ไม่ใช่แค่ชิงซีเท่านั้นที่คิดว่าเื่ราวกำลังจะยุ่งเหยิง
หัวใจของอวิ๋นจื่อก็ไม่สามารถสงบลงได้เช่นกัน
ในเวลาเพียงสามปี เซียวเหยียนสามารถตั้งหลักอย่างมั่นคงในซินหลัวแล้วหรือ? ไม่อย่างนั้นเขาจะมาที่หยงโจวได้อย่างไร
ในที่สุดเซียวเหยียนก็กลายเป็ผู้ชนะที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของซินหลัว
โชคดีที่ในตอนนั้นนางแนะนำเสด็จพ่อว่าอย่าเข้าไปยุ่งเื่ของแคว้นอื่น ไม่อย่างนั้นในวันนี้เซียวเหยียนอาจฆ่านางไปแล้วก็ได้!
ความอบอุ่นของเซียวเหยียนทำให้อวิ๋นจื่อรู้สึกเหมือนกำลังมองดูดอกไม้ในม่านหมอก
ไม่ได้พบกันนานสามปี ใครจะรู้ว่าชายหนุ่มผู้มีดวงตาใสกระจ่างจะกลายเป็คนที่ยอดเยี่ยมถึงขนาดนี้?
อวิ๋นจื่อรู้สึกสับสนอย่างยิ่ง
เห็นได้ชัดว่าเกียรติประวัติอันน่าทึ่งของเย่เช่อล้วนถูกสร้างขึ้นจากการเหยียบย่ำซินหลัว
เป็ไปได้หรือไม่ที่นางจะปล่อยวางทุกอย่างและรักเซียวเหยียนโดยไม่สนใจความขัดแย้งระหว่างซินหลัวและอวิ๋นเมิ่ง?
ช่างไร้สาระเสียจริง!!!
อวิ๋นจื่อรู้ว่าตนเองและเซียวเหยียนมีชะตาชีวิตที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่อาจอยู่ร่วมกันได้
แม้ว่าในใจของอวิ๋นจื่อจะมีความปรารถนาบางอย่าง แต่มันก็มาพร้อมกับความหวาดกลัว
คืนนี้อวิ๋นจื่อนอนไม่หลับอีกเช่นเคย
วันต่อมาคืองานแต่งงานของมู่ชิงซ่ง
เรือนฝั่งตะวันตกของตระกูลมู่เต็มไปด้วยความสุข เสียงกลองและดนตรีดังครึกครื้นั้แ่เช้าและไม่หยุดลงเลยตลอดทั้งวัน
ตระกูลมู่เดิมเป็ตระกูลคหบดี ว่ากันว่าเมื่อหลายพันปีก่อนพวกเขาทำการค้าบนดินแดนแห่งนี้ ดังนั้นคนจำนวนมากจากทุกอาชีพจึงเดินทางมาร่วมงานแต่งงานของตระกูลมู่ ทำให้บ่าวรับใช้ไม่อาจให้ความสนใจต่ออวิ๋นจื่อได้อย่างเต็มที่
เมื่อได้ยินเสียงของการเฉลิมฉลอง อวิ๋นจื่อที่กำลังเดินเล่นอยู่ในสวนก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อย
บางทีหลังจากวันนี้นางอาจไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน อวิ๋นจื่อรู้สึกเพียงว่าดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงอยู่เหนือศีรษะ
นางรู้สึกร้อนและกำลังจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง
แต่ในขณะนั้นหญิงสาวสามคนที่นางไม่รู้จักก็เดินเข้ามาในสวน เมื่อเห็นอวิ๋นจื่อที่สวมอาภรณ์สีม่วงและมีรูปร่างงดงามสมส่วน พวกนางก็มองหน้ากันและรีบเดินตรงเข้ามาหาอวิ๋นจื่ออย่างรวดเร็ว
อวิ๋นจื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังมาจากทางด้านหลัง นางจึงหันกลับไปมองด้วยความสงสัย
หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เหมือนข้าจะเคยพบแม่นางมาก่อน ไม่ทราบว่าแม่นางชื่ออะไร?”
อวิ๋นจื่อไม่แน่ใจว่าคนเหล่านี้มาจากตระกูลมู่หรือไม่ ดังนั้นนางจึงบอกว่าตนเองชื่อปี้เหยียน
หญิงสาวคนนั้นกล่าวด้วยท่าทีเป็มิตร “ปี้เหยียน วันนี้เป็วันดีของนายน้อย เหตุใดเ้าไม่ไปร่วมอวยพรที่ด้านหน้าล่ะ?”
อวิ๋นจื่อกล่าวอย่างใจเย็นว่า “ข้าไม่ชอบงานเลี้ยงที่มีผู้คนพลุกพล่าน คุณหนูโปรดเข้าใจด้วย”
หลังจากได้ยินคำพูดของนาง สายตาของหญิงสาวคนนั้นก็เปลี่ยนเป็ตกตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าของพวกนางไม่เหมือนกับบ่าวรับใช้ของตระกูลมู่ อวิ๋นจื่อก็รู้สึกระแวดระวังมากยิ่งขึ้น
หลังจากที่เห็นว่าหญิงสาวทั้งสามคนมองมาที่นางด้วยความสงสัย อวิ๋นจื่อจึงกล่าวอีกครั้งว่า “ข้าเป็แขกของท่านประมุข อีกไม่กี่วันข้าก็จะเดินทางกลับแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ใบหน้าของหญิงสาวทั้งสามคนก็เผยความอ่อนโยนออกมาเล็กน้อย พวกนางกล่าวขอโทษที่เข้ามารบกวน ก่อนจะขอตัวจากไปด้วยความเขินอาย
อวิ๋นจื่อสันนิษฐานว่าทั้งสามคือสาวใช้ของฮูหยินน้อยในอนาคตของตระกูลมู่
ช่างมาได้ทันเวลาเสียจริง
ทันใดนั้นอวิ๋นจื่อก็นึกสนุก นางเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษซวนจื่อ[1]
“เพราะนกกางเขนหลงลืมวันเวลา
ตัวข้าจึงระทมทุกข์จากความผิดหวัง
สะพานดวงดาวเป็สิ่งเดียวที่ข้าเฝ้ารอ
ใครเล่าหนอจะเข้าใจความกลัดกลุ้มนี้
คืนแห่งสุข แม้จะมีเพียง่สั้นๆ
ขอแค่วันที่เจ็ดเดือนเจ็ดเท่านั้น อย่าคลาดคลา[2]”
หลังจากเขียนเสร็จ นางก็ลงชื่อบนกระดาษและทิ้งมันไว้ในห้อง
ในเมื่อปี้เหยียนไม่สามารถมีความรักได้ คนอื่นก็อย่าหวัง!
จากนั้นอวิ๋นจื่อเดินออกไปทางประตูหลัง
หากไม่รีบไปจะรอให้คนอื่นจับได้หรือ? นางไม่ใช่คนปัญญาอ่อนสักหน่อย
เรือนตะวันออกและเรือนตะวันตกของตระกูลมู่ตั้งอยู่ในย่านที่เจริญรุ่งเรือง เมื่อเดินออกทางประตูหลังและเลี้ยวซ้ายหนึ่งครั้งก็จะพบกับตรอกเล็กๆ ที่นำไปสู่ถนนซึ่งพลุกพล่านไปด้วยผู้คน
ด้วยความที่อวิ๋นจื่อมีใบหน้างดงามทั้งยังสวมเสื้อผ้าค่อนข้างหรูหรา ผู้คนที่สัญจรไปมาจึงเริ่มให้ความสนใจนาง อวิ๋นจื่อมีบางอย่างอยู่ในใจจึงไม่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ
ทันใดนั้น ผู้คนจำนวนมากก็เดินไปรวมตัวกันที่มุมหนึ่งของตลาด บริเวณนั้นมีป้ายประกาศตามล่าตัวบุคคลสำคัญของราชวงศ์เดิมติดอยู่
อวิ๋นจื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย เกิดเื่ผิดปกติขึ้นหรือไม่?
นางเดินตามหลังฝูงชนไปเงียบๆ
ในขณะเดียวกันผู้คนที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มถอนหายใจและกล่าวด้วยความเศร้าโศก
“ครั้งหนึ่งนางเคยเป็ถึงพระสนมผู้สูงศักดิ์ แต่ตอนนี้กลับต้องหลบซ่อนตัว ทั้งหมดล้วนเป็เพราะโชคชะตาแท้ๆ”
“จุ๊ๆๆ”
“นี่อาจเป็สตรีที่งดงามที่สุดที่ข้าเคยเห็นในชีวิต”
“อา หากข้าได้พบหญิงงามเช่นนี้ ข้ามีแต่จะทะนุถนอมนางอย่างสุดหัวใจ ไม่มีทางที่ข้าจะยอมส่งนางให้กับทางการอย่างแน่นอน!”
“หุบปาก! นี่เป็ผู้หญิงของอดีตฮ่องเต้เชียวนะ เ้าอยากหัวขาดหรือ?”
……………
อวิ๋นจื่อรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
พระสนม? ส่งนางให้กับทางการ?
เป็ไปได้หรือไม่ว่าจะหมายถึงโจวยี่ นางยังมีชีวิตอยู่หรือ?
อวิ๋นจื่อพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเข้าไปใกล้ป้ายประกาศ ภาพเหมือนของผู้หญิงในป้ายประกาศนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสนมผู้สูงศักดิ์ของอดีตฮ่องเต้
สตรีคนนี้งดงามมาก แม้แต่เสด็จพ่อก็ยังไม่อาจหักใจทำร้ายนางได้ หากว่ากันในด้านความคิดและจิตใจ อวิ๋นจื่อยังตามหลังนางหลาย่ตัว
นางยังไม่ตายหรือ?
นางรอดไปได้อย่างไร?
ตอนนี้ตระกูลโจวเป็อย่างไรบ้าง?
หากโจวยี่ตาย คงเป็เื่ยากที่ตระกูลโจวจะงัดข้อกับเสนาบดีเย่ได้
อย่างไรก็ตาม หากโจวยี่ยังมีชีวิตอยู่ ราชวงศ์ใหม่นี้ก็เป็เพียงเปลือกที่ว่างเปล่าเท่านั้น
โจวยี่มีความสัมพันธ์อันดีกับเหล่าเสนาบดี ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนล้วนยอมรับในหลักการของความชอบธรรมแห่งฟ้า หลังจากฮ่องเต้ต ผู้ที่ว่าราชการแทนย่อมต้องเป็ฮองเฮา
เหตุใดเสนาบดีเย่ถึง้าตัวโจวยี่?
อวิ๋นจื่อรับรู้ถึงความไม่ลงรอยกันระหว่างตระกูลโจวและเสนาบดีเย่เป็อย่างดี ในอดีตเสด็จพ่อได้เล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่า เย่เซียงเป็วิญญูชนที่ให้ความสำคัญกับภาพรวมเป็อันดับแรก ความหมายก็คือเย่เซียงมองว่าบ้านเมืองและบัลลังก์มีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ดังนั้นเสด็จพ่อจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการให้บุตรชายคนโตของเสนาบดีเย่เติบโตขึ้นมาในกองทัพ อาจกล่าวได้ว่าเสด็จพ่อคือผู้สนับสนุนที่แท้จริงของเขา
ท้ายที่สุด การสมคบคิดระหว่างโจวกุ้ยเฟยและตระกูลโจวกลับกลายเป็การตัดชุดวิวาห์ให้กับเย่เซียง
สถานการณ์ปัจจุบันทำให้อวิ๋นจื่อสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่แปลกใจเลยที่ในหยงโจวนางไม่เคยถูกคนของตระกูลโจวไล่ล่าแม้แต่ครั้งเดียว เพราะพวกเขาต่างกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่
‘โจวยี่หนอโจวยี่ สิ่งที่เ้าทำผิดพลาดมากที่สุดคือการที่เ้าไม่สามารถทำลายสายเืของเย่เซียงได้’
อวิ๋นจื่อถอยห่างจากป้ายประกาศอย่างใจเย็นและไม่สนใจเสียงรอบข้างอีกต่อไป
นางเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
อวิ๋นจื่อรู้สึกมีความสุขเล็กน้อยกับเื่ที่เกิดขึ้น
ในตอนนี้ นางไม่้าคิดอะไรและไม่้าทำอะไร
บางครั้งการหลีกหนีปัญหาอาจเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด
ทันใดนั้นก็มีเสียงเกือกม้าดังมาจากด้านหลัง
ผู้คนต่างวิ่งหนีกันอย่างอลหม่าน
เพียงชั่วครู่ ม้าขาวที่งดงามตัวหนึ่งก็พุ่งเข้าหาอวิ๋นจื่อ
ั์ตาของอวิ๋นจื่อหดตัวลงจากเงาของแส้ที่ส่องประกาย
เกิดอะไรขึ้น?
ม้าตัวนี้มาจากไหน?
นางหลับลงตาลงด้วยความสิ้นหวัง
------------------------
[1] กระดาษซวนจื่อหรือกระดาษข้าว เป็กระดาษชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดในสมัยจีนโบราณ ใช้สำหรับเขียนและระบายสี ขึ้นชื่อในด้านความนุ่มและเนื้อละเอียด เหมาะสำหรับการคัดตัวอักษรจีนและการวาดภาพ
[2] คำแปลของบทกวีตำนานแห่งความรักของหนุ่มเลี้ยงวัวและสาวทอผ้า เนื่องจากนกกางเขนลืมเลือนวันที่พวกเขาจะได้พบกัน คนเลี้ยงวัวและสาวทอผ้าจึงราวกับเป็เทพผู้ตกทุกข์ได้ยาก สะพานนกกางเขนจะถูกสร้างขึ้นบนฝั่งของทางช้างเผือกบนท้องฟ้า ผู้คนอีกฝั่งสะพานกำลังร้องเพลงและเต้นรำใน่เทศกาลชีซี หนุ่มเลี้ยงวัวและสาวทอผ้าพบเจอกันได้แค่หนึ่งวันในรอบหนึ่งปี การพรากจากกันนานและความสุขจากการได้พบเจอกันเพียงหนึ่งวันจะนำพวกเขาไปสู่์ได้หรือ?
