แถบอักษร’อัพเกรดสำเร็จ’ฉายวาบผ่านความคิดติดต่อกันสามครา สร้างความตะลึงงันแก่ไป๋หยุนเฟยไปชั่วขณะ ผ่านไปชั่วอึดใจมันค่อยรู้สึกตัวยันกายลุกขึ้น
ไป๋หยุนเฟยวางทวนเปลวอัคคีไว้ตรงหน้า ก่อนจะเพ่งความคิดเพื่อตรวจสอบ
“ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับกลาง”
“ระดับการอัพเกรด: +11”
“พลังโจมตี: 859”
“พลังโจมตีเพิ่มเติม: 563”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เมื่อแทงถูกเป้าหมายมีโอกาส 15% ที่จะะเิเปลวเพลิงออก”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 90 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยจ้องมองทวนเปลวอัคคีในมือ ในใจมันก็พลุ่งพล่านแทบปะทุ “สมบัติตกทอดระดับกลาง! ระดับชั้นถึงกับเพิ่มขึ้น! ผลเพิ่มเติมและคุณสมบัติก็เปลี่ยนแปลงไป... มิหนำซ้ำระดับการอัพเกรดก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน!”
“เอ๊ะ? ช้าก่อน...” ไป๋หยุนเฟยที่ตื่นตะลึงถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ “+11? เพียงอัพเกรดขึ้นระดับเดียว? แต่ข้าได้ยินอย่างชัดเจนว่า’อัพเกรดสำเร็จ’ถึงสามครั้ง หมายความว่า...”
มันเหลือบตามองปลอกแขนสีแดงฉาน ก่อนจะวางมือซ้ายประทับลงแล้วเพ่งความคิด
“ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับต่ำ”
“ระดับการอัพเกรด: +12”
“พลังป้องกัน: 613”
“พลังป้องกันเพิ่มเติม: 605”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เมื่อรับการโจมตี มีโอกาส 9% ที่จะดูดซับพลังโจมตีบางส่วนและเปลี่ยนเป็พลังโจมตีให้แก่ผู้สวมใส่ในการโจมตีครั้งต่อไป สามารถรักษาพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นไว้ได้สามวินาที เมื่อเปลี่ยนเป็พลังโจมตีจะไม่เกินพลังป้องกันของอุปกรณ์ชิ้นนี้”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +12: สามารถใช้แต้มิญญาเพื่ออัญเชิญมีดปีกเพลิงออกมาได้ ขณะใช้งานต้องจะสูญเสียแต้มิญญา พลังโจมตีของมีดปีกเพลิงขึ้นอยู่กับแต้มิญญาที่จ่ายให้”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 86 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยเพ่งมองวัตถุิญญาทั้งสองชิ้นด้วยสายตาว่างเปล่าอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วหลับตาสูดลมหายใจลึกๆสองสามครา ในที่สุดจึงค่อยสงบจิตใจที่เต้นระรัวด้วยความพลุ่งพล่านลงได้
“ไม่เพียงแต่ระดับชั้นจะเพิ่มขึ้น แต่ระดับการอัพเกรดก็ยังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งและสองระดับ... พวกมันอัพเกรดได้สำเร็จ!” ไป๋หยุนเฟยลูบคลำวัตถุิญญาทั้งสองอย่างแ่เบา แต่ภายในใจกลับเปี่ยมด้วยความพลุ่งพล่านสับสน “แต่ทว่า... ข้าไม่ได้ออกคำสั่งอัพเกรดอย่างแน่นอน หรือว่า... เป็เพราะข้าถ่ายทอดพลังธาตุไฟส่วนเกินลงไป?”
ไป๋หยุนเฟยลูบคลำทรวงอกของตนอย่างลืมตัว ภายในทรวงอกของมันนี้กลับมีแก่นพลังแห่งธาตุไฟทำหน้าที่ราวกับเป็หัวใจคอยควบคุมพลังธาตุไฟไหลเวียนเป็จังหวะอย่างแช่มช้า
“ช่างเป็ความรู้สึกอันพิสดารนัก ข้ารู้สึกราวกับทั้งร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังธาตุไฟมิหนำซ้ำยังััถึงพลังธาตุไฟรอบกายได้อีกด้วย...” ไป๋หยุนเฟยยกมือซ้ายขึ้นกวัดแกว่งผ่านอากาศราวกับผลักดันบางอย่างออกไป ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งพร้อมกับปรับพลังให้กลมกลืนกับรอบกาย
“ข้าััถึงพลังธาตุไฟรอบกายได้อย่างแจ่มชัด... ทั้งยังรู้สึกว่าพวกมันช่างเป็มิตร... เอ๊ะ? นั่นเป็... สิ่งมีชีวิต?” ขณะปรับพลังอยู่นั้นไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกราวกับ‘มองเห็น’ภายนอกห้องได้ ด้านนอกเป็นกตัวเล็กที่เกาะอยู่บนยอดไม้ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กทั้งหลายอาศัยอยู่ใต้พงหญ้า หรือบางที หากจะกล่าวให้ชัดเจนก็คือไป๋หยุนเฟยสามารถััถึงิญญาของพวกมันได้ นี่เป็เคล็ดวิชาการสืบค้นซึ่งมีเพียงผู้บรรลุด่านภูติญญาเท่านั้นจึงจะใช้ออกได้ เรียกว่า ััิญญา
“เอ๊ะ? ด้านนอกมีคน? ความรู้สึกช่างคุ้นเคยนัก... เป็พี่ใหญ่หงยินและคนอื่นๆ! พวกมัน... จริงสิ! ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะมาค้นคว้าแล้ว...” ไป๋หยุนเฟยพลันตระหนักได้ถึงสิ่งสำคัญที่สุดยามนี้ มันรีบเงยหน้าขึ้นมองไปที่นอกหน้าต่าง ยามนี้ผ่านเวลาเที่ยงไปแล้ว ตามที่ตกลงกันไว้คนจากสำนักธารน้ำแข็งสมควรมาถึงแล้ว...
ทันทีที่ไป๋หยุนเฟยผลักประตูเปิดออก ก็มองเห็นว่าด้านนอกเรือนรับรองมีผู้คนสามคนยืนอยู่ นั่นเป็ฉู่อวี้เหอและชิวลู่หลิวที่ใบหน้ากลัดกลุ้มห่วงใย ส่วนอีกคนย่อมเป็หงยินที่ยืนยิ้มแย้มคอยปลอบโยนหญิงสาวทั้งสองด้วยเสียงแ่เบา
“อืม? หยุนเฟยมาแล้ว พวกเ้าเห็นหรือยัง? ข้าบอกแล้วว่ามันไม่เป็ไร...” ยามเห็นไป๋หยุนเฟยเดินออกมา หงยินจึงกล่าววาจาต่อหญิงสาวทั้งสอง ก่อนจะหันไปพยักหน้าแก่ไป๋หยุนเฟย “หยุนเฟย เมื่อครู่... เ้าสร้างความแตกตื่นแก่ข้านัก ยังดีที่ภายหลังเ้าควบคุมทุกอย่างได้ ข้าเกือบจะพังประตูเข้าไปช่วยเ้าแล้ว”
ไป๋หยุนเฟยหัวเราะเบาๆแก่อีกฝ่าย “เพียงแค่อุปสรรคเล็กน้อยระหว่างการฝึกปรือเท่านั้น แต่ข้าไม่เป็ไรแล้ว พวกท่านอย่าได้กังวล ยามนี้ข้าสมบูรณ์พร้อมอย่างยิ่ง”
หงยินมองไป๋หยุนเฟยอย่างพิจารณา “หยุนเฟย เ้าถึงกับ... บรรลุถึงด่านภูติญญาแล้ว? เ้าฝึกปรือเคล็ดิญญาเช่นใดกันแน่... เ้าคงสภาพนี้ไว้ได้นานเท่าใด? จริงสิ... พวกเราไม่อาจเสียเวลาอีกต่อไปแล้ว รีบไปกันเถอะ คนของสำนักธารน้ำแข็งมาถึงแล้ว!”
หงยินยังคงฝังใจต่อเคล็ดิญญาที่ไป๋หยุนเฟยใช้เพื่อฝืนเพิ่มพูนพลังิญญาใน่เวลาสั้นๆ ไป๋หยุนเฟยเองก็ไม่ทราบจะอธิบายอย่างไรดีกระทั่งได้ยินประโยคหลังของหงยิน ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับดวงตาทอประกายแวววับ มันจึงไม่อธิบายอันใดต่อหงยินเพียงกระชับมือที่กุมทวนเปลวอัคคีขึ้น “พวกมันมาถึงแล้ว? ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไม่อาจปล่อยให้‘แเื่’ต้องคอยนานไป ไปกันเถอะ หลังจากข้าชนะแล้วพวกเราค่อยสนทนากัน!”
หลังจากข้าชนะแล้วพวกเราค่อยสนทนากัน!
คำพูดที่เปี่ยมความมั่นใจนี้ มีที่มาจากพลังิญญากล้าแข็งที่พลุ่งพล่านในร่าง มาจากวัตถุิญญาอันทรงพลังในมือของมัน! ไป๋หยุนเฟยยามนี้เปี่ยมล้นด้วยจิตต่อสู้ ที่จริงแล้วมันแทบจะอดรนทนไม่ไหวมุ่งหวังจะทดสอบพลังของตน รวมทั้งพลังของวัตถุิญญาที่แปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงทั้งสองในบัดดล
คำพูดเรียบง่ายเพียงประโยคเดียว แต่สร้างความแตกตื่นให้แก่หงยินและหญิงสาวทั้งสองอย่างยิ่ง ทั้งสามมองตามไป๋หยุนเฟยที่ก้าวเดินไปเบื้องหน้าอย่างองอาจ ดวงตาหงยินฉายแววพิสดารก่อนจะเรียกหาหญิงสาวทั้งคู่ให้รีบติดตามไป
เวลาผ่านไปอย่างแช่มช้า ในที่สุดก็ถึงยามบ่าย
เบื้องหน้าสำนักหลิวขจียามนี้ ก็เป็เช่นเดียวกับเมื่อเจ็ดวันก่อน ผู้คนสองกลุ่มกำลังยืนเผชิญหน้ากัน กระนั้นกลับมีบางสิ่งแตกต่างไปจากเดิม นั่นคือไม่มีผู้ใดชักอาวุธออกมา คนทั้งสองฝ่ายล้วนเผชิญหน้ากันอย่างสงบ
จางเจิ้นซานนั่งอยู่ใต้ต้นหลิวด้วยสีหน้าเ็า มันจะกวาดตามองไปทางเรือนรับรองบ่อยครั้งด้วยสายตาดุร้ายเกรี้ยวกราดราวกับสัตว์ร้ายซุ่มรอเหยื่อ
ข้างกายมันเป็อวี้เฟยและหลิวเฉิง พวกมันมีท่าทีเช่นเดียวกับศิษย์ในสำนักที่เพ่งตามองศิษย์สำนักหลิวขจีด้วยสายตาเคร่งเครียดราวกับอดรนทนไม่ไหว บุรุษในชุดคลุมดำนามว่าเหยียนซื่อก็ยืนกอดอกหลับตาที่ด้านข้างอย่างสงบ
“เ้าสำนักมู่ ตอนนี้เป็ยามบ่ายแล้ว ไฉนไป๋หยุนเฟยยังไม่ปรากฏตัว นี่เป็เื่ราวใด? หรือมันไม่กล้าออกมา?” อวี้เฟยขมวดคิ้วมองดูประตูใหญ่สำนักหลิวขจี ก่อนจะเอ่ยปากกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ข้อตกลงเป็วันนี้ แต่ไม่มีผู้ใดกล่าวว่าต้องเป็ยามเที่ยง ว่ากันตามตรงเป็สำนักที่น่าเคารพของท่านที่ไม่อาจระงับความร้อนใจจึงมาถึงเร็วไป ไป๋หยุนเฟยกำลังเตรียมตัวและจะมาถึงในบัดดล ข้าจำต้องขอให้พวกท่านรออีกสักครู่” มู่หว่านชิงกวาดตามองอวี้เฟยก่อนจะตอบคำถามมันอย่างนิ่งเฉย
“เฮอะ! ข้าทราบดีว่าเด็กน้อยนั้นกำลังฝึกปรือเคล็ดิญญาบางอย่าง แต่มันกลับไม่ออกมาเช่นนี้... หรือเป็เพราะมันไม่อาจทนรับผลข้างเคียงจากการฝึกปรือและสิ้นชีพไปแล้ว...” อวี้เฟยแค่นเสียงเ็า ขณะเตรียมจะกล่าวถากถางต่อ สีหน้ามันก็พลันแปรเปลี่ยนเป็ตื่นตะลึงยามที่มองไปทางเรือนรับรอง
ชั่วขณะที่อวี้เฟยเงียบงันไป เหยียนซื่อก็พลันอุทานเบาๆ มันเงยหน้าขึ้นมองไปที่ด้านหลังกลุ่มศิษย์สำนักหลิวขจี หยิวชิงเฟิง มู่หว่านชิง หลิวเฉิงและจางเจิ้นซานก็เผยสีหน้าประหลาดใจยามมองไปยังทิศทางของเรือนรับรองปีกตะวันตกที่ไป๋หยุนเฟยอาศัยอยู่
“ชิงเฟิง นี่...” สีหน้ามู่หว่านชิงแปรเปลี่ยนเป็สับสนไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยปากถามหยิวชิงเฟิงที่ด้านข้างด้วยท่าทีไม่แน่ใจ
หยิวชิงเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย มันพยักหน้ากล่าวว่า “มิผิด... คลื่นพลังจากการก้าวเข้าสู่ด่านภูติญญา เพียงแต่... มีบางอย่างแปลกไป”
“หรือจะเป็หยุนเฟย? หรือมีบางอย่างผิดพลาดขณะใช้เคล็ดิญญา? พวกเรา...” มู่หว่านชิงสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ครานี้สร้างความกังวลแก่นางไม่น้อย
“ไม่จำเป็ หรือเ้าลืมแล้วว่าหงยินก็อยู่ที่นั่น? และโดยทั่วไปแล้ว เื่นี้ไม่อาจให้ผู้อื่นสอดมือเข้าไปได้อยู่แล้ว คาดว่าอีกไม่นานคงจะทราบผลลัพธ์...” หยิวชิงเฟิงสั่นศีรษะเล็กน้อยขณะกระซิบตอบเสียงแ่เบา
อวี้เฟยและคนอื่นๆที่ยืนอยู่รอบด้านล้วนเงียบงันไป พวกมันเพ่งความสนใจััคลื่นพลังจากพลังธรรมชาติที่เหนือธรรมดานี้จนลืมตัว
เนิ่นนานผ่านไป ทุกคนก็ััได้ว่าคลื่นพลังที่ปั่นป่วนจากพลังธรรมชาติจางหายไป เหลือไว้เพียงพลังธาตุไฟ เวลาต่อมาพลังธาตุไฟก็สาบสูญไป แล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ภาวะปกติ
“มันบรรลุแล้ว? เป็ไปได้อย่างไร... เคล็ดิญญาเช่นไรจึงทรงประสิทธิภาพเช่นนี้...” ดวงตาเหยียนซื่อที่ซุกซ่อนใต้ผ้าคลุมฉายแววประหลาดใจยามที่มันพึมพำกับตนเองเสียงค่อย
อวี้เฟยนิ่งงันไปเนิ่นนาน ก่อนจะแค่นเสียงอย่างเ็า มันกล่าวกับจากเจิ้นซานที่ข้างกายว่า “ต่อให้มันฝืนเพิ่มพลังถึงด่านภูติญญาได้ชั่วคราวก็ตาม แล้วอย่างไร? ผู้าุโจางเ้าบรรลุด่านภูติญญามาหลายปี เป็ผู้ฝึกปรือิญญาที่ใกล้บรรลุด่านภูติญญาขั้นกลาง หรือยังจะพ่ายแพ้ให้แก่ภูติญญาที่ฝืนยกระดับพลังขึ้นมาได้? แต่ถึงอย่างนั้น... หากการต่อสู้นี้ไม่อาจเอาชนะได้โดยง่าย จงทำตามที่ผู้าุโเหยียนซื่อชี้แนะ ลากถ่วงไว้! ผลข้างเคียงจากการใช้เคล็ดิญญาฝืนเพิ่มพลังนับว่าร้ายแรงนัก หากกำเริบขึ้นมันต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน!”
กล่าวจบ มันก็ลดเสียงลงกล่าวคำพูดอีกครา “แต่ทว่า... ห้ามเ้าสังหารมันโดยเด็ดขาด เ้าต้องไว้ชีวิตมัน หลังจากพวกเราได้รับสิ่งที่้าจากมันแล้ว เ้าจึงจะฆ่ามันได้!”
จางเจิ้นซานสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง แต่ในดวงตามันกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความเคียดแค้น ถึงกับเคียดแค้นยิ่งกว่าที่ผ่านมา มันพยักหน้าเล็กน้อยแต่ยังคงเพ่งมองประตูสำนักหลิวขจีตาไม่กระพริบ มันกำลังรอคอยผู้ที่สังหารบุตรชายมันปรากฏตัวขึ้น
ทั่วทั้งลานกว้างกลับกลายเป็เงียบสงัดไปชั่วขณะ ทุกสายตาล้วนเพ่งความสนใจไปยังประตูสำนักหลิวขจีโดยพร้อมเพียงกัน
ครู่ต่อมา... เสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยร่างคนผู้หนึ่งที่เดินออกมาอย่างรวดเร็ว
คนผู้นี้สวมชุดยาวสีเทา แขนขวาที่สวมปลอกแขนสีแดงฉานกุมกระชับทวนสีแดงเพลิงไว้ในมือ ขณะก้าวเดินก็ปรากฏคลื่นความร้อนแผ่กระจายจากทวนยาวออกมา แต่กระนั้นภาพที่ปรากฏกลับขัดตาอยู่บ้าง นอกเหนือจากแหวนช่องมิติสีดำทั้งสองวงแล้วมันกลับสวมแหวนประดับนิ้วอีกสองวง บนข้อมือมันก็สวมกำไลอีกเช่นกัน มองดูแล้วกลับให้ความรู้สึกอันขัดเขินนัก
ไป๋หยุนเฟยก้มศีรษะคารวะแก่หยิวชิงเฟิงและมู่หว่านชิง จากนั้นก็ไม่ลังเลหรือรีรอแม้แต่น้อยมันเดินตรงไปยังที่ว่างระหว่างกลุ่มคนทั้งสองฝ่าย ก่อนจะชี้ทวนเปลวอัคคีไปยังจางเจิ้นซาน
“จางเจิ้นซาน เ้า้าล้างแค้นให้บุตรชายเ้ากระมัง? ถ้าเช่นนั้นก็เข้ามาสู้กัน!”
“เด็กน้อย ข้ารอเวลานี้มาเนิ่นนานแล้ว ข้าไม่นำพาว่าเ้าเตรียมการอะไรไว้ วันนี้ เ้าจะต้องตายอย่างน่าอนาถ!” จางเจิ้นซานเขม้นมองไป๋หยุนเฟยขณะเดียวกันก็ร่ำร้องอย่างเกรี้ยวกราด มันคำรามอย่างเดือดดาลก่อนจะทะยานร่างพุ่งตรงเข้าใส่ไป๋หยุนเฟยทันที
“เฮอะ รอให้ประมือกันก่อนเถอะ ค่อยดูว่าใครจะชนะใครจะพ่ายแพ้!” ไป๋หยุนเฟยแค่นเสียงเ็า มันไม่กล่าวอันใดอีก เพียงเร่งฝีเท้าทะยานเข้าไปทักทายศัตรูสุดกำลัง
ทวนเปลวอัคคีสั่นระริกยามถ่ายทอดพลังิญญาลงไป แสงสีแดงกระพริบวาบบังเกิดเป็ลูกไฟปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าทวนเปลวอัคคี ยามเปลวเพลิงหมุนวนรอบทวนไป๋หยุนเฟยก็พุ่งทวนทะลวงตรงเข้าใส่จางเจิ้นซานอย่างดุดัน!
