บทที่ 126 เ้าเล่ห์อย่างแท้จริง
“การประลองครั้งนี้เป็การประลองระหว่างชนรุ่นใหม่ อายุกระดูกต้องต่ำกว่ายี่สิบปี ธิดาดาวฤกษ์อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีก็ประจักษ์ในเจตจำนงกระบี่ระดับสามแล้วหรือ?” ใบหน้าฉินชูเต็มไปด้วยความตกตะลึง ข่าวนี้สำหรับเขาแล้วน่าสั่นสะท้านเกินไป
“อย่าเข้าข้างตัวเอง แล้วดูแคลนผู้คนในใต้หล้า ถึงเ้ามีพร์ด้านการฝึกตน แต่ใช่ว่าจะไม่มีผู้มีพร์คนอื่นเหมือนกัน ” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมกล่าว
ฉินชูพยักหน้า “ข้าไม่เคยดูแคลนผู้ใดมาก่อน แค่รู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อนัก”
“เช่นนั้นเื่ราวของเ้า ผู้อื่นก็คิดว่าน่าเหลือเชื่อเช่นกัน! สภาวะจิตกระบี่เป็สิ่งที่หาได้ยากในรอบร้อยปีหรือพันปีถึงจะปรากฏสักหน ในประวัติศาสตร์พื้นที่แถบนี้ มีปรากฏในสำนักชิงหยุนของเ้าเพียงสองท่าน บรรพจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักชิงหยุนมีสภาวะจิตกระบี่กับตัว ดังนั้นจึงก่อตั้งสำนักชิงหยุนได้ ส่วนผู้เฒ่าโม่ นับว่าเป็เื่น่าเศร้า ที่ไม่อาจประจักษ์ในเจตจำนงกระบี่ ทำให้วิถีกระบี่ของเขาอยู่ในระดับที่จำกัด แต่แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนเขาเช่นกัน เพราะเขาพยากรณ์ชะตาฟ้าได้ ความสามารถนี้เก่งกาจเป็อย่างยิ่ง” เฉียนหลิงอู่กล่าวกับฉินชู ในพื้นที่แถบนี้ แทบทุกคนรู้เื่ราวอันน่าเศร้าของโม่เต้าจื่อ
“มีเจตจำนงกระบี่ระดับสาม เช่นนั้นพลังตบะของนางย่อมไม่ต่ำ ต้องระมัดระวังเสียแล้ว” ฉินชูกล่าว
“เหมือนว่าธิดาดาวฤกษ์จะไม่ใช่คนในพื้นที่ของเรา นางน่าจะมาจากผู้หนุนหลังศาลาดาวฤกษ์ ศาลาดาวฤกษ์ในพื้นที่ของเรา เป็แค่สาขาแยกของศาลาดาวฤกษ์ที่อยู่ในอาณาบริเวณของราชวงศ์ดาราเหมันต์ และผู้หนุนหลังศาลาดาวฤกษ์ก็คือราชวงศ์ดาราเหมันต์ ยังไงหากพวกเขาจะหาผู้มีพร์สักหนึ่งคน ก็ไม่ถือเป็เื่ยากมากนัก เมื่อมีพื้นที่ใหญ่ จำนวนผู้ฝึกตนก็มีมากตาม การปรากฏตัวของผู้มีพร์ก็มีอัตราสูงขึ้นด้วย” เฉียนหลิงอู่อธิบายสถานการณ์ให้ฉินชูฟัง
“พี่หลิงอู่ ท่านบอกเล่าเื่ราวภายนอกให้ข้าฟังสักหน่อย ข้าไม่ค่อยรู้เื่ราวเหล่านี้มากนัก” ฉินชูเอ่ยถาม อีกไม่นานเขาก็จะออกไปแล้ว ดังนั้นจึงคิดจะทำความเข้าใจสถานการณ์ก่อน
“เช่นนั้นข้าจะเล่าให้เ้าฟัง แผ่นดินที่พวกเราอยู่ ชื่อว่าแผ่นดินยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ แบ่งเขตพื้นที่เป็สิบสามแคว้น แคว้นที่อยู่ทางทิศใต้มีทั้งหมดสามแคว้น พื้นที่ที่พวกเราอยู่มีชื่อว่าแคว้นหนานเหยียน นอกจากนั้นยังมีแคว้นหนานฮวางและแคว้นหนานหลี สำนักดาบโลหิตและตำหนักราชันย์หมาป่าเป็กลุ่มอิทธิพลจากแคว้นหนานฮวาง ราชวงศ์ดาราเหมันต์และศาลาดาวฤกษ์เป็กลุ่มอิทธิพลจากแคว้นหนานหลี” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ พวกเขามีพื้นที่ของตัวเองอยู่แล้ว ไยคิดจะบุกแค้วนหนานเหยียนของเราอีก แบบนี้ทะเยอทะยานเกินไปแล้ว!” ฉินชูโกรธเกรี้ยวไม่น้อย เขาคิดว่านี่คือความละโมบ ไม่รู้จักพึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี
เฉียนหลิงอู่ส่ายหน้า “จะให้กล่าวเช่นไรดี สำนักดาบโลหิตและตำหนักราชันย์หมาป่าก็ไม่ใช่กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจปกครองในแคว้นหนานฮวาง ราชวงศ์ดาราเหมันต์เช่นกัน พวกเขาก้าวหน้าในพื้นที่ที่ตัวเองอยู่ได้ยาก พวกเขาจึงเพ่งเล็งเป้าหมายมาที่แคว้นหนานเหยียนของเรา เพราะแคว้นหนานเหยียนเป็แคว้นที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาทั้งสามแคว้นทางทิศใต้ของแผ่นดินยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์”
“นี้เท่ากับข่มเหงผู้อื่น” ฉินชูเหวี่ยงแขนทีหนึ่ง
“วิถีในใต้หล้าก็คือผู้แข็งแกร่งมีอำนาจเหนือผู้อ่อนแอ แคว้นหนานฮวางและแคว้นหนานหลีมีผู้ฝึกตนขั้นหกหวางเจ่อหลายคน สองแคว้นนั้นจึงคิดว่าตนแข็งแกร่งกว่าแคว้นหนานเหยียนของเรา เราไม่อยู่ในสายตาเสียด้วยซ้ำ ความจริงก็เป็เช่นนั้น ยามนี้ผู้ฝึกตนกว่ากึ่งหนึ่งในสำนักใหญ่ทั้งสามของแคว้นหนานเหยียนล้วนเป็คนของพวกเขา ยังดีที่ราชวงศ์เฉียนของเราให้คนแทรกซึมเข้าไปแล้วจำนวนหนึ่ง” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“คนกว่ากึ่งหนึ่งในสำนักใหญ่ทั้งสามล้วนเป็คนของพวกเขา หมายความว่าอย่างไร? ไม่ใช่ว่าเป็ศิษย์ของพวกเขาทั้งหมดหรือ?” ฉินชูไม่ค่อยเข้าใจนัก
“ที่กลุ่มอิทธิพลใหญ่ทั้งสามส่งคนมาตั้งสำนักในแคว้นหนานเหยียนหาใช่เื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งหรือสองวัน ดังนั้นสำนักใหญ่ทั้งสามจึงใหญ่โตขึ้น แต่ระหว่างนั้นมีจุดสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือศิษย์จำนวนมากในสำนักเ่าั้ ล้วนเป็คนท้องถิ่นของแคว้นหนานเหยียน พวกเขาย่อมทุ่มเทเพื่อสำนัก แต่ตัวเองไม่มีความนึกคิดเื่เขตแดนหรือ? ไม่เลย หากจะให้พวกเขาไปโจมตีสำนักอื่นยังได้ แต่จะให้กลุ่มอิทธิพลภายนอกเข้ามารุกรานสั่นคลอนความมั่นคงของเขตพื้นที่นี้ พวกเขาย่อมไม่ยินยอม นี่คือสาเหตุที่สำนักใหญ่ทั้งสามตั้งสำนักมาเป็เวลานาน แต่ก็ยังไม่กล้ากระทำการผลีผลามเสียที เพราะหากไม่ควบคุมให้ดี สภาพการณ์โดยรวมอาจพังทลายได้โดยง่าย” เฉียนหลิงอู่กล่าวกับฉินชู
ฉินชูคิดว่าที่เฉียนหลิงอู่กล่าวมานั้นมีเหตุผลมาก เหมือนอย่างเขา หากสำนักชิงหยุนจะโจมตีสำนักดาบโลหิต ตำหนักราชันย์หมาป่า เขาย่อมไม่มีปัญหา พร้อมสู้ตาย! แต่หากต้องต่อสู้เพื่อกลุ่มอิทธิพลอื่น คอยบุกอยู่แนวหน้าเพื่อให้กลุ่มอิทธิพลอื่นรุกรานแคว้นหนานเหยียน ให้กลุ่มอิทธิพลจากต่างแดนบุกรุกถิ่นอาศัยของตัวเอง เช่นนั้นเขายอมไม่ได้
“คนของราชวงศ์เฉียนที่แทรกซึมเข้าไปในสามสำนักใหญ่ ก็เข้าถึงบุคคลสำคัญได้ยากมาก เพราะสำนักดาบโลหิต ตำหนักราชันย์หมาป่า และศาลาดาวฤกษ์มีกฎระเบียบบางอย่าง นั่นคือผู้นำระดับสูงที่แท้จริงล้วนแต่เป็คนที่พวกเขาพามาจากเขตพื้นที่ของตัวเอง ผู้ฝึกตนท้องถิ่นจากแคว้นหนานเหยียนของเราเข้าร่วมสามสำนักใหญ่ อย่างมากก็เป็ได้แค่ผู้าุโธรรมดา ไม่อาจเข้าร่วมการวางแผนตัดสินใจได้” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“ดังนั้น่ก่อนหน้านี้ พวกท่านจึงล้มเหลวในการควบคุม แล้วให้สี่สำนักใหญ่ต่อสู้กันเอง” ฉินชูหัวเราะเบา
“สาเหตุสำคัญที่สุดของความล้มเหลวในการให้สี่สำนักใหญ่ต่อสู้กันเอง คือเ้านำป้ายคำสั่งชิงหวางออกมา แล้วเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้มหาตราเวทคุ้มครองของสำนักชิงหยุน หากไม่มีมหาตราเวทคุ้มครองที่แข็งกร้าวนั่นแล้ว หลังจากสำนักใหญ่ทั้งสามบุกเข้าไปในสำนักชิงหยุน ย่อมต้องมีความขัดแย้งในการแบ่งผลประโยชน์เป็แน่ เมื่อถึงเวลานั้น แค่ให้คนจากราชวงศ์เฉียนของเราที่แทรกซึมเข้าไปเล่นลูกไม้หน่อย ยุแยงเล็กน้อย ก็สำเร็จผล สำนักใหญ่ทั้งสามคงทำลายสำนักชิงหยุนจนสิ้น แล้วสู้กันเองต่อ” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“เอ่อ... แผนการของพวกท่านช่างรอบคอบรัดกุมนัก” เมื่อได้ฟังวาจาของเฉียนหลิงอู่ ฉินชูคิดว่าหากไม่ใช่เพราะมหาตราเวทคุ้มครองของสำนักชิงหยุนแข็งแกร่งอย่างมิอาจหาใดเทียมหลังจากได้รับพลังเสริมจากป้ายคำสั่งชิงหวาง เช่นนั้นรูปการณ์อาจเป็ดั่งที่ราชวงศ์เฉียนวางแผนไว้
“แต่ก็ถูกเ้าก่อกวนจนล้มเหลวไม่ใช่หรือ! แต่ก็ดีทีเดียว เพราะสำนักชิงหยุนเป็ผู้บริสุทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้น หากต่อสู้กันตามแผนการครั้งก่อน ถึงปัญหาของสี่สำนักใหญ่จะแก้ไขได้ก็จริง แต่พลังความสามารถของผู้ฝึกตนในแคว้นหนานเหยียนของเราก็จะลดฮวบลงไปถึงจุดตกต่ำ หากเผชิญกับศัตรูภายนอกที่เข้ารุกราน ก็อาจต้านไม่ไหว ราชวงศ์เฉียนก็มีแต่ต้องสู้ตาย” เฉียนหลิงอู่กล่าว
ระหว่างสนทนากันเฉียนหลิงอู่บอกฉินชูว่า แผนการของราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุน ภายหลังเฉียนหลิงเทียนได้ปรึกษาหารือกับหลัวเจิน ก็ตัดสินใจว่าจะถือโอกาส จัดการผู้นำระดับสูงของสำนักดาบโลหิต ตำหนักราชันย์หมาป่า และศาลาดาวฤกษ์เสีย จากนั้นจึงป่าวประกาศเื่ราวให้ผู้คนในใต้หล้าได้รู้ ถึงเวลานั้นรากฐานของกลุ่มอิทธิพลจากภายนอกก็ถือว่าถูกทำลายจนสิ้นแล้ว
“พลังความสามารถห่างชั้นกันมากเกินไป” ฉินชูคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าว
“เสด็จพี่ของข้าเคยคิดถึงจุดนี้ ดังนั้นใน่นี้ ผู้นำระดับสูงของศาลาดาวฤกษ์จะสิ้นชีพอย่างต่อเนื่อง หากศาลาดาวฤกษ์ตั้งสมมติฐานคาดเดา เช่นนั้นผลสรุปก็คือ มีแต่แคว้นหนานฮวางที่สำนักดาบโลหิตและตำหนักราชันย์หมาป่านั้นจะมีพลังความสามารถเช่นนี้” เฉียนหลิงอู่ยิ้มพร้อมกล่าว
“ให้ตายเถอะ... จักรพรรดิเฉียนดูเป็คนหยาบกระด้าง แต่ก็ดูเป็คนตรงไปตรงมา เหตุใดถึงทำได้ทุกเื่? ช่างเป็คนเ้าเล่ห์ยิ่งนัก!” ฉินชูกล่าววาจาไม่สุภาพออกมา เพราะเขาเข้าใจว่าวาจาของเฉียนหลิงอู่สื่อถึงอะไร นั่นคือ่นี้เฉียนหลิงเทียนจะลงมือ เป้าหมายคือผู้นำระดับสูงของศาลาดาวฤกษ์ แต่จะโยนความผิดนี้ให้สำนักดาบโลหิตและตำหนักราชันย์หมาป่า แบบนี้เหี้ยมโหดเกินไปแล้ว
“ที่ผ่านมาข้าประเมินแผนการของเสด็จพี่ต่ำเกินไป ครั้งนี้สำนักใหญ่ทั้งสามต้องหลงกลแน่นอน” เฉียนหลิงอู่ยิ้มพร้อมกล่าว
