กองทหารม้าโลหิตยังรออยู่นอกเมืองอย่างสงบ
ทันใดนั้นทหารยามที่กลับมาจากตำหนักเ้าเมืองก็รีบขึ้นไปยังหอประตูเมืองและมองกองกำลังทหารม้าโลหิต ในใจก็อดหวาดหวั่นขึ้นมาไม่ได้
“สั่งให้ไปตำหนักเ้าเมืองเพื่อขอโทษตู๋กูเสี่ยว?”
ทหารยามกำลังระลึกถึงคำสั่งที่ได้รับมา หากเขาพูดประโยคนี้ออกไปล่ะก็ กองกำลังข้างนอกนั่นจะไม่สังหารเขาหรือ?
“พูดมา!”
เมื่อได้ยินเสียงะโอันดุดันที่ลอยมา ทหารยามคนนั้นถึงกับตัวสั่นด้วยความกลัว ก่อนหลับตาลงแล้วรีบกล่าวตอบไป “ท่านเ้าเมืองบอกว่าอยากให้พวกท่าน ปะ... ไปขอโทษที่ตำหนักของท่านเ้าเมือง”
เมื่อทหารยามคนนั้นพูดจบ เขาก็รู้สึกโล่งใจราวกับได้ปลดเปลื้องภาระอันหนักหน่วงออก แต่เหล่าทหารยามคนอื่นๆ กลับตื่นตระหนกเป็อย่างมาก ร่างของพวกเขาพลันสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม สมควรตาย! ไอ้บ้านั่นสมควรตาย! ทำไมถึงได้กล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมา เหล่าทหารม้าโลหิตเมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็พากันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่คลื่นลมปราณอันรุนแรงจะถูกปลดปล่อยออกมา ประกอบกับเสียงสายลมกระโชกที่พัดเข้าสู่เมือง ทำให้ฝูงชนต่างรู้สึกเย็นะเืขึ้นมา
หนาว! หนาวจะตายอยู่แล้ว!!! นี่มันหนาวเกินไปแล้ว! พวกเขารู้สึกหนาวสั่นั้แ่หัวจรดเท้า
หลินเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าัก็ควบม้าให้เดินไปด้านหน้าพลางคิดว่า อย่างน่าหลันซยงจะกล้าหาญถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ดวงตาภายใต้หน้ากากเผยร่องรอยขบขำออกมา หลินเฟิงกล่าวเสียงเรียบว่า “พวกเราไปขอรับผิดที่ตำหนักเ้าเมืองกันเถอะ”
“รับทราบ!” เสียงขานรับอย่างพร้อมเพียงกันได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ทุกคน ปลายหอกของเหล่าทหารม้าโลหิตต่างชี้ไปยังเมืองหยางโจว
เสียงของหลินเฟิงไม่ได้ดังมากนัก แต่เหล่าทหารยามและผู้คนในเมืองต่างก็ได้ยินกันทั้งหมด คำว่า ‘ขอรับผิด’ มันทำให้พวกเขาพลันเสียวสันหลังอย่างอดไม่ได้ ชายหนุ่มที่อยู่บนหลังม้าัผู้นี้ อาจเป็ผู้บัญชาการของกองกำลังทหารม้าโลหิตก็ได้ เพราะเขากล่าวเพียงไม่กี่ประโยค เหล่าทหารผู้น่าเกรงขามก็ปฏิบัติตามคำสั่งทันที
“ตึก! ตึก!”
แผ่นดินเริ่มสั่นะเือีกครั้ง เมื่อกองกำลังทหารม้าโลหิตพากันเคลื่อนขบวนอย่างพร้อมเพียง จนเกิดเสียงอึกทึกราวกับว่ามีสายฟ้าฟาดลงมาในใจของทุกคนอย่างต่อเนื่อง
รูปขบวนของกองกำลังทหารม้าโลหิตดูเหมือนัสีแดงขนาดั์ ที่เคลื่อนพลเข้าสู่เมืองหยางโจวอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นเองเมืองหยางโจวก็โกลาหลกันขึ้นมา ไม่มีใครกล้าเดินเพ่นพ่านอยู่บนถนน พวกเขาต่างพากันหลีกทางให้กองกำลังทหารที่เกรียงไกร
“เป็กองกำลังที่ทรงพลังอะไรเช่นนี้! พวกเขามาจากที่ไหนกัน? ทำไมเดินทางมาเมืองหยางโจว?”
ผู้คนในเมืองต่างตั้งคำถามขึ้นมามากมาย เมื่อเห็นกองกำลังขนาดใหญ่วิ่งผ่านพวกเขาไป จิตใจของพวกเขารู้สึกตื่นตระหนกและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน ช่างเป็กองกำลังที่แข็งแกร่งเหลือเกิน! ถึงแม้ว่าพวกเขาจะยืนหลบอยู่ด้านข้าง แต่กลิ่นอายของทหารเ่าั้ก็ทำให้ขาพวกเขาสั่นไม่หยุด กระทั่งไม่กล้าเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น
บรรยากาศตำหนักเ้าเมืองในยามนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้ร่วมงานยังดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน
ทันใดนั้นพื้นดินก็เริ่มสั่นะเือย่างรุนแรง จนทำให้ผู้คนในตำหนักเ้าเมืองต่างพากันชะงักและขมวดคิ้วเครียด
เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดังสนั่นอย่างต่อเนื่อง
“เกิดอะไรขึ้น?”
“นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้น?!”
ทุกคนที่อยู่ในงานเลี้ยงต่างลุกขึ้นยืนอย่างตื่นตระหนก ที่ด้านนอกมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
น่าหลันซยงขมวดคิ้วขณะมองออกไปนอกตำหนักด้วยแววตาครุ่นคิด
“ท่านพ่อโปรดวางใจเถอะ เพราะตู๋กูอยู่ที่ตำหนักแห่งนี้ พวกเขาจึงมาที่นี่เพื่อขอโทษเขา”
เมื่อน่าหลันเฟิงเห็นน่าหลันซยงขมวดคิ้วมุ่น นางจึงกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มบางๆ ด้วยสถานะของตู๋กูเสี่ยวแล้ว เขายังต้องกลัวกองกำลังเล็กๆ พวกนี้ด้วยหรือ
“นั่นสินะ”
น่าหลันซยงพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวต่อไปว่า “ทุกท่านเชิญดื่มกันต่อเถอะ พวกเขาแค่มาขอรับผิดเท่านั้นเอง!”
แม้จะได้ยินเช่นนั้น แต่แเื่ที่มาร่วมงานก็ไม่อาจบรรเทาความกลัวในใจลงได้อยู่ดี กองกำลังเหล่านี้มาขอรับผิดจริงๆ อย่างนั้นหรือ? แล้วทำไมพวกเขารู้สึกได้ถึงจิตสังหารอันเย็นะเืที่แผ่ออกมาอย่างต่อเนื่องล่ะ
เสียงตึงๆ ดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เหล่าทหารยามที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนักเ้าเมืองเห็นกองกำลังขนาดใหญ่เข้ามาใกล้ก็ตื่นใเป็อย่างมาก
ชุดเกราะสีแดง ม้าศึกสีแดง และท่าทางที่องอาจ ทำให้จิตใจของเหล่าทหารยามเกิดหวาดกลัวขึ้นมา
ไม่นานนัก กองกำลังขนาดใหญ่ก็เดินทางมาถึงหน้าตำหนักเ้าเมือง
“ตูม!!!”
สิ้นเสียงะเิดังสนั่น ตามมาด้วยคมมีดสายลมกระแทกกับบานประตู จนเกิดะเิเสียงดังขึ้น ประตูั์เบื้องหน้าถูกบดขยี้ลงอย่างง่ายดายราวกับเต้าหู้นิ่มๆ
“ตูม!!!”
เสียงสั่นะเืยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกสิ่งที่อยู่ด้านหน้าตำหนักล้วนถูกทำลายจนหมดสิ้น อะไรที่ขวางทางพวกเขาล้วนถูกทำลายจนย่อยยับ
เมื่อสิ่งกีดขวางถูกทำลาย กองกำลังทหารม้าโลหิตจึงเข้าสู่ตำหนักเ้าเมือง พวกเขามองเห็นกองกำลังทหารม้าที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา กำลังเคลื่อนขบวนเข้ามาอย่างเป็ระเบียบ
เหล่าทหารยามที่เฝ้ายามอยู่ต่างถูกกลืนหายเข้าไปในคลื่นทหารม้า พวกเขาปล่อยให้กองกำลังทหารม้าโลหิตผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ โดยยืนนิ่งๆ อยู่กับที่ราวกับว่าหากพวกเขาขยับตัวเมื่อไร ก็อาจถูกม้าศึกที่สูงใหญ่เหยียบเอาได้ แม้ว่าเหล่าทหารม้าโลหิตจะเดินผ่านพวกเขาไปเฉยๆ โดยไม่ได้แตะต้องพวกเขาเลยสักนิด แต่พวกเขาก็ยังตัวสั่นไม่หยุดด้วยความหวาดกลัว
ผู้คนในตำหนักเ้าเมืองพากันแตกตื่น กองกำลังทหารที่แข็งแกร่งเช่นนี้ทำเอาขวัญของพวกเขาบินหนีกระเจิง
เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานภายในงานเลี้ยงได้ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงัน แน่นอนว่ามันถูกทำลายลงเพราะกองกำลังทหารม้าตรงหน้านั่น และคงไม่มีใครกล้าส่งเสียงใดๆ ออกมาได้ ขณะที่เผชิญหน้ากับกองทัพที่เกรียงไกรเช่นนี้
ทุกคนยืนขึ้นและมองม้าโลหิตจำนวนมหาศาลที่กำลังยืนอย่างสง่างาม พวกเขาไม่เคยเห็นฉากเช่นนี้มาก่อน จึงเริ่มตัวสั่นด้วยความหวั่นเกรง
กองกำลังทหารม้าโลหิตที่ยิ่งใหญ่สามารถทำลายเมืองเล็กๆ เช่นนี้ได้อย่างง่ายดาย
เพียงแค่มองเหล่าทหารที่อยู่บนหลังม้า ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนปัสสาวะเรี่ยราด
กองกำลังเหล่านี้ประกอบไปด้วยเหล่าทหารชั้นยอด ทหารทุกนายล้วนเป็ผู้บ่มเพาะอัจฉริยะและมีระเบียบแบบแผน ทว่าตอนนี้กองกำลังที่ทรงอำนาจเช่นนี้ได้มาอยู่ต่อหน้าพวกเขาแล้ว
เหล่าทหารโลหิตได้โอบล้อมผู้คนในงานเลี้ยงเอาไว้ ราวกับว่าไม่้าให้ผู้ใดหนีรอดออกไปได้แม้แต่คนเดียว
ตอนนี้ไม่มีใครสามารถหลบหนีออกไปได้
การกระทำของกองกำลังทหารม้าโลหิตได้สร้างความหวาดกลัวให้ทุกคนเป็อย่างมาก
หัวใจของน่าหลันซยงพลันสั่นไหวขึ้นมาพลางนึกสงสัยว่า กองกำลังที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังเช่นนี้มาเพื่อขอรับผิดจริงๆ หรือ?
ตู๋กูเสี่ยวขมวดคิ้ว ก่อนจะวางแก้วในมือลงแล้วเดินไปด้านหน้าฝูงชน
ตู๋กูเสี่ยวกวาดสายตามองเหล่าทหาร จากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็เ็ายิ่งขึ้น “กองกำลังทหารม้าโลหิต เหตุใดพวกเ้าถึงมาที่เมืองหยางโจวแห่งนี้กัน?”
กองกำลังทหารม้าโลหิตคือกองกำลังชั้นยอดของอาณาจักรเสวี่ยเยว่!
แขกที่มาร่วมงานเลี้ยงต่างตกตะลึงยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อรู้ว่าพวกเขาทั้งหมดคือกองกำลังทหารม้าโลหิต เป็เช่นนี้เองหรือ? มิน่าล่ะ… ทั้งม้าและชุดเกราะล้วนเป็สีแดง ที่แท้พวกเขาก็คือกองกำลังทหารม้าโลหิตที่แข็งแกร่งนั่นเอง
ไม่มีใครสนใจเขาราวกับเห็นตู๋กู่เสี่ยวเป็คนโง่ ซึ่งมันทำให้เขาโกรธมาก กองกำลังเหล่านี้กำลังทำให้เขาเสียหน้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะที่เขาเพิ่งจะได้โอ้อวดอิทธิพลและอำนาจของตนต่อหน้าทุกคน
“ผู้บัญชาการของพวกเ้าคือใคร? ให้มันออกมาพบข้าสิ!”
ตู๋กูเสี่ยวะโขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะรู้สึกหวาดกลัวกองกำลังตรงหน้า แต่เขาก็มาจากตระกูลตู๋กูที่ยิ่งใหญ่ เขาจึงไม่อาจทำให้ชื่อเสียงของตระกูลตู๋กูต้องแปดเปื้อนได้
สำหรับทุกคนในตระกูลน่าหลันแล้ว ตู๋กู่เสี่ยวเปรียบเสมือนพระเ้าผู้สง่างามและทรงอำนาจ แล้วกองกำลังทหารม้าโลหิตตรงหน้าก็มาเพื่อขอรับผิด ดังนั้นน่าหลันซยงจะยังต้องกลัวอะไรอีก
น่าหลันเฟิงเดินไปยืนข้างตู๋กู่เสี่ยวและจ้องมองเหล่าทหารม้าโลหิตด้วยสายตาเ็า ในใจก็รู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาเพราะไม่มีใครกล้าคุกคามตระกูลตู๋กู ต่อให้เป็กองกำลังทหารม้าโลหิตก็ตาม นี่แหละคือคนรักของนาง
“พวกเ้ากล้าดียังไง ถึงได้บุกรุกเข้ามาในตำหนักเ้าเมือง?”
น่าหลันเฟิงกล่าวอย่างเ็า นางรู้สึกว่าตัวเองช่างสง่างามราวกับเป็วีรสตรีก็ไม่ปาน นางไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิดเพราะนางยืนอยู่ข้างๆ คนตระกูลตู๋กู
“ออกมาพบ? กล้าดียังไง?”
ดวงตาภายใต้หน้ากากของหลินเฟิงวาวโรจน์ขึ้นมา เขาควบม้าเดินไปด้านหน้าช้าๆ ภายใต้หน้ากากสีทองแดงเต็มไปด้วยแววตาและรอยยิ้มเ็า เขาไม่สนใจตู๋กูเสี่ยวและน่าหลันเฟิงแต่อย่างใด หลินเฟิงเพียงมองไปที่น่าหลันซยงนิ่งๆ
“น่าหลันซยง ท่านเ้าเมืองหยางโจว ท่าน้าให้ข้าขอโทษอย่างนั้นหรือ?”
น่าหลันซยงตกตะลึงไปชั่วขณะ ทำไมมันถึงรู้จักเขาได้?
ทันใดนั้นตู๋กูเสี่ยวก็ะโแทรกขึ้นมาว่า “ข้ากำลังพูดกับเ้าอยู่นะ เ้าไม่ได้ยินหรือไง?”
หลินเฟิงขมวดคิ้วแล้วปรายตามองตู๋กู่เสี่ยว เ้าคนสามหาวคนนี้ ช่างรนหาที่ตายเสียจริง!
“เ้าเป็ตัวอะไร?”
หลินเฟิงพูดขึ้นมา ทำให้ดวงตาของทุกคนพากันเบิกกว้างจนแทบถลน
ตู๋กูเสี่ยวตกตะลึงเป็อย่างมาก สีหน้าของเขากลายเป็บิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะฉายแววเ็า
“ข้าแซ่ตู๋กู!”
ตู๋กูเสี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง ทำให้หลินเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ตระกูลตู๋กูอีกแล้วเหรอ?
มิน่าล่ะถึงได้รู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ ชายคนนี้กับตู๋กูซางดูคล้ายกันมาก เมื่อมองไปที่ตู๋กูเสี่ยวแล้ว หลินเฟิงก็แสยะยิ้มออกมา
“แล้วยังไง?”
“ตระกูลตู๋กูแห่งเมืองหลวง” ตู๋กูเสี่ยวกล่าวเสริมขึ้นมา
“เขาเป็คนจากตระกูลขุนนาง” น่าหลันเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงโอ้อวด
“ตอนนี้เ้าจงลงจากหลังม้าแล้วมาขอโทษข้าเดี๋ยวนี้! แล้วข้าจะทำเป็ว่าเื่ในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
เมื่อตู๋กูเสี่ยวได้ยินคำว่า ‘ขุนนาง’ สองคำนี้ สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและภาคภูมิใจขึ้นมา
“ตระกูลขุนนาง?” หลินเฟิงทวนคำพูดซ้ำอีกรอบหนึ่ง แล้วใช้สายตาเ็าก้มมองตู๋กูเสี่ยวที่เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง ไม่ผิดแน่… ท่าทางแบบนี้จะต้องเป็คนจากตระกูลตู๋กูแน่นอน
“ตัดแขนมันออกข้างหนึ่ง”
หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยเมย ทำให้ทุกคนพลันตกตะลึงขึ้นมา!