บทที่ 5 เปิดใช้งานวาสนา
“ท่านลุงเจียง ข้าไม่้าคัมภีร์ลับหรอกขอรับ หากคัมภีร์เล่มนี้ร้ายกาจจริง มันอาจจะนำพาภัยพิบัติมาสู่ข้าได้ หากท่านรู้สึกเป็ภาระในใจจริง มิสู้มอบมีดสั้นเล่มนี้ให้ข้าแทนจะได้หรือไม่?”
หลี่ชิงชิวมองไปยังคัมภีร์ในมือของเจียงคว่อเทียนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ในขณะที่พูดเขาก็ชี้มือไปยังมีดสั้นที่เปี่ยมไปด้วยปราณิญญาแห่งฟ้าดินเล่มนั้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงคว่อเทียนก็ขมวดคิ้ว มิใช่ว่าเขาหวงแหนมีดสั้น แต่เขากำลังไตร่ตรองคำพูดของหลี่ชิงชิวอยู่
เขาคิดว่าเพียงแค่กำชับหลี่ชิงชิวไม่ให้แพร่งพรายออกไปก็คงไร้ปัญหา ทว่าวรยุทธนั้นขอเพียงได้ฝึกฝน ย่อมมีโอกาสที่จะถูกเปิดเผยออกมา ใครเล่าจะซ่อนมันไว้ได้ชั่วชีวิต
ในใจเขาบังเกิดความละอายวูบหนึ่งที่ตนเองพิจารณาเื่ราวได้ไม่รอบคอบเท่ากับเด็กหนุ่มผู้นี้
มิน่าเล่าเ้าหลินสวิ่นเฟิงถึงกล้าทิ้งสำนักลงเขาไปเพียงลำพัง มีเด็กคนนี้คอยพิทักษ์สำนักอยู่ ย่อมวางใจได้จริงๆ
หลังจากใคร่ครวญเสร็จ เจียงคว่อเทียนก็หยิบมีดสั้นส่งให้หลี่ชิงชิวพลางกล่าวว่า “ตกลง ในเมื่อเป็ลูกผู้ชายชาวยุทธ ข้าก็จะไม่มากความละ หากวันหน้าเ้าประสบพบเจอความลำบาก จงไปหาข้าที่จวนไป๋ตี้ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ หรือร่างกายแหลกเป็ผุยผง ลุงคนนี้ก็จะมาช่วยเ้า!”
หลี่ชิงชิวรับมีดสั้นมาด้วยความยินดี “ขอบพระคุณท่านลุงเจียงยิ่งนักขอรับ!”
เขารักษาท่าทีตื้นตันใจเอาไว้อย่างดี ทำให้เจียงคว่อเทียนรู้สึกพึงพอใจมาก
เขาเก็บมีดสั้นไว้ในอกเสื้อ จากนั้นจึงเรียกเหล่าศิษย์น้องคนอื่นๆ ออกจากห้องมาพบเจียงคว่อเทียน เมื่อคนเริ่มเยอะขึ้น ลานเรือนก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
เหล่าศิษย์น้องต่างพากันเกรงขามในรูปร่างอันกำยำของเจียงคว่อเทียน ในตอนแรกพวกเขายังดูประหม่า ทว่าเมื่อเจียงคว่อเทียนเริ่มเล่าเื่ราวในยุทธภพ ความสนใจของพวกเขาก็ถูกเบี่ยงเบนไป และในไม่ช้าก็เริ่มเข้ากันได้ดี มีการซักถามกันเป็ระยะ
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
ฝันหยุดตกแล้ว
เจียงจ้าวเซี่ยเดินออกมาจากป่าทึบ ั้แ่เขาเริ่มบำเพ็ญเซียน เขาก็ชอบสันโดษฝึกวิชาเพียงลำพัง หลี่ชิงชิวเห็นระดับพลังและความจงรักภักดีของเขาผ่านระบบอยู่เสมอ จึงปล่อยให้เขาแอบฝึกเงียบๆ ไป
อัจฉริยะน่ะนะ ย่อมต้องมีความลับที่บอกใครไม่ได้เป็ธรรมดา
ทันทีที่เจียงคว่อเทียนเห็นเจียงจ้าวเซี่ย เขาก็ต้องตะลึงราวกับพบของล้ำค่า เดินวนรอบตัวหนุ่มน้อยพลางชื่นชมว่าเป็อัจฉริยะเชิงยุทธที่หาได้ยากในรอบร้อยปี ทั้งยังพยายามเชื้อเชิญให้เข้าร่วมจวนไป๋ตี้อย่างสุดกำลัง
ทว่าเจียงจ้าวเซี่ยกลับไม่หวั่นไหว คำพูดคำจาของเขาแฝงไปด้วยความกังขาในจวนไป๋ตี้ ทำเอาเจียงคว่อเทียนแทบกระอักเืด้วยความโมโห
หลี่ชิงชิวสังเกตเห็นว่าเจียงจ้าวเซี่ยไม่เห็นเจียงคว่อเทียนอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย และไม่มีท่าทีเกรงกลัวหากจะต้องมีเื่ขัดใจกัน
ความมั่นใจที่ได้จากการบำเพ็ญเซียนนั้นช่างแรงกล้ายิ่งนัก แม้เจียงจ้าวเซี่ยจะยังอยู่ใน ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 1 แต่ปราณิญญาของเขานั้นเรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในสำนักชิงเซียว เื่นี้หลี่ชิงชิวััได้ดี
ช่องว่างระหว่างขั้นบำรุงปราณระดับที่ 1 กับนักบู๊ในยุทธภพจะกว้างสักเพียงไหนกันนะ? หลี่ชิงชิวเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน
หนึ่งคืนผ่านไป
เจียงคว่อเทียนนอนตื่นจนถึงยามเที่ยง หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้วจึงได้กล่าวลาพวกหลี่ชิงชิว
ก่อนจากไป เขายังคงทิ้งคัมภีร์ลับไว้เล่มหนึ่ง โดยยัดใส่มืออู๋หมานเอ๋อร์
“วันหน้าหากคิดอยากลงเขา อย่าลืมไปเยี่ยมข้าที่จวนไป๋ตี้ล่ะ รีบไปตอนที่ข้ายังไม่แก่นะ!”
เจียงคว่อเทียนหัวเราะร่าขณะเดินจากไป หันหลังโบกมือให้พวกหลี่ชิงชิวอย่างสง่างามและผ่าเผย
หลี่ชิงชิวมองส่งเขาจนลับสายตาหายเข้าไปในป่า จึงค่อยถอนสายตากลับมา เหล่าศิษย์น้องเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เื่เจียงคว่อเทียนและจวนไป๋ตี้กันเซ็งแซ่
หลี่ชิงชิวหมุนตัวกลับเข้าเรือน เจียงจ้าวเซี่ยเดินตามมา เมื่อทั้งคู่รักษาระยะห่างจากคนอื่นแล้ว เจียงจ้าวเซี่ยก็ขยับเข้ามาใกล้หลี่ชิงชิวพลางกระซิบถามว่า “ศิษย์พี่ เจียงคว่อเทียนมอบของล้ำค่าที่มีปราณิญญาสถิตอยู่ให้ท่านใช่ไหม?”
เจียงจ้าวเซี่ยััได้ว่าในอกเสื้อของหลี่ชิงชิวมีสิ่งของบางอย่างที่แผ่ปราณิญญาออกมาอย่างเบาบาง แม้จะน้อยนิดแต่ของพรรค์นี้หาได้ยากยิ่ง
หลี่ชิงชิวเหลือบมองเขาแล้วกล่าวว่า “อืม ไว้ข้าศึกษาดูอย่างละเอียดก่อน วันหน้าข้าจะหาให้เ้าสักชิ้น ศิษย์น้อง เ้าต้องเข้าใจนะ ความเร็วในการฝึกตนของศิษย์พี่น่ะสู้เ้าไม่ได้ ข้าก็ต้องมีของป้องกันตัวไว้บ้าง เผื่อวันไหนเ้าไม่อยู่ ศิษย์พี่จะได้มีวิธีรักษาชีวิตเอาไว้ไงล่ะ”
คำพูดนี้ทำเอาเจียงจ้าวเซี่ยอารมณ์ดีจนเนื้อเต้น มุมปากยกยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ เขาแค่นเสียงตอบว่า “ข้าจะไม่อยู่ได้อย่างไร ท่านวางใจเถอะ มีข้าอยู่ ใครก็มาข่มเหงสำนักชิงเซียวของเราไม่ได้!”
นิสัยดั้งเดิมของเขาคือความโอหัง ทว่านับแต่ได้ฝึก ‘คัมภีร์หุ่นหยวน’ และก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียน เขาก็ยิ่งทระนงในตนเองมากขึ้น รู้สึกว่าตนเองช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน
สองศิษย์พี่น้องพูดคุยกันไปพลางเดินกลับเข้าลานเรือน
เมื่อถึงเรือน หลี่ชิงชิวแยกตัวกลับเข้าห้องคนเดียว ส่วนเจียงจ้าวเซี่ยก็ยังคงเหมือนเดิม หนีไปฝึกวิชาที่ป่าหลังเขา
หลังจากปิดประตูห้อง หลี่ชิงชิวนั่งลงบนเตียง หยิบมีดสั้นเล่มนั้นออกมาเริ่มพิจารณาอย่างละเอียด
อาวุธที่มีปราณิญญาสถิตอยู่... หรือว่านี่จะเป็ ‘อุปกรณ์เวท’?
คัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวนมิได้เป็เพียงวิชาชักนำปราณพื้นๆ แต่ยังครอบคลุมไปถึงวิชาพื้นฐานแห่งศาสตร์โอสถ ศาสตร์อุปกรณ์ ศาสตร์ค่ายกล และศาสตร์ยันต์ด้วย เขาจึงเริ่มทดลองตามวิธีที่บันทึกไว้ในคัมภีร์
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการถ่ายเทปราณิญญาเข้าไปในอุปกรณ์ เพื่อตรวจสอบว่ามีการสะกดตราประทับของผู้เป็เ้าของเดิม หรือไม่
ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน มือขวาพลันอ่อนแรงจนมีดสั้นร่วงลงพื้น
มีตราประทับสะกดอยู่จริงๆ!
หลี่ชิงชิวก้มมองมือขวาที่ยังสั่นเทาของตนเอง รู้สึกชาแปลบเหมือนถูกไฟฟ้าดูด
ดูท่าว่านี่จะเป็อุปกรณ์เวทจริงๆ เสียด้วย!
“สุดท้ายแล้วตบะของข้ายังไม่เพียงพอ รอให้ทะลวงถึงขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 2 ก่อนค่อยลองดูใหม่แล้วกัน”
หลี่ชิงชิวคิดในใจ การลองเมื่อครู่ผลาญปราณิญญาของเขาไปกว่าครึ่ง ช่างสิ้นเปลืองจนเขารับไม่ไหวจริงๆ
เขาลุกขึ้นก้มเก็บมีดสั้นอย่างระมัดระวัง พลางครุ่นคิดว่าจะซ่อนไว้ที่ใดดี
หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ เขาก็ขุดดินใต้เตียงฝังมีดสั้นเล่มนั้นไว้ ถึงพอจะช่วยปกปิดปราณิญญาของมันได้บ้าง
หลี่ชิงชิวเดินออกจากห้องด้วยความพึงพอใจ จากนี้ไปเขาตั้งใจจะทุ่มเทสมาธิไปที่อู๋หมานเอ๋อร์ ช่วยให้ศิษย์น้องห้าก้าวเข้าสู่ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 1 ให้ได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยเปิดใช้งาน ‘วาสนา’
ในขณะเดียวกัน ในใจเขาก็เฝ้ารอคอยอย่างมีความหวัง...
หากศิษย์ทุกคนก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนพร้อมกัน จะได้รับรางวัลจากระบบมรดกเต๋าเพิ่มอีกหรือไม่นะ?
...
เจียงคว่อเทียนเป็เพียงบทแทรกสั้นๆ สำหรับสำนักชิงเซียว หลี่ชิงชิวจัดแจงให้เหล่าศิษย์น้องผลัดกันช่วยชี้แนะอู๋หมานเอ๋อร์
แม้ความฉลาดของอู๋หมานเอ๋อร์จะมีจำกัด ทว่าหลังจากการนำทางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดเขาก็เกิด ‘ความจำของกล้ามเนื้อ’ จนเริ่มคุ้นชินกับเคล็ดการชักนำปราณ และสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 1 ได้สำเร็จก่อนที่เหมันตฤดูจะมาเยือน
[เนื่องจากเหล่าศิษย์ในสำนักของท่านก้าวเข้าสู่ ‘ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 1’ ครบทุกคนเป็ครั้งแรก นับเป็หมุดหมายสำคัญของสำนักชิงเซียว ท่านได้รับโอกาส ‘การสืบทอดมรดกเต๋า’ 1 ครั้ง]
หลี่ชิงชิวที่นั่งขัดสมาธิชักนำปราณอยู่บนยอดเขาเห็นข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้า แม้เขาจะหลับตาอยู่ก็ตาม
เขาบังเกิดความยินดีขึ้นมาทันที รางวัลสืบทอดมาจริงๆ ด้วย!
เขาขยับถอยหลังมาจากริมผาราวหนึ่งจาง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่พลัดตกลงไปขณะรับมรดก จากนั้นจึงเปิดใช้งานรางวัลสืบทอดทันที
[รับรางวัลการสืบทอด]
[เปิดใช้งานมรดกเต๋า]
[ท่านได้รับอาคม —— ‘วิชาวายุกัมปนาท’]
[ยืนยันการรับสืบทอดหรือไม่]
สืบทอด!
ในหัวของหลี่ชิงชิวพลันปรากฏความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้ามา ดวงตาของเขาปิดสนิทลง
ลมหนาวพัดกริ้ว ทิวเขาถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา หิมะเริ่มโปรยปรายลงบนร่างของหลี่ชิงชิว ทว่าเขาหาได้รับผลกระทบไม่ ยังคงนั่งนิ่งประดุจหินผา
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป หลี่ชิงชิวลืมตาขึ้น ดวงตาฉายแววยินดี
วิชาวายุกัมปนาท (หรือวิชาวายุเร่งเร้า) สมกับที่เป็อาคมเซียน มันทำให้กระแสลมรอบกายหมุนวนจนสามารถร่อนไปในระดับต่ำได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มความเร็วในการตอบสนองของร่างกายให้สูงขึ้น อาคมเช่นนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งยามอยู่ในป่าเขา
สิ่งที่หลี่ชิงชิวนึกถึงเป็อย่างแรกคือ หลังจากฝึกวิชานี้สำเร็จ การจะลงเขาก็สะดวกสบายขึ้นมากแล้ว
เขาลุกขึ้นยืน แทบรอไม่ไหวที่จะไปฝึกวิชาวายุกัมปนาทนี้
ทว่าเขาจะฝึกบนยอดเขาไม่ได้ หากตกลงไปตายจะทำอย่างไร?
ว่าที่ยอดบุรุษแห่งแดนเซียนจะมาตายอนาถที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด!
ตะวันลับขอบฟ้า จันทร์เสวยฟ้า หิมะยิ่งทวีความหนาตาขึ้น
ในคืนนั้น ทุกคนในสำนักชิงเซียวเริ่มเฉลิมฉลองให้อู๋หมานเอ๋อร์ที่กลั่นปราณสำเร็จ จางยวี่ชุนและหลีตงเยว่ลงมือฆ่าไก่มาทำกับข้าว ทั้งยังนำเหล้าเก่าอายุยี่สิบปีที่อาจารย์ฝังซ่อนไว้ออกมาดื่ม
อู๋หมานเอ๋อร์แม้จะมีอายุเพียงสิบสามปี ทว่าร่างกายเริ่มแผ่บารมีประดุจพยัคฆ์คำรณ เขานั่งอยู่ตรงกลางระหว่างหลี่ซื่อเฟิงและหลี่ซื่อจิ่น ดูราวกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง ความกว้างของไหล่เกือบจะเท่ากับทั้งสองคนรวมกันเสียอีก
เจียงจ้าวเซี่ยนั่งอยู่ข้างหลี่ชิงชิว มองไปที่อู๋หมานเอ๋อร์แล้วยิ้มอย่างภูมิใจ “ศิษย์น้องห้าแม้จะทึ่มไปบ้าง แต่พร์เชิงยุทธของเขานับว่าแข็งแกร่งที่สุดในพวกเรา ขอเวลาข้าสิบปี... ไม่สิ แค่ห้าปี ข้าจะทำให้เขากลายเป็ยอดฝีมือชั้นเลิศในยุทธภพให้ได้”
หลี่ชิงชิวรินเหล้าพลางยิ้มกล่าว “พูดน่ะมันง่าย แล้วเ้าล่ะ ตัวเ้าเองนับว่าเป็ยอดฝีมือชั้นเลิศแล้วรึ?”
หากเขาไม่เอ่ยขึ้นมาก็แล้วไป แต่พอพูดเช่นนี้ เจียงจ้าวเซี่ยก็ยืดอกขึ้นทันที
“อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ตอนนี้ข้าน่าจะพอเป็ยอดฝีมือชั้นเลิศได้แล้วล่ะ ต้องยอมรับเลยศิษย์พี่ พลังภายในชุดนี้ของท่านมันร้ายกาจมาก หากวางอยู่ในยุทธภพย่อมเป็ยอดวิชาขั้นเทพแน่นอน!”
เจียงจ้าวเซี่ยกล่าวด้วยความชื่นชมหลี่ชิงชิวจากใจจริงในตอนท้าย
หลี่ชิงชิวแอบขำในใจ
น้องชาย... นี่มันไม่ใช่ยอดวิชาบู๊ แต่มันคือวิชาบำเพ็ญเซียนโว้ย!
หลี่ชิงชิวยังไม่คิดจะเปิดเผยความจริงเื่นี้ จนถึงตอนนี้ เหล่าศิษย์น้องต่างเข้าใจไปเองว่าพลังที่ฝึกออกมาในร่างกายคือ ‘ลมปราณภายใน’
ทุกคนต่างมีความสุขและเริ่มวาดฝันถึงอนาคต
อาศัยฤทธิ์เหล้า จางยวี่ชุนหันมามองหลี่ชิงชิวแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่ ข้าว่าเราควรจะเริ่มรับสมัครลูกศิษย์ได้แล้ว เหล่าศิษย์น้องต่างต้องฝึกวิชา งานจิปาถะในสำนักจะหวังพึ่งเพียงข้าคนเดียว ข้าก็เริ่มจะหมดแรงแล้วนะขอรับ”
เขาก็อยากจะกลายเป็ยอดฝีมือเหมือนกัน!
เขารู้ดีว่า ในสำนักชิงเซียวอนาคต จะใช้เพียงความาุโมาปกครองคนย่อมเป็เื่ยาก หมัดที่แข็งแกร่งต่างหากคือความมั่นคงที่แท้จริง
หลี่ชิงชิวพึงพอใจกับการทำหน้าที่ของจางยวี่ชุนใน่ที่ผ่านมามาก และเขาก็รู้สึกว่าศิษย์น้องรองเหนื่อยเกินไปจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มจากรับมาสักเจ็ดคนก่อนแล้วกัน เื่นี้ข้าให้เ้าเป็คนจัดการ จงไปรับสมัครจากหมู่บ้านตีนเขา ไม่จำกัดเพศ มีที่พักมีอาหารให้ฟรี ไม่คิดเงิน บอกพวกเขาไปว่าเป็การตอบแทนคุณ หากศิษย์คนใดฝึกครบสิบปีแล้วอยากกลับบ้าน เราก็จะไม่ห้าม”
หลี่ชิงชิวพยักหน้าตกลง จางยวี่ชุนเดิมทีดีใจมาก ทว่าเมื่อได้ยินประโยคหลัง เขาก็ขมวดคิ้วขึ้นมา
“ศิษย์พี่ หากปล่อยพวกเขาลงเขาไป ความทุ่มเทแรงกายแรงใจที่เราใช้บ่มเพาะพวกเขามา มิสูญเปล่าหรอกรึขอรับ?” จางยวี่ชุนทัดทาน
หลี่ชิงชิวโบกมือกล่าว “จะคิดเช่นนั้นไม่ได้ เขาทำงานให้เราตั้งสิบปี และหากสำนักชิงเซียวรั้งใจคนไว้ไม่ได้ แสดงว่าพวกเรายังทำดีไม่พอเอง”
จางยวี่ชุนฟังแล้วรู้สึกมีเหตุผลยิ่งนัก ทั้งยังบังเกิดความเลื่อมใสในตัวหลี่ชิงชิวมากขึ้น
ศิษย์พี่ช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกลนัก มิน่าเล่าอาจารย์ถึงเลือกเขาเป็เ้าสำนัก กลับกันเป็ตัวเขาเองที่ยังยึดติดกับผลประโยชน์เกินไป
จางยวี่ชุนสนทนากับหลี่ชิงชิวเื่การพัฒนาสำนัก ส่วนศิษย์คนอื่นๆ ก็คุยกันเื่การฝึกวิชาและยุทธภพ เสียงหัวเราะสรวลเสเฮฮาทำให้ลานเรือนดูคึกคัก แม้แต่หิมะในฤดูหนาวก็ไม่อาจดับความร้อนแรงแห่งชีวิตของที่นี่ได้
เมื่อการเลี้ยงสังสรรค์จบลง หลี่ชิงชิวให้เหล่าศิษย์น้องเก็บกวาดโต๊ะ ส่วนเขาแยกตัวกลับห้องคนเดียว
เจียงจ้าวเซี่ยเองก็ไม่ช่วยงานเช่นกัน แต่หากไม่นับหลี่ชิงชิวแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าว่าอะไรเขา
หลี่ชิงชิววางกระถางถ่านอุ่นไว้ข้างเตียงก่อนจะขึ้นไปนั่งสมาธิ เขาเรียกแผงหน้าจอมรดกเต๋าออกมา แล้วเลือกเปิดใช้งาน ‘วาสนา’
[รับรางวัลวาสนา]
[เปิดใช้งานวาสนา]
[เริ่มการตรวจหาวาสนา]
[ตรวจพบวาสนา: ค้นพบ ‘ทะเลสาบิญญาใต้พิภพ’ ้ารับการนำทางสู่วาสนาหรือไม่]
ทะเลสาบิญญาใต้พิภพรึ?
หลี่ชิงชิวเลิกคิ้วขึ้น เขารู้สึกได้ทันทีว่าตนเองสุ่มได้ของดีเข้าให้แล้ว
บางที... สิ่งนี้อาจจะเป็รากฐานสำคัญสำหรับการผงาดขึ้นของสำนักชิงเซียว!
