“จางจิ่วรั่ง? เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“ข้าก็อยู่ที่นี่ตลอด” จางจิ่วรั่งตอบอย่างใสซื่อ เขากับิหยวนกำลังเล่นหมากล้อมกันอยู่ จู่ๆ ิหยวนก็ถูกคนลากตัวออกไปให้ช่วยชีวิตคนอย่างร้อนรน “ข้าก็ตามพวกเ้ามาอย่างไรเล่า”
ทุกคนมองหน้ากันเลิกคิ้วด้วยความงุนงง จู่ๆ พวกเขาก็จำได้ว่า เมื่อครู่ไม่มีใครสังเกตเห็นจางจิ่วรั่งเลย ิหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อ้อ...เขาเล่นหมากล้อมกับข้าอยู่ สหายจิ่วรั่ง คืนนี้ท่านคงต้องค้างที่นี่ก่อนรอจนกว่าจะพ้นเวลาห้ามออกจากเคหะสถาน”
จางจิ่วรั่งยักไหล่อย่างไม่แยแส
ิเยี่ยเตือนเขา “เหล่าเฉากำชับเป็พิเศษว่าห้ามไปร้านยา และห้ามแจ้งความ คุณชายจางอยู่ที่นี่ด้วย ได้โปรดอย่าได้ปริปากพูดเื่นี้กับผู้ใด กลับไปก็ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นอันใดทั้งสิ้น ถือเสียว่ามิได้มา ได้หรือไม่?”
“วางใจเถิด ข้าสนใจแค่หมากล้อม เื่อื่นไม่เกี่ยวข้องกับข้า”
จางจิ่วรั่งเป็คนคลั่งไคล้หมากล้อม แต่ก็ไม่ได้โง่เขลา เขารีบพยักหน้า
หม่านสือชีมองเฉาอู๋จิ่วที่หายใจรวยริน เขาเดินวนไปมาอย่างร้อนใจ ทันใดนั้นก็ทุบโต๊ะเสียงดัง “ใครกันแน่! ปกติเหล่าเฉาเป็คนสุขุมรอบคอบ ไม่เคยขาดเรียนด้วยซ้ำ เหตุใดพวกนั้นจึงไม่ยอมละเว้นเขา!”
ในห้องนี้นอกจากคนเจ็บแล้วยังมีชายหนุ่มอีกห้าคน เบียดเสียดกันจนแทบไม่มีที่ ิหยวนจึงถอยออกมายืนข้างๆ หยางจวินที่ได้ยินประโยคนั้นก็พลันลุกขึ้นยืน “หมายความว่าอย่างไร? เ้าบอกว่าเหตุใดพวกนั้นจึงไม่ละเว้นเขา? ใครไม่ละเว้นเขากัน?”
“ข้าพูดอย่างนั้นหรือ?”
หม่านสือชีมองทุกคนด้วยความงุนงง
ทุกคนรวมทั้งจางจิ่วรั่งต่างก็พยักหน้า
คราวนี้ทุกคนต่างมองหม่านสือชีอย่างประหลาดใจราวกับว่าเขาถามคำถามโง่ๆ ที่ทุกคนรู้คำตอบดี
“ว่าอย่างไร?” หยางจวินถามอีก
ิเยี่ยและหม่านสือชีมองหน้ากัน
“จะเป็ผู้ใดได้...เหล่าเฉาเป็ถึงเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์ก่อน”
พวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมานาน รู้เื่บ้านเมืองดีกว่าิหยวน แม้ราชวงศ์เก่าจะล่มสลายไปร้อยปีแล้ว แต่ราชวงศ์เก่าก่อตั้งขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายมาสองร้อยปี รวบรวมแผ่นดินเป็หนึ่งเดียว ปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุข ราษฎรอยู่เย็นเป็สุข สุดท้ายเพราะไร้ทายาทสืบสกุล บัลลังก์จึงถูกชิงไป สร้างความสงสารแก่ราษฎรทั่วหล้า แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ผู้คนก็ยังคงร้องเพลงสรรเสริญราชวงศ์เก่า ดังนั้นแม้ตระกูลเฉาจะไม่เหลืออำนาจ แต่ก็ยังเป็ที่หวาดระแวงของผู้มีอำนาจ
ิเยี่ยขมวดคิ้ว
“เ้าหมายถึง...เป็ฝีมือของราชวงศ์ปัจจุบันหรือ? ไม่น่าใช่...ด้วยอำนาจล้นมือของฝ่าา หาก้ากำจัดใครสักคน เพียงแค่หาข้ออ้างใส่ร้ายป้ายสีก็เพียงพอแล้ว เหตุใดจึงต้องลงมือเช่นนี้? หากฮ่องเต้สั่งให้ขุนนางตาย ขุนนางผู้นั้นก็ต้องตาย ผู้ใดจะกล้าท้าทายอำนาจ?”
“นั่นสิ” ิหยวนพยักหน้าเห็นด้วย “แต่เหล่าเฉากลับกำชับว่าห้ามไปร้านยา ต้องมีบางอย่างแน่”
ทันใดนั้นหม่านสือชีก็นึกขึ้นได้ “ข้าไม่รู้ แต่เปล่าเฉาเป็คนรอบคอบ ระมัดระวังมาก ่นี้อยู่แต่ในหอพัก ไม่ยอมออกไปร่วมงานเลี้ยงที่ใด วันวันเอาแต่ท่องตำรากับข้า ข้ายังหัวเราะเยาะเขา หรือว่าแท้จริงแล้ว เขารู้ตัวมาก่อนล่วงหน้า?”
ิหยวนกลับมานั่งลงที่เดิม ขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด
“เหล่าเฉาไม่ไปโรงหมอ ชัดเจนว่าเขากลัวว่าเื่นี้จะแพร่งพรายออกไป ฉะนั้นมีเพียงสองเหตุผล หนึ่งคือเขารู้ว่ามีคนคิดจะสังหารเขา กลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าเขายังไม่ตายและจะถูกตามล่าอีกครั้ง สองคือเขากลัวว่าเื่ที่เขาถูกลอบสังหารจะแพร่งพราย จนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ผลลัพธ์อันใดกันถึงทำให้เขากังวลเช่นนี้ เขารู้หรือไม่ว่าผู้ใดเป็คนบงการอยู่เื้ั รวมถึง...”
ิหยวนขอให้ิเยี่ยกับหม่านสือชีออกไปเตรียมน้ำร้อนกับผ้าฝ้าย พอในห้องเหลือเพียงเขากับหยางจวิน ก็เงยหน้าขึ้นทันที ิหยวนจ้องมองหยางจวินด้วยสายตาประกายทันที “ผู้ใดเป็คนช่วยเขากันแน่?”
เมื่อครู่เด็กรับใช้วางชาสองถ้วยลงบนโต๊ะระหว่างพวกเขา ฟองอากาศเล็กๆ ผุดขึ้นมาจากก้นถ้วย ควันสีขาวลอยขึ้นมาจากถ้วยชา กลางดึกเช่นนี้อากาศหนาวเย็น หยางจวินสบตากับิหยวนก่อนจะหลบสายตา
“ข้าบังเอิญผ่านมานึกว่ามีโจรปล้นทรัพย์ก็เท่านั้น”
“บังเอิญอย่างนั้นหรือ?” ิหยวนแสยะยิ้มพลางยกถ้วยชาขึ้นมาอุ่นมือ “ข้าหารู้ไม่ว่า เดี๋ยวนี้ชาวบ้านในเมืองเจี้ยนคังพกอาวุธติดตัวด้วยหรือ?”
หยางจวินถอนหายใจเบาๆ ปราศจากคำตอบโต้ “ถือเสียว่าข้ายุ่งไม่เข้าเื่ก็แล้วกัน”
ิหยวนจ้องมองเขาอย่างจริงจัง
“บอกตามตรงก็ได้ เดิมทีข้าเพียงแค่มาแจ้งข่าว” หยางจวินขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองหน้าิหยวนสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจ “ท่านแม่ทัพเซี่ยฉีได้รับข่าวว่า่นี้อาจมีคนคิดร้ายต่อคุณชายเฉา บังเอิญข้าอยู่ที่เมืองหลวง ท่านแม่ทัพจึงสั่งให้ข้ามาคุ้มครองเขา คิดไม่ถึงว่าจะมาช้าไปก้าวหนึ่ง แต่ก็ยังดีที่มาทันจังหวะที่กำลังเกิดการเข่นฆ่ากัน”
“ท่านแม่ทัพเซี่ยรู้เื่นี้ได้อย่างไร?”
“ข้าเองก็ไม่ทราบ”
“เหตุใดเขาถึงต้องช่วยเหลือบัณฑิตธรรมดาๆ คนหนึ่งด้วย?”
“เื่นั้นไม่ใช่เื่ที่ข้าควรถาม ข้าเพียงแค่ทำตามคำสั่ง”
ิหยวนพยักหน้าเบาๆ แม้จะฟังดูไม่สมเหตุสมผล แต่เขารู้สึกว่าหยางจวินพูดความจริง
หากอีกฝ่ายคิดร้ายจริง เหตุใดจึงต้องช่วยเหลือเฉาอู๋จิ่ว? ด้วยฐานะของหยางจวิน หาก้าสร้างภาพลักษณ์ ย่อมไม่จำเป็ต้องลงมือด้วยตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาก็เป็แค่บัณฑิตธรรมดาๆ ไม่มีสิ่งใดดึงดูดใจหยางจวิน
หยางจวินมองิหยวน ตอนแรกเขาอยากถามอีกฝ่ายว่า มิอาจยอมรับความพ่ายแพ้ได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ แต่เพราะตนเป็ผู้ชนะจึงไม่อยากพูดจาดูถูกอีกฝ่าย จึงกลืนคำพูดลงไป
ขณะนั้นเอง หม่านสือชียกน้ำร้อนและผลักประตูเข้ามา สองคนนี้สบตากันและไม่พูดถึงเื่นี้ต่อหน้าหม่านสือชีอีก จางจิ่วรั่งเดินตามเข้ามา เขาไม่สนใจเื่ราวของผู้อื่น ก็แค่ให้การช่วยเหลือ แต่เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ิหยวนร่ำเรียนในบ้านนอกั้แ่วัยเยาว์ จนเพิ่งเข้ามาเรียนที่สำนักศึกษาหลวงโดยเป็เพียงบัณฑิตระดับชั้นเรียนทั่วไป แต่กลับมีอิทธิพลกับคนพวกนี้ราวกับเป็ผู้นำกลุ่ม จากพฤติกรรมของิหยวน ช่างเต็มไปด้วยความน่าฉงน
ขณะเขากำลังครุ่นคิด จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงครางเบาๆ จากบนเตียงจึงรีบร้องเสียงหลง “เขาฟื้นแล้ว!”
-----
