญจริงๆ เพียงแค่เขายกมือขึ้น ผ้าห่มผืนน้อยก็หายไปได้ในพริบตา
มู่จื่อหลิงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยกับการจ้องมองที่แสนอ่อนโยนของหลงเซี่ยวอวี่ ดูเหมือนจะรู้ว่าหลงเซี่ยวอวี่กำลังคิดสิ่งใดอยู่
นางยืดอกเล็กๆ ของตนขึ้น หันมองสภาพแวดล้อมภายนอกด้วยท่าทางที่แสร้งทำเป็สงบเสงี่ยม ตรงนี้ไม่ไกลจากจวนฉีอ๋องแล้ว อีกนิดเดียว...
“ฮึ่ม” มู่จื่อหลิงพ่นเสียงอย่างแรง บิดตูดหันหลังให้หลงเซี่ยวอวี่ เว้นระยะห่างจากเขา แยกตัวออกห่างทำเป็ไม่สนใจเขา
แต่หลงเซี่ยวอวี่จะปล่อยให้นางเพิกเฉยได้อย่างไร?
เมื่อเห็นว่ามู่จื่อหลิงยังไม่ยอมนั่งลง หลงเซี่ยวอวี่ซึ่งอยู่ข้างหลังนางจึงเหยียดแขนเรียวยาวออกมา คว้าเข้าตรงชายผ้าห่มที่พาดมาด้านหลังของนาง
ในชั่วพริบตา ก่อนที่มู่จื่อหลิงจะทันได้โต้ตอบ เขาก็คว้าผ้าห่มไว้ได้เสียแล้ว นางจึงตกลงไปในอ้อมแขนของหลงเซี่ยวอวี่อีกครั้ง
มู่จื่อหลิงตกตะลึงในทันที
นางลืมไปได้อย่างไร ไม่ว่ารถม้าจะใหญ่เพียงใด มันก็เป็แค่รถม้า และต่อให้นางปกปิดเนื้อตัวดีเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ มันง่ายมากที่มารร้ายผู้นี้จะ ‘ทำสิ่งเลวร้าย’ กับนางอีกครั้ง
“หลงเซี่ยวอวี่ ท่าน...” มู่จื่อหลิงกระชับผ้าห่มบนตัวนางไว้แน่น เงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตระหนก นางจ้องไปที่หลงเซี่ยวอวี่ ชายผู้นี้จะไม่อยากทำอะไรนางอีกใช่หรือไม่?
หากมันเกิดขึ้นอีก นางไม่แน่ใจว่านางจะยังมีเรี่ยวแรงที่จะต่อกรกับเขาได้อีกหรือไม่ มู่จื่อหลิงรู้สึกหมดหนทางและอยากจะร้องไห้
ดูเหมือนจะเห็นความหมายในดวงตาของมู่จื่อหลิง หลงเซี่ยวอวี่กำลังหัวเราะในใจ แต่บนใบหน้าของเขาในยามนี้กลับดูน่าสงสาร
เห็นเขาเอื้อมมือไปกุมด้านหลังศีรษะของตนอีกครั้ง พูดอย่างเศร้าๆ ด้วยสีหน้าเ็ปว่า “เจ็บตรงนี้มากจริงๆ ฉีหวางเฟยทำร้ายเปิ่นหวาง ไม่รู้ว่าจะรู้สึกผิดบ้างหรือไม่...”
เมื่อเห็นว่าหลงเซี่ยวอวี่ไม่ได้ตั้งใจจะทำสิ่งใด มู่จื่อหลิงก็โล่งใจ
เพียงแต่...ในยามนี้ฉีอ๋องกำลังหมายถึงเื่ใด? ชายผู้นี้เริ่มบ่นอีกแล้วหรือ?
จู่ๆ มู่จื่อหลิงก็หงุดหงิดจนอยากจะด่าว่าเขา
หากนางไม่ปวดหัวเพราะการกระทำของเขา นางคงเป็นักบวชแล้ว เข้าใจไหม? ยังต้องสงสารเขาอยู่ไหม?
“หยุดเสแสร้งได้แล้ว ฉีอ๋องผู้ยิ่งใหญ่จะเกรงกลัวความเ็ปได้อย่างไร ข้าไม่เชื่อ” มู่จื่อหลิงกัดฟัน จ้องมาที่เขาอย่างดุดัน แสดงออกว่านางไม่กินสิ่งนี้
ในตอนท้าย นางก้มศีรษะลงเอ่ยเสียงกระซิบ แ่เบาราวกับว่านางกำลังพูดกับตนเองว่า “ถึงจะเจ็บจริง ข้าก็ไม่อยากเสียใจที่ทำท่านเจ็บ”
หลงเซี่ยวอวี่กดรอยบวมขนาดใหญ่บนหลังศีรษะอย่างแรง เขานิ่วหน้าด้วยความเ็ป อดไม่ได้ที่จะสูดอากาศเย็นๆ เข้าไปลึกๆ ด้วยความเจ็บ
แน่นอนว่า มู่จื่อหลิงที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาย่อมไม่เห็นพฤติกรรม ‘ทำร้ายตัวเอง’ ของหลงเซี่ยวอวี่ที่อยู่เื้ัตน
เมื่อเห็นว่าเขายังคงขมวดคิ้วจนแน่น ทั้งยังบ่นกับมู่จื่อหลิงด้วยความเสียใจ “มันเจ็บมากจริงๆ เ้าลองตรวจดูอีกครั้ง”
ขณะที่พูด ดวงตาสีดำสนิทราวกับสีหมึกของเขาก็เหมือนจะเต็มไปด้วยชั้นของหมอกที่มีแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านเข้ามาในยามเช้า [5] ซึ่งพร่ามัวไปด้วยความคับข้องใจที่ไม่สามารถบรรยายได้
ไม่รู้ว่าหลงเซี่ยวอวี่เล่นแรงเกินไปหรือไม่ เพราะเขายังคงทำร้ายตนเอง ‘อย่างร้ายกาจ’
เพียงไม่นาน มู่จื่อหลิงก็หันมาจ้องมองหลงเซี่ยวอวี่อีกครั้งอย่างดุร้าย และในท้ายที่สุดนางก็ยังคงพ่ายแพ้ต่อสายตาที่ขุ่นมัวและโศกเศร้าของเขา
บ้าจริง เมื่อใดกันนะที่นางใจอ่อนได้ถึงเพียงนี้? มู่จื่อหลิงบ่นอย่างไม่พอใจในใจของนาง
เมื่อพูดถึงอันธพาลไร้ยางอาย ต้องรู้ว่า หลงเซี่ยวอวี่มีศักยภาพที่เหนือชั้นจนไร้ผู้ใดเทียบได้ในเื่นี้จริงๆ
ดังนั้นไม่ว่าในยามนี้กลิ่นอายของมู่จื่อหลิงจะแข็งแกร่งเพียงใด ไม่ว่าน้ำเสียงของนางจะดุร้ายสักแค่ไหน ต่อหน้าหลงเซี่ยวอวี่นางก็ทำได้เพียงยอมแพ้
เห็นได้ว่ามู่จื่อหลิงขมวดคิ้วด้วยสีหน้ากังวล แต่ท้ายที่สุด ก็ไม่อาจทนเห็นรูปลักษณ์ที่น่าสงสารของเขา ดังนั้นนางจึงอดไม่ได้ที่จะผละออกจากอ้อมแขนของเขา ค่อยๆ ปีนขึ้นไปข้างหลังเขาด้วยความโกรธในใจ
“เมื่อเป็เช่นนี้ หมอผู้นี้จะช่วยตรวจให้ท่านเอง” มู่จื่อหลิงกระแอมในลำคอและมองมาอย่างจริงจัง
มู่จื่อหลิงเอื้อมมือไปดึงฝ่ามือใหญ่ของหลงเซี่ยวอวี่ออก ปัดผมสีดำของเขาออกไป ก่อนจะพบว่า...รอยบวมขนาดใหญ่นั้นมันทั้งแดงและบวมยิ่งกว่าเดิม
เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่นางเห็นเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เช่นนี้ มันไม่ได้ร้ายแรงมากถึงเพียงนี้
ไม่ต้องคิดมาก มู่จื่อหลิงรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น
ทันใดนั้นความโกรธของนางก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
น่าเกลียดยิ่งนัก! ชายผู้นี้ทำตัวเองแท้ๆ...แล้วยังจะ...
มู่จื่อหลิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่เื้ัศีรษะของผู้สูงส่งผู้นี้ ทำท่าราวกับจะตบหัวของเขาซ้ำลงไปแรงๆ
ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ มู่จื่อหลิงหยิบขวดยาทาลดบวมออกมาจากระบบซิงเฉิน ทายาลงบนรอยบวมสีแดงขนาดใหญ่บนหัวของเขาเบาๆ
การเคลื่อนไหวของมู่จื่อหลิงนั้นระมัดระวังและอ่อนโยนเป็อย่างมาก บางครั้งนางยังเป่ารอยบวมขนาดใหญ่บนหัวของเขาด้วยความกังวลว่าเขาจะเจ็บ
นางเป็หญิงโง่เขลาที่แสนจะดื้อรั้นและปากแข็ง ยังจะบอกว่านางไม่สงสารเขาได้อีกหรือ? ท่วงท่าในการใส่ยานั้นบอกได้อย่างตรงไปตรงมาหมดแล้ว มุมปากของหลงเซี่ยวอวี่ยกขึ้นเล็กน้อย แย้มออกมาเป็รอยยิ้มประสบความสำเร็จ
การเคลื่อนไหวอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ แต่มู่จื่อหลิงกลับไม่รู้ตัว
เมื่อรู้สึกถึงการกระทำที่อ่อนโยนของมู่จื่อหลิง หลงเซี่ยวอวี่ก็รู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง ท่าทางของเขาจึงดูมีความสุขมาก
ดีจริงๆ! มู่มู่ของเขาไม่เพียงแค่มีหน้าอกที่นุ่มนิ่มจากภายนอกเท่านั้น ภายในอกของนางก็อ่อนโยนด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่า ความนุ่มนวลเช่นนี้...ล้วนเป็ของเขาเพียงผู้เดียว
-
อย่างที่คาดไว้สิ่งที่เกิดขึ้นหน้าประตูวังในยามเช้าตรู่ได้แพร่กระจายเข้าไปในวังหลวงอย่างรวดเร็ว
เื่นี้เกี่ยวข้องกับองค์หญิงอันหย่าเป็ส่วนใหญ่ จึงถูกส่งต่อไปยังพระกรรณของไทเฮาอย่างรวดเร็ว
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] นึกอยากแสดงฝีมือ กลับกลายเป็ปล่อยไก่ (弄巧成拙) เป็สำนวน มีความหมายว่า อยากโอ้อวดแสดงความชาญฉลาดออกมา สุดท้ายกลับกลายเป็การแสดงความโง่เขลา หรือยิ่งทำยิ่งเสีย
[2] พลิกภาพลักษณ์ (颠覆形象) มีความหมายว่า การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนเองโดยสิ้นเชิง เปลี่ยนทัศนคติที่คนอื่นมีต่อคุณ จึงมีการรับรู้และประเมินใหม่
[3] ผีหัวโต (大头鬼) เป็คำสแลง มีความหมายว่า คนหรือสิ่งของที่โชคร้าย บางครั้งใช้ในการสบถและหยอกล้อว่าเป็ดั่งคนหัวบวม หัวใหญ่
[4] คนผิดชิงฟ้องก่อน (恶人先告状) เป็สำนวน มีความหมายว่า คนเลวหรือคนผิดเป็ฝ่ายบอกหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงก่อนที่ผู้ถูกกระทำจะได้เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นออกมา
[5] ชั้นของหมอกที่มีแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านเข้ามาในยามเช้า (一层犹如晨曦的雾气) เป็คำอุปมา มีความหมายว่า ดวงตาที่มีร่องรอยของความเศร้าจางๆ
