ถึงแม้สิ่งก่อสร้างรอบๆ อารามข้ามิญญาจะดูเก่าแก่ไปสักหน่อย แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่าทำความสะอาดไว้ได้อย่างเรียบร้อยยิ่ง ทั้งยังมีกลิ่นธูปอ่อนๆ ลอยคลุ้ง เพียงมองปราดเดียวก็ทำให้คนรู้สึกสบายกายสบายใจ ไม่มีกระทั่งเสียงพูดคุยที่ดังเซ็งแซ่เหมือนคราวที่อยู่ในอารามรูปแคว้นหรืออารามรัศมีสงฆ์ สถานที่แห่งนี้คลับคล้ายจะเป็สถานที่ที่เหมาะแก่พระผู้ละจากทางโลก้าจะปลีกวิเวกออกมาบำเพ็ญเพียรภาวนา
“พี่หญิงอวิ๋น ท่านเพิ่งมาถึงเมืองหลวง แต่เหตุใดจึงรู้จักสถานที่นี้ได้? ” เมื่อหลิ่วหว่านหรงจุดธูปกับอวิ๋นซีเสร็จแล้วก็เดินเล่นไปตามทางเดินของอาราม ที่นี่ปลูกไผ่ม่วงไว้ไม่น้อย การได้เดินอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ ทำให้คนรู้สึกเหมือนได้ตัดขาดจากโลกภายนอก วันเวลาหยุดนิ่ง
อวิ๋นซีอมยิ้มกล่าวว่า “เมื่อก่อนข้าเคยรักษาโรคให้พระชรารูปหนึ่ง พระรูปนั้นเป็พระที่อยู่ในอารามข้ามิญญานี่แหละ ตอนนั้นท่านนำลูกศิษย์เดินธุดงค์จากเมืองหลวงไปจนถึงดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ได้ยินว่าต้องเดินทางอยู่ปีหนึ่ง อีกทั้ง พระรูปนั้นยังเล่าให้ฟังถึงอารามข้ามิญญาแห่งนี้ คิดว่าที่นี่น่าจะไม่เลว ทั้งยังเชื่อว่าพระพุทธองค์คงจะชอบปฏิบัติธรรมในสถานที่เช่นนี้ จึงได้มา”
หลิ่วหว่านหรงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคนเป็หมอหญิง ตามที่ท่านอาเล่าให้ฟัง วิชาแพทย์ของพี่หญิงอวิ๋นนับว่าสูงส่งมาก ดังนั้น นางจึงไม่ได้สงสัยในคำพูดของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ถึงกระนั้นหลิ่วหว่านหรงก็ยังไม่รู้ว่า เหตุที่อวิ๋นซีมาที่นี่ นอกจากจะมาจุดธูปแล้ว ยัง้ามาพบคนคนหนึ่งด้วย
อวิ๋นซีบอกแก่หลิ่วหว่านหรงว่า นางจะพำนักอยู่ที่นี่สักสองวัน เพื่อคัดคัมภีร์พระไตรปิฎก ทันทีที่หลิ่วหว่านหรงรู้ว่านางจะรั้งอยู่ แน่นอนว่าย่อมไม่ยินยอมจากไป และทำเพียงให้คนกลับไปแจ้งที่บ้านเท่านั้น โดยบอกว่า อวิ๋นซีกลับเมื่อไร คนก็จะกลับไปเมื่อนั้น
เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่ายดื้อดึงเพียงนี้ อวิ๋นซีก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ทว่า เดินได้ครู่หนึ่งก็ถึงเวลาอาหาร พวกนางร่วมกินอาหารเจกันในอาราม พอตกบ่าย บรรดาสาวใช้ก็จัดการห้องหับเรียบร้อยพอดี ห้องของอวิ๋นซีและหลิ่วหว่านหรงต่างถูกจัดให้อยู่ในเรือนเดียวกัน สะดวกยิ่ง
รอจนกระทั่งได้กลับไปที่ห้องตน จากนั้นอวิ๋นซีก็แอบออกมาทางหน้าต่างด้านหลังอย่างไร้สุ้มเสียง ก่อนจะหายไปทางด้านหลังเขาของอารามข้ามิญญา และในยามที่นางได้เห็นเรือนไม้หลังเล็กๆ ที่ปรากฏสู่สายตา ร่างทั้งร่างเป็ต้องชะงักไป
นางเม้มปาก สูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นจึงค่อยเดินๆ เข้าไป ทว่าตอนที่เข้าใกล้เรือนไม้หลังนั้น บังเอิญเจอเข้ากับชายวัยกลางคนอายุราวๆ สี่สิบปีในอาภรณ์หยาบๆ สีเทา และชายงามสง่าอายุราวยี่สิบสามยี่สิบสี่ปีอีกคนหนึ่งกำลังเดินออกมา
ชั่วขณะนั้นชายในอาภรณ์หยาบที่ได้เห็นอวิ๋นซีเข้าก็ถึงกับอึ้งไป จากนั้นก็หันไปพูดอะไรบางอย่างกับคุณชายงามสง่า ชายคนนั้นยิ้มมองมายังอวิ๋นซี เพียงแต่ ยามที่เขาเห็นใบหน้าของอวิ๋นซีกลับชะงักค้างไปทั้งร่าง มุมปากเขากระตุกเล็กน้อย สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น พาคนรับใช้จากไปอีกทาง
อวิ๋นซีคิดว่าประหลาดยิ่ง คุณชายงามสง่าผู้นั้นราวกับรู้จักตนก็ไม่ปาน ไม่ น่าจะรู้จักกับคนที่หน้าตาคล้ายนางมากกว่า และเมื่อคิดถึงความเป็ไปได้หนึ่ง นางก็นึกถึงหลิงเยว่เซวียน หลายปีมานี้จวินเหยียนได้บอกกล่าวเื่มากมายให้นางได้รู้จนหมดแล้ว ทว่า มีเพียงอย่างเดียวที่เขายังไม่ได้บอกก็คือ หลิงเยว่เซวียนผู้นั้นเป็คุณหนูสูงศักดิ์ตระกูลใดในเมืองหลวง แต่เพราะเขาเลือกที่จะไม่พูด ตัวนางเองก็ไม่คิดซักไซร้ต่อไป
หรือว่า ชายคนนั้นจะเป็ญาติของหลิงเยว่เซวียน? ดังนั้น ยามที่เขาเห็นตนถึงได้มีสีหน้าแปลกประหลาด?
ถึงแม้จะสงสัย แต่นางก็รู้ดีว่าเป้าหมายการมาเยือนในครั้งนี้ของตนคืออะไร นางมองไปยังชายที่กำลังมองนางอยู่ ชั่วขณะนั้นมีความคิดเป็หมื่นพันวิ่งวนอยู่ในหัว นางยังไม่ทันได้พูดอะไร และเป็ชายวัยหลางคนที่กล่าวขึ้นก่อน “มาถึงที่นี่แล้ว ก็แค่เพียงมาดูข้าเท่านั้นหรือ? ”
เมื่ออวิ๋นซีได้ยิน ขอบตาก็แดงก่ำ...เป็เขา ที่แท้แล้วเขารู้
นางก้าวไปด้านหน้าสองสามก้าว คุกเข่าลงบนพื้น สะอึกสะอื้นร้องไห้ “ท่านน้า...”
ถูกต้อง คนคนนี้ก็คือน้าชายแท้ๆ ของเฉียวอวิ๋นซี หานอี้ เมื่อสิบห้าปีก่อนหานอี้ทำงานอยู่ในกองมหาดเล็กรักษาพระองค์ ครั้งหนึ่งยามที่เขากำลังตามจับนักฆ่าที่ลอบเข้าวัง เขาได้กำจัดนักฆ่าผู้นั้นทิ้ง แต่สุดท้ายกลับต้องตกลงไปในหน้าผา เป็ตายไม่แน่ชัด เพราะไม่พบศพ
หลังจากที่เื่นี้ผ่านไปแล้วหนึ่งปี ในที่สุดเขาก็เขียนจดหมายถึงมารดาของนาง ฮูหยินเฉียว ในยามนั้นแท้จริงแล้วเป็เ้าอาวาสของอารามข้ามิญญาที่ช่วยเหลือไว้ ตอนหลังเขาจึงอาศัยอยู่ที่อารามข้ามิญญาแห่งนี้มาโดยตลอด อีกทั้ง เ้าอาวาสผู้นั้นยังได้บอกกล่าวต่อเขาอีกว่า ก่อนเขาจะอายุสี่สิบปี ห้ามเหยียบย่างกลับเข้าไปยังฝุ่นแดง [1] มิฉะนั้นจะเป็ภัยถึงชีวิต
ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของท่านน้า ในภายหลังท่านตาจึงได้ยอมรับกลายๆ ให้เขาได้ใช้ชีวิตหลบเลี่ยงจากโลกภายนอกอยู่ที่นี่
หานอี้ขึ้นหน้ามาประคองอวิ๋นซีให้ลุกขึ้น เขายิ้มพูดว่า “เด็กน้อย เดิมทีข้ายังคิดอยู่ว่าท่านอาจารย์จะหลอกข้า เพราะน้าเ้าเกือบจะรอต่อไปไม่ไหวแล้ว”
อวิ๋นซีไม่แม้แต่จะคิดก็โผเข้าไปในอ้อมกอดของหานอี้ นางร้องไห้ออกมาอย่างหนักราวกับกำลังปลดเปลื้องความทุกข์ใจที่เคยแบกไว้ “ท่านน้า ข้านึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว” ก่อนกลับมาเมืองหลวง นางยังลังเลอยู่ว่า ตนควรจะมาอารามข้ามิญญาแห่งนี้เพื่อมาพบหานอี้ดีหรือไม่ จนกระทั่งเมื่อหลายวันก่อนเป็หานอี้ที่เขียนจดหมายมาถึงนาง
ตอนนั้นเพียงเห็นข้อความที่เขาเรียกตนว่าซีเอ๋อร์ นางก็อึ้งไป เพราะนี่เป็คำเรียกเฉพาะที่ท่านน้า พี่ใหญ่ และพี่รองใช้เรียกนาง ซึ่งในจดหมายฉบับนั้นเขียนไว้แค่คำคำเดียวนี้ เพื่อให้นางมาหาเขา
หานอี้ไม่พูดอะไรทั้งนั้น ทำเพียงปล่อยให้นางร้องไห้ต่อไป ให้นางได้ปล่อยทุกสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมาให้หมด เพราะเขารู้ดีว่า หลายปีมานี้เด็กคนนี้คงลำบากมามาก รอจนอวิ๋นซีร้องไห้จนพอแล้ว หานอี้ถึงได้ให้นางนั่งลง จากนั้นก็เริ่มเล่าให้ฟังว่า เขารู้ได้อย่างไรว่านางกลับชาติมาเกิดใหม่
อวิ๋นซีตกตะลึงเป็อย่างยิ่ง “ท่านน้า ความหมายของท่านคือ เหตุที่อาซีได้มาเกิดใหม่ เป็เพราะท่านเ้าอาวาสที่ช่วยอาซี แก้ชะตาสู้ลิขิตฟ้าอย่างนั้นหรือ”
“อืม ท่านอาจารย์ตรวจดูลิขิตฟ้า จากนั้นก็เผาผลาญชีวิตตนเพื่อแก้ชะตาสู้ลิขิตฟ้าให้เ้า” ตอนนั้นหานอี้เองก็คิดว่าเื่นี้น่าเหลือเชื่อเกินไป คิดไม่ถึงว่าบนโลกใบนี้จะยังมีความสามารถที่ช่วยให้คนที่ตายไปแล้วได้ฟื้นกลับมามีชีวิตใหม่ได้ด้วย
เพียงแต่ เพื่อสิ่งนี้ถึงกับต้องเสียสละชีวิตของอาจารย์ ด้วยเื่นี้ ทำให้เขาคิดวิตกอยู่ตลอด แต่อาจารย์ก็บอกแล้วว่า เหตุที่ท่านทำเช่นนี้ก็เพื่อสรรพชีวิตในใต้หล้า ถึงแม้เขาจะยังไม่เข้าใจ แต่ก็รู้ดีว่า เหตุที่อาจารย์ทำเช่นนี้ จักต้องมีเหตุผลอย่างแน่นอน
เมื่ออวิ๋นซีได้รู้สิ้นทุกสิ่งอย่าง ในใจก็ไม่รู้ว่าควรจะบรรยายความรู้สึกของตนในยามนี้อย่างไร หากจะบอกว่าไม่ซาบซึ้ง นั่นคงจะเป็การหลอกลวง ชายชราผู้หนึ่งที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน แต่เพื่อให้ตัวนางได้มาเกิดใหม่ คนต้องเผาผลาญชีวิตตนเพื่อแก้ชะตาสู้ลิขิตฟ้า บุญคุณใหญ่หลวงนี้ ชั่วชีวิตนี้นางคงไม่มีโอกาสได้ทดแทนแล้ว
“อาจารย์เคยบอกว่า หากเ้ามีใจคิดอยากจะตายแทนท่าน ไม่ว่าเื่ใดก็จงเห็นประชาชนมาก่อนเสมอ” หานอี้ยื่นมือออกไปลูบศีรษะของอวิ๋นซี ถึงแม้รูปลักษณ์ของหลานตรงหน้าจะไม่เหมือนเดิม แต่เขาก็รู้ว่า นางคือเด็กหญิงตัวน้อยที่เคยชอบตามติดอยู่ข้างหลังเขา
ถึงแม้อวิ๋นซีจะไม่เข้าใจในความหมายของประโยคที่ท่านเ้าอาวาสทิ้งไว้ให้ แต่ไม่ว่านางจะทำเื่อันใดล้วนต้องยึดถือประชาชนของหนานเย่าเป็สำคัญ ไม่ว่าอย่างไร หากสามารถไม่ทำร้ายพวกเขาได้ นางก็จะไม่ทำ
นางพยักหน้าอย่างจริงจัง จากนั้นจึงถามต่อว่า “ท่านน้า ในเมื่อตอนนี้ท่านก็อายุสี่สิบแล้ว เช่นนั้นกลับไปที่จวนอ๋องกับอาซีเถิดนะเ้าคะ”
หานอี้ยิ้มอย่างมีเมตตา “เ้ากลับไปก่อน น้าให้สัญญา สิบวันให้หลัง จะไปหาเ้า” เขายังมีเื่บางอย่างให้ต้องจัดการอีกนิดหน่อย ดังนั้น ตอนนี้จึงยังไม่อาจกลับไปเมืองหลวงพร้อมเด็กน้อยได้
เดิมทีอวิ๋นซีคิดว่าเขาจะปฏิเสธ แต่เมื่อได้ยินคำตอบเขา นางก็ถอนใจโล่งอก “ได้เ้าค่ะ อาซีจะรอท่านที่จวนอ๋อง”
ยามนี้พี่รองยังอยู่ที่หลงชวีหยวน ส่วนพี่สะใภ้รองและหลานทั้งสอง ตัวนางไม่มีสถานะและสิทธิ์ใดจะไปพบพวกเขา ตระกูลเฉียวนับว่าติดค้างพวกเขาสามแม่ลูกมากเหลือเกิน อีกทั้ง ในตอนนี้เื่ทั้งหลายยังไม่แน่นอน นางย่อมไม่ควรทำอะไรทั้งนั้น มิเช่นนั้นอาจนำภัยไปสู่พวกเขา
เมื่อคิดเช่นนี้ นางก็ปรารถนา ให้ท่านน้าสามารถอยู่ข้างกายนางได้
————————————————————————————————
เชิงอรรถ
[1] ฝุ่นแดง(红尘)เปรียบเทียบถึงโลกมนุษย์หรือสังคมโลกีย์
