ิหยวนมองตามหลังเขาไป ก่อนจะเดินไปที่หัวเรือพบว่า เหยี่ยวตัวนั้นกำลังบินวนไปมาอยู่บนอากาศอย่างงดงามและสง่างามราวกับขนนก ก่อนจะร่อนลงมาเกาะที่แขนของลูกเรือ เจียงเสี่ยวเจียงเอื้อมมือไปจับ เหยี่ยวกลับกางปีกออกอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็ลมหวิว ทำให้เจียงเสี่ยวเจียงรีบหลบพลางลูบจมูก “ยังไม่ยอมให้ข้าจับเหมือนเดิม”
“ข้าขอลองดู!”โหวฟางรีบเข้ามา แต่เจียงเสี่ยวเจียงรีบห้ามไว้แล้ว ทว่ามือของโหวฟางก็แตะลงบนหลังของเหยี่ยวแล้ว เหยี่ยวที่เคยทำท่าหยิ่งผยอง กลับยืนนิ่งปล่อยให้นางัั บนใบหน้ากลับเผยให้เห็นท่าทางที่ดูคล้ายกับการยอมรับและภาคภูมิใจ เจียงเสี่ยวเจียงจ้องมองเหยี่ยว แล้วก็ชี้ไปที่โหวฟาง จากนั้นก็ชี้มาที่ตนเองอย่างไม่พอใจ เหยี่ยวกลับเบือนหน้าหนี การกระทำของเหยี่ยวทำให้คนรอบข้าง ั้แ่ิหยวนไปจนถึงลูกเรือ อดหัวเราะไม่ได้
“แปลกจริง เหยี่ยวหวน ตัวนี้ไม่เคยให้คนแปลกหน้าจับ”
ิหยวนสงสัย “เหตุใดถึงเรียกว่าเหยี่ยวหวนกัน?”
“อ๋อ ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนท่านหวนกงชำนาญการฝึกเหยี่ยวมาก ในยามที่ยกทัพไปทำาทางเหนือ ก็จะปล่อยเหยี่ยวออกไปสอดแนมความเคลื่อนไหวของข้าศึก ท่านแม่ทัพเซี่ยโหวถึงได้รู้จุดแข็งจุดอ่อนของข้าศึกและได้รับชัยชนะทุกครั้ง ชาวบ้านจึงเรียกเหยี่ยวที่นี่ว่าเหยี่ยวของท่านหวนกง ต่อมาจึงกลายเป็เหยี่ยวหวน”
ิหยวนยิ้ม เื่เล่าในยุทธภพพวกนี้ ฟังไว้ก็พอแล้ว ั้แ่เริ่มออกเดินทาง ในใจของเขาก็รู้สึกกระวนกระวายอย่างประหลาด ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด
โหวฟางกลับกระพริบตาแล้วเชื่อเสียสนิท “จริงหรือ? หรือว่าเพราะข้าเคยผูกพันกับท่านหวนกง มันถึงได้มีจิตััและยอมให้ข้าจับกัน?”
“เหลวไหล! เ้าเพิ่งอายุเท่าใดกัน ท่านหวนกงตายไปนานแล้ว คงจะฝันไปเองมากกว่า” ิหยวนรีบดึงนางที่เอาแต่พูดจาไร้สาระมา หากท่านหวนกงยังอยู่ก็คงดีแล้ว แต่ในราชสำนัก เื่นี้เป็เื่ที่ต้องห้าม อย่าได้กล่าวถึงให้เสียเื่เลย
“เื่จริงนะ! ท่านพ่อไม่เคยบอกกับเ้าหรือว่าท่านเคยเป็ศิษย์ร่วมสำนักศึกษาหลวงกับคุณชายหวนฉี ทั้งยังเคยไปพักที่จวนสกุลหวนด้วย ไม่ใช่เื่ที่บังเอิญเลยนะ ที่นี่ก็ไม่มีคนนอก จะพูดก็ไม่เห็นเป็ไร” โหวฟางยิ้มอย่างซุกซน ใบหน้าแดงก่ำราวกับดอกไม้ เจียงเสี่ยวเจียงเฝ้ามองอย่างไม่ละสายตา
หัวใจของิหยวนเต้นแรง! ศิษย์ร่วมสำนัก?
ลูกเรือลูบหัวเหยี่ยวด้วยท่าทางที่ไม่มีผู้ใดเข้าใจ ก่อนจะรายงานเจียงเสี่ยวเจียง “ละแวกนี้ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ไม่มีแม้แต่เรือสำปั้น คุณชายโปรดวางใจเถิด”
ช้าก่อน
“พวกเราถึงไหนกันแล้ว?”
“ยังอยู่ในเขตเมืองลี่หยางกระมัง”
“ลี่หยาง? ที่นั่นเป็ที่อยู่อาศัยเดิมของตระกูลหวนมิใช่หรือ?”
“ใช่แล้วอย่างไร ก็บอกไปแล้วว่าเหยี่ยวที่นี่เรียกว่าเหยี่ยวหวน บริเวณนี้เป็เขตแดนของตระกูลหวนมาหลายชั่วอายุคน”
ิหยวนลุกขึ้นยืนจ้องมองผืนน้ำอันกว้างใหญ่ เขาเข้าใจสักทีว่าความกระวนกระวายใจของตนมาจากไหนก่อนหน้านี้ ทั้งเื่ฮ่องเต้ถูกลอบปลงพระชนม์ และเื่เฉาอู๋จิ่วถูกลอบทำร้าย ล้วนเกี่ยวพันกับตระกูลหวน ในใจของเขา ตระกูลหวนและหวนฉี คือคนที่อันตรายอย่างที่สุด การต่อสู้ของตระกูลหวนและตระกูลเซี่ยเกี่ยวข้องกับาระหว่างทางเหนือและใต้เมื่อยี่สิบปีก่อน ตระกูลหวนพ่ายแพ้ในการทำาทางเหนือ ตระกูลเซี่ยจึงถือโอกาสยึดอำนาจ แล้วตอนนี้ในเมื่อกำลังจะเกิดาอีกครั้ง ตระกูลหวนจะหันกลับมาแก้แค้นหรือไม่? จะรวมมือกับเป่ยฉีเพื่อวางแผนทำร้ายตระกูลเซี่ยหรือไม่? จะแอบลอบสังหารหวังอี้จือและพวกเรา แล้วใส่ร้ายตระกูลเซี่ยหรือไม่? การปกครองของแคว้นหนานฉู่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยเื่นี้หรือไม่?
“เสี่ยวเจียง ข้าขอความกรุณาท่านให้ทุกคนระวังตัวด้วย แม้จะอยู่ในเขตแดนตนเอง แต่อันตรายก็อาจจะอยู่รอบด้าน”
สีหน้าของิหยวนจริงจังจนเจียงเสี่ยวเจียงต้องเก็บท่าทีประมาทลง แล้วพยักหน้ารับ สั่งให้ทุกคนระวังตัวให้มากขึ้น ตอนกลางคืนจะปล่อยเหยี่ยวและสุนัขออกมาตรวจตรา
หวังอี้จือชอบความสงบ เขาอ่านตำราอยู่ในห้องโดยสาร จึงไม่ได้ขึ้นมาบนดาดฟ้า ิหยวนเดินดูรอบๆ เรือแล้วก็ตัดสินใจลงไปหาเขา เขาเคาะประตูแล้วถามตรงๆ “ท่านพี่หวัง ท่านพอจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับท่านแม่ทัพหวนและท่านแม่ทัพเซี่ยฉีให้แก่ข้าได้หรือไม่?”
ยามนี้ทหารทั้งแผ่นดิน เจ็ดส่วนอยู่ในมือของตระกูลเซี่ย อีกสามส่วนอยู่ในมือของตระกูลหวน ล้วนเป็ผู้ที่มีอำนาจเหนือผู้ใด ในฐานะของิหยวน เขาจึงไม่สามารถเข้าใกล้คนเ่าั้ได้ ส่วนหวังอี้จือนั้นแตกต่างออกไป
หวังอี้จือผงะเล็กน้อย ก่อนจะพยายามคิดแล้วตอบ “ข้าค่อนข้างคุ้นเคยกับท่านลุงเซี่ยมากกว่า เขาเป็คนมีคุณธรรม จิตใจดีมีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ ไม่ได้เป็คน ‘น้ำนิ่งไหลลึก’ แบบที่ยึดติดกับฐานันดรศักดิ์ ทั้งยังเป็คนใจดี พวกเราเหล่าเด็กหนุ่มล้วนยกย่องเขาที่สุด ส่วนท่านแม่ทัพหวนฉีข้าเคยเห็นเพียงไม่กี่ครั้ง ได้ยินมาว่าฝีมือหมากล้อมของเขาอยู่ในระดับเจ็ด ฝีมือการต่อสู้ก็อยู่ในระดับเจ็ด บทกวีก็อยู่ในระดับเจ็ด มีฉายาว่า ‘หวนเจ็ดระดับ’ ทั้งสองคนได้รับการยกย่องให้เป็ยอดคนทั้งสองของแคว้นหนานฉู่ ย่อมต้องเก่งกาจมากแน่ๆ แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไร?”
“แต่ทุกครั้งที่ข้าเห็นเขา ข้ากลับรู้สึกว่าเขามีจิตใจมืดมนและเ็า ยามใดที่เห็นเขา ข้าก็รู้สึกหนาวเย็น เมื่อตอนเด็กๆ ข้ารู้สึกกลัวและไม่กล้าสบตาเขา ท่านปู่บอกว่า ‘เขาเป็คนมีจิตใจเหมือนหมาป่า อย่าได้ประมาทเขา’”
ิหยวนพยักหน้า เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ทุกครั้งที่คิดถึงคนผู้นี้ เขาก็รู้สึกกระวนกระวายใจ
“ท่านถามเื่นี้ด้วยเหตุใดหรือ?”
“ไม่มีอันใด เพียงแค่อยากจะทำความเข้าใจผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการทำาครั้งนี้”ิหยวนย้ำเขา “ตอนกลางคืนนอนหลับก็ให้ระวังตัวด้วย”
“เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
“เพื่อความไม่ประมาท เพราะอย่างไรเสียก็อยู่ในเขตแดนของตระกูลหวน...ระวังตัวไว้หน่อยจะดีกว่า”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกกระมัง? หากเขาทำร้ายพวกเราก็เท่ากับสร้างศัตรูกับคนทั้งแผ่นดิน”
“ข้าเพียงแต่บอกว่าให้ระวังตัวไว้เท่านั้น”
ิหยวนเดินตรวจตราและกำชับทุกคน แล้วจึงกลับเข้าห้องไป คว้าค้อนไม้ที่เจียงต้าขวยทำขึ้นมาติดมือไว้ด้วย เขาพักห้องเดียวกับิเยี่ย แต่เมื่อถึงเวลานอน ิเยี่ยก็ยังไม่กลับมา ไม่รู้ว่าไปเอาใจโฉมงามอยู่ที่ไหนเสียแล้ว
เมื่อถึงกลางดึก ิหยวนก็ได้ยินเสียงบางอย่างในความฝัน เขาจึงรีบลุกขึ้น
เมื่อตั้งใจฟังอีกครั้งกลับไม่ได้ยินอะไร
ในขณะที่กำลังสงสัยและเตรียมจะล้มตัวลงนอนอีกครั้งสุนัขบนดาดฟ้าเรือก็เห่าเสียงดังขึ้น
เขารีบคลานลงจากเตียงคว้ากระบี่ยาวที่อยู่หัวเตียง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันแว่วมา จางจิ่วรั่ง?
“เ้าเองก็อยากดื่มด้วยเหรอ? ไม่ได้นะ เ้าต้องคอยเฝ้าดาดฟ้า ห้ามเมานะ เ้าเป็หมาดีนะ”
ิหยวนโล่งใจจึงล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
ในวันรุ่งขึ้นิหยวนออกมาพร้อมกับขอบตาดำคล้ำ เหมือนหมีแพนด้าในตำราสารานุกรมูเาและทะเล พบว่าหวังอี้จือก็เปิดประตูห้องโดยสารออกมาในสภาพไม่ต่างกัน ส่วนเจียงเสี่ยวเจียงและคนอื่นๆ กำลังยืนรับลมอยู่บนดาดฟ้าเรือ เมื่อเห็นทั้งสองก็อดหัวเราะไม่ได้ “เหตุใดจึงเป็เช่นนั้นไปได้เล่า? ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าไม่มีอะไร ใครจะกล้ามาล่วงเกินเรือพรรคต้าเจียงของพวกเรากัน?”
ิหยวนไม่กล้าวางใจและยังคงเฝ้าระวังทุกวัน
-----
