เซบาสเตียนพาชาร์ลส์เดินเข้ามาในสุสานซึ่งเป็ที่ฝังศพของผู้นับถือศาสนาฟาตูสเร็กซ์ องค์มหาลิขิต ผู้ศรัทธาส่วนใหญ่จะถูกนำมาฝังยังสุสานแห่งนี้หลังจากเสียชีวิต ตามความเชื่อของศาสนานี้ ร่างของผู้วายชนม์จะไม่ถูกเผา แต่จะนำมาฝังแทน
ในอดีต พิธีศพจะเป็การนำผู้ตายใส่ในโลงประดับดอกไม้ แล้วปล่อยให้ลอยไปตามกระแสน้ำ โดยเชื่อว่าชะตาชีวิตจะนำพาร่างนั้นไปหยุด ณ จุดที่ควรจะเป็ แต่ปัจจุบันพิธีกรรมเช่นนี้แทบไม่เห็นแล้ว เพราะมักก่อปัญหาเมื่อร่างลอยไปติดตามต้นไม้ริมน้ำหรือร่วงจากโลง จนต้องแจ้งเ้าหน้าที่มาจัดการ กลายเป็ภาระมากกว่า จึงหันมาฝังร่างแทน
ชาร์ลส์อดสงสัยไม่ได้ จึงถามเซบาสเตียนว่า "เรากำลังจะไปที่ไหนกันแน่? แดนลับแลที่ว่า มันอยู่ในสุสานนี้หรอ?"
เซบาสเตียนตอบพลางสาวเท้าไปเรื่อยๆ "ไม่ใช่หรอก แต่ทางเข้าไปที่นั่น ซ่อนอยู่ในสุสานนี่แหละ"
สักพักเซบาสเตียนก็พบวิหารจำลองขนาดเล็กที่ตามหา หลังจากหลบสายตาคนเฝ้า พวกเขาก็ย่องเข้าไปในวิหารเล็กนั้น ภายในมีแสงจันทร์ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาพอดี ก่อนจะปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบ
ภายในตั้งรูปปั้นเทวทูตหกปีก กำลังถือวงแหวนไว้กลางตัว สะท้อนความเชื่อที่ว่าเทวทูตที่สถิตในที่นี้จะนำิญญาผู้ล่วงลับ ผ่านวงล้อแห่งโชคชะตา เทวทูตจะอ่านผืนผ้าแห่งชีวิตที่ถักทอตลอด่มีชีวิตของผู้ตาย เพื่อพิจารณาว่าจะถูกนำไปสู่ดินแดนนิรันดร์ที่ถูกกำหนดให้มีความสุขตลอดกาลหรือไม่
"เนี่ยเหรอทางเข้า?"
"ยังไม่ใช่ รอเวลาก่อน อีกไม่นานแสงจันทร์จะส่องมาถูกจุด" เซบาสเตียนตอบ สายตาจับจ้องไปที่รูปปั้นอย่างไม่วางตา
เมื่อแสงเงินจากดวงจันทร์เต็มดวงส่องกระทบลงบนเทวทูตหินพอดี เซบาสเตียนก็ร่ายคาถาด้วยภาษาอาคม ที่แปลความหมายได้ว่า
"โรงละครแห่งแสงจันทร์จงเปิดออก!"
ทันใดนั้น พื้นตรงหน้ารูปปั้นก็ปรากฏรอยแยก ค่อย ๆ เปิดออกเป็ประตูบานใหญ่ ด้านในเป็บันไดเวียนวนลงสู่ห้วงมืดใต้พิภพ
เซบาสเตียนพยักหน้าให้ชาร์ลส์ มือข้างหนึ่งหยิบหน้ากากปริศนาที่เตรียมมาส่งให้ อีกข้างยื่นเสื้อคลุมสีเข้มให้สวม ชาร์ลส์รับของทั้งสองมา จัดแจงใส่โดยไม่ลังเล
"พร้อมไหม? จำกฎไว้เมื่ออยู่ที่นั่นอย่าถามถึงตัวตน และอย่าเปิดเผยตัวตน"
ชาร์ลส์ตอบรับเป็เชิงเข้าใจ ร่างทั้งร่างของเขาซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมสีเข้ม ใบหน้าคมชัดได้รูปถูกอำพรางด้วยหน้ากาก เหลือไว้เพียงดวงตาสีน้ำตาลเข้ม
ทั้งสองต่างพร้อมใจเดินลงบันได ประตูหินปิดสนิทตามหลัง เสมือนกลืนสองร่างนั้นหายเข้าไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน ในดินแดนอันเป็ที่พักของดวงิญญา
ชาร์ลส์เดินตามเซบาสเตียนผ่านทางเดินมืดสนิท เงาร่างของทั้งคู่ถูกกลืนหายไปกับความมืด มีเพียงเสียงฝีเท้าที่ดังก้องสะท้อน เป็เครื่องยืนยันการมีตัวตนของพวกเขา
ในที่สุด แสงสว่างจ้าก็ปรากฏขึ้นที่ปลายทาง เมื่อก้าวผ่านม่านแสงออกไปสู่โลกด้านนอก ภาพตรงหน้าทำเอาชาร์ลส์ต้องแปลกใจ
บนท้องฟ้าสีนิลเข้มนั้นเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ดวงจันทร์เสี้ยวส่องแสงสีเงินเย็นะเื เหมือนกับท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เขาเคยชินตา
แต่เพียงแค่นั้นคงไม่พอที่จะทำให้ชายหนุ่มประหลาดใจ เพราะความผิดปกติก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับฉากประกอบการแสดงบนเวที ดวงดาว เมฆา และดวงจันทร์ เหมือนถูกวาดเป็รูปลอกบนแผ่นไม้แล้วแขวนลอยค้างอยู่กลางอากาศ
แม้จะดูเหมือนของปลอม แต่แสงสว่างที่สาดส่องลงมาบนพื้นดินกลับเป็ของจริง ชวนให้รู้สึกพิศวงอย่างบอกไม่ถูก
แม้แสงจากจันทร์เสี้ยวดวงนั้นจะสาดส่องเจิดจ้าเพียงใด แต่ก็ไม่อาจขจัดเงามืดได้ทั้งหมด ทางเดินและอาคารจึงมีการติดตั้งตะเกียงและคบเพลิงเอาไว้ทั่ว
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดคือ เปลวไฟนั้นมีสีขาวจ้า ไม่ใช่สีส้มอำพันอย่างไฟธรรมดา
ผู้คนที่สัญจรไปมาก็ทำให้ชาร์ลส์ต้องเบิกตากว้าง โดยเฉพาะฉากที่ชายฉกรรจ์สี่คนกำลังแบกกล่องกระจกขนาดใหญ่ ภายในบรรจุน้ำและมีสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดอยู่ข้างใน
มันดูคล้ายปลา แต่ที่น่าใคือ มันมีฟันคล้ายมนุษย์ และเต็มไปด้วยหนวดเล็กๆ ขนาดเท่าเส้นผม คล้ายหนวดปลาหมึกขึ้นมาตามร่างกาย ส่ายไปมาตามแรงเหวี่ยง
เมื่อชาร์ลส์มองตามไปอีกมุม เขาก็ต้องสะดุ้งอีกครั้ง เพราะเห็นแมงมุมประหลาดที่อยู่ในกล่องข้าง ๆ
ร่างกายของมันเป็สีเนื้อ เหมือนผิวมนุษย์ แต่ที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่านั้นคือ บนใบหน้าของแมงมุมตัวนั้นมีใบหน้าคล้ายมนุษย์ แต่มีดวงตาถึงแปดดวง!
เมื่อมันอ้าปาก กลับเผยให้เห็นปากของแมงมุมแทน ภาพเ่าั้ช่างชวนขนลุก
ความรู้สึกพิศวงกับภาพตรงหน้าทำให้เขาจมอยู่ในภวังค์ ราวกับหลงเข้าไปในฝันที่ผสมปนเปกันระหว่างความจริงและจินตนาการ
ทุกสิ่งที่เห็นช่างแตกต่างจากโลกของเขาราวกับคนละมิติ เหล่าสัตว์วิเศษในตำนานที่เคยอ่านพบเจอแค่ในหนังสือ ตอนนี้กลับปรากฏเป็ตัวเป็ตนอยู่ตรงหน้า
เซบาสเตียนเขย่าตัวชาร์ลส์เบา ๆ เรียกสติเขากลับคืนมาจากห้วงความคิด ก่อนจะอธิบายสถานที่แห่งนี้เพิ่มเติมว่า
"แดนลับแลที่เรายืนอยู่ตอนนี้ มันเหมือนตลาดใต้ดินสำหรับพวกเรา เหล่าผู้ใช้เวทมนตร์ ผู้มีพลังพิเศษ มาแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากัน ไม่ว่าจะเป็วัตถุดิบปรุงยาวิเศษ อุปกรณ์เวทย์ หรือแม้กระทั่งข้อมูลข่าวสารลับ ๆ ที่นี่มีขายหมด"
ชาร์ลส์ทำหน้าประหลาดใจ พูดออกมาอย่างตกตะลึง
"ผมนึกว่าเรากำลังอยู่ในโพรงถ้ำใต้ดินของเมืองซะอีก ที่แท้ก็เป็ที่แบบนี้นี่เอง"
แต่เซบาสเตียนส่ายหน้า ก่อนจะเฉลยความจริงที่น่าฉงนยิ่งกว่า
"เปล่า ที่นี่ไม่ได้อยู่ใต้ดินอย่างที่คิดหรอก มันเป็ดินแดนลี้ลับที่มีประตูเชื่อมจากทุกหนทุกแห่งในอาณาจักร หากรู้วิธีเปิดและปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ถูกต้องล่ะก็ อย่างที่เราทำตอนผ่านเข้ามานั่นแหละ"
ชาร์ลส์ยิ่งสงสัย คิ้วขมวดมุ่นด้วยความใคร่รู้ เขาซักถามต่อไม่หยุด
"แล้วสถานที่ประหลาดอย่างนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง? ใครเป็คนสร้าง? แล้วเ้าสัตว์วิเศษพิกลพวกนั้นมาจากไหน ทำไมผมไม่เคยเห็นพวกมันบนโลกบ้างเลย?"
เซบาสเตียนยักไหล่ ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา "สองคำถามแรกฉันก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของแดนลับแลอย่างแน่ชัด ส่วนพวกสัตว์ประหลาดพวกนี้ ส่วนใหญ่ก็ถูกจับมาจากที่ลึกลับห่างไกล บางตัวมาจากก้นทะเล บางตัวมาจากป่าลึก ผู้คนนำมาซื้อขายเพื่อหาเงิน หรือไม่ก็เอาชิ้นส่วนอวัยวะไปเป็ส่วนผสมยาวิเศษ"
ชาร์ลส์ฟังแล้วรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ก่อนจะหันไปถามอีกเื่ที่สงสัย
"แล้วคุณมาที่นี่เพื่อตามหาอะไรเหรอ? มีสินค้าอะไรที่้า?"
เซบาสเตียนอมยิ้ม พลางเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ชาร์ลส์ก็สาวเท้าตามไปติดๆ
"ฉัน้าสมุนไพรและวัตถุดิบบางอย่างมาทดลองพิธีกรรมและยาวิเศษนะ แต่พวกมันเป็ของหายาก ตามร้านทั่วไปหาไม่ได้ เลยต้องมาเสาะแสวงหาถึงที่นี่"
ระหว่างทางชาร์ลส์ก็ยังคงพินิจพิเคราะห์สิ่งรอบกาย ไม่ว่าจะเป็คนหรือสัตว์ต่างมีสีสันผิดแผกแตกต่าง เขาเกิดความสงสัยอันแรงกล้า จึงถามเซบาสเตียนต่อ
"นี่...ในโลกของเรามีเผ่าพันธุ์อื่นอีกไหม นอกจากพวกนี้? อย่างพวกแวมไพร์หรืออะไรทำนองนั้นน่ะ มีจริงหรือเปล่า?"
เซบาสเตียนพยักหน้า สีหน้ากึ่งเคร่งเครียดกึ่งระแวง
"มีสิ แวมไพร์น่ะมีจริงแน่ ๆ แต่พวกมันเป็อันตราย ชอบล่าคนมาดูดเื มักถูกจัดว่าเป็ปีศาจมากกว่า ฉันเคยเจอแค่สองสามตัวเอง เป็ประสบการณ์ที่หวาดเสียวมากทีเดียว"
สมองของชาร์ลส์ปิ๊งวาบ เขานึกถึงอีกสิ่งหนึ่งที่อยากพบเจอที่สุด จึงเอ่ยปากถามเซบาสเตียนทันที
"งั้นัล่ะ มีอยู่จริงไหม คุณเคยเห็นไหม?"
คราวนี้เซบาสเตียนส่ายหน้า สีหน้าไม่แน่ใจ
"อือ… ัน่ะฉันก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน ไม่รู้ว่ามีจริงรึเปล่า แต่ถ้ามีก็คงเป็สัตว์วิเศษที่หาได้ยากที่สุดแล้วล่ะมั้ง"
คำตอบของเซบาสเตียนทำให้ชาร์ลส์นิ่งคิด ในคืนนี้เขาได้เปิดโลกทัศน์กว้างไกลยิ่งขึ้น ได้ประจักษ์สิ่งที่แต่ก่อนคิดว่ามีแค่ในจินตนาการ มาเป็ของจริงต่อหน้าต่อตา
เซบาสเตียนเดินตรงดิ่งไปยังแผงขายของที่ตั้งใจจะซื้อวัตถุดิบ ชาร์ลส์ก็เดินตามไปติด ๆ สายตาสอดส่ายกวาดมองไปทั่วอย่างอยากรู้อยากเห็น
แต่แล้ววูบหนึ่ง สิ่งหนึ่งก็สะดุดตาเขา เป็แผงเล็กๆ ไม่โดดเด่นสักเท่าไร แต่กลับมีบางอย่างวางอยู่บนนั้นที่ทำให้ใจของชาร์ลส์ต้องหยุดนิ่ง
มันคือกระดาษแผ่นเก่าโทรมยับเยิน ถึงสภาพจะแย่แต่เนื้อหาข้อมูลกลับครบถ้วน ชายหนุ่มเดินตรงดิ่งไปหาแผงนั้นทันที
"พ่อค้า ได้กระดาษนี่มาจากไหน?" ชาร์ลส์ถามอย่างสนใจ พลางชี้ไปยังกระดาษปริศนา สายตาจับจ้องมันอย่างไม่วางตา
คนขายมองเขาด้วยสายตาครุ่นคิด เหมือนกำลังชั่งใจว่าควรตอบคำถามนี้ดีหรือไม่ สุดท้ายก็ตอบเสียงห้วน "ไม่มีพ่อค้าที่ไหนเขาบอกที่มาของสินค้ากันหรอกนะ มันเป็ความลับ"
ชาร์ลส์ไม่ย่อท้อ เขาพยายามต่อรอง "แล้วรู้ไหมว่ากระดาษนี่มันเขียนอะไร? ไม่ทราบว่าอ่านออกหรือเปล่า?"
สีหน้าของพ่อค้าเปลี่ยนไป เมื่อเห็นว่าลูกค้าอาจสนใจสินค้าจริงๆ จึงยอมอธิบาย
"นี่น่ะเหรอ ฉันก็ไม่แน่ใจหรอก แต่เคยเอาไปให้ผู้เชี่ยวชาญดูมาแล้ว เขาบอกว่าตัวอักษรบนนี้มีที่มาจากอาณาจักรมหาบาปในตำนาน"
"อาณาจักรมหาบาป?" ชื่อแปลก ๆ นั่นทำให้ชาร์ลส์สงสัยจนต้องย้อนถามอีกครั้ง "แล้วมันคืออาณาจักรอะไร?"
คนขายเริ่มหงุดหงิด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายถามแต่ไม่ซื้อสักที "เฮ้ย เอาเป็ว่าถ้าไม่ซื้อก็ไปให้พ้น ไม่งั้นฉันจะถือว่านายขโมยเวลาของฉัน เสียเวลาเปล่า!"
ชายหนุ่มยอมแพ้ เขาเดินจากไปอย่างไม่มีทีท่าอยากจะต่อรองซื้อแต่อย่างใด เพราะจริง ๆ แล้ว ระหว่างที่พูดคุย เขาก็แอบอ่านเนื้อหาบนกระดาษนั่นไปพอสมควรแล้ว
กระดาษแผ่นนั้นเป็จดหมายรักยังไงเล่า! ข้อความในกระดาษเขียนไว้เช่นนี้
ถึงยอดรักของข้า
แม้เราทั้งสองจะมีหนทางติดต่อกันที่สะดวกกว่านี้ แต่เหตุใดข้าจึงเลือกเขียนจดหมายฉบับนี้อย่างพินิจพิเคราะห์และบรรจงทีละอักษร... ก็เพราะข้าอยากให้เ้าได้เห็นถึงหัวใจและความตั้งใจที่ข้ามีต่อเ้าอย่างแท้จริง ทุกถ้อยคำที่เขียนล้วนกลั่นออกมาจากความคิดถึงในยามที่เราต้องห่างกัน
และอีกเื่... อีกไม่นานงานของข้าก็จะเสร็จสิ้น เมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะกลับไปขอเ้าแต่งงาน ที่รักของข้า
ด้วยรักและความคิดถึงเสมอ
แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจไม่ใช่เนื้อหาของจดหมาย แต่เป็ภาษาที่ใช้เขียน มันเป็ภาษาเดียวกับที่พบในกระดาษที่เขาเก็บได้ ภาษาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับอ่านออกอย่างน่าประหลาด
