ฮวาเสี่ยวอวี้ลังเลใจ ไม่อยากขยับเขยื้อน เธอรู้สึกว่าฮวาเจาไม่ใช่คนโง่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว หลอกง่ายเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้เสียแล้ว แต่สายตาของปู่ที่จ้องมองเธอราวกับหมาป่า ทำให้เธอไม่กล้าขัดคำสั่งได้แต่ต้องทำตาม
ฮวาเสี่ยวอวี้ถือชามเดินไปบ้านฮวาเจา เมื่อเข้าไปในลานบ้าน กลิ่นหอมก็ยิ่งแรงขึ้น เพียงแค่ได้กลิ่น น้ำลายของฮวาเสี่ยวอวี้ก็ไหลเต็มปาก เธอไม่กลัวอะไรอีกแล้ว เพื่อของกินนี้ ต่อให้โดนตีก็คุ้ม!
"พี่ฮวา... " ฮวาเสี่ยววี่ยืนอยู่ข้างรั้ว ร้องเรียกด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร
ฮวาเจากำลังกินบะหมี่คลุกซอสเนื้อ เธอไม่เพียงให้หวังเินำเนื้อมาให้เท่านั้น แต่ยังให้เขานำข้าวสารและเส้นก๋วยเตี๋ยวมาให้อีกด้วย ปัญหาเื่ปากท้องของบ้านเธอจึงได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง
เมื่อเห็นฮวาเสี่ยวอวี้ ฮวาเจารีบวางตะเกียบ แล้วเดินพรวดพราดไปที่รั้ว ผลักเธอออกไปให้ห่าง หากฮวาเสี่ยวอวี้ไม่ระวังตัว เธอคงล้มกลิ้งไปแล้ว
"ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาบ้านฉัน! ห้ามเข้ามาแม้แต่หน้าประตู! ห้ามะโเรียกด้วย! ที่ฉันพูดนี่เธอไม่ฟังใช่ไหม?" ฮวาเจาถามด้วยน้ำเสียงดุดัน
"พี่ฮวา..." ฮวาเสี่ยววี้ยืนห่างออกไป ร้องไห้สะอึกสะอื้น "ฉันหิว..."
เด็กสาวผอมบาง ถือชามเปล่า ร้องไห้น่าสงสารแบบนี้ ช่างน่าเวทนาน่าเห็นใจยิ่งนัก ฮวาเจาหัวเราะเยาะ "ละครเก่ง! เธอไม่มีพ่อหรือไม่มีแม่? ที่บ้านอดข้าวเหรอ? เธอหิว? ถ้าเธอหิว คนทั้งหมู่บ้านก็คงไม่มีใครอิ่ม!"
บ้านฮวาซานมีแต่ผู้ชาย ลูกสาวน้อย อาหารเยอะ จะขาดข้าวสักมื้อให้เด็กหญิงคนหนึ่งได้ยังไง ดังนั้นปริมาณข้าวที่พวกเธอได้ในแต่ละมื้อจึงเท่ากับที่เด็กชายได้ ยิ่งด้วยความฉลาดของฮวาเสี่ยวอวี้ เธอมักจะหาของกินที่คนอื่นไม่รู้ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็มันเทศ มันฝรั่ง หรือแม้แต่ไข่ไก่
ฮวาเสี่ยวอวี้ยังคงร้องไห้ แต่คราวนี้เปลี่ยนเหตุผล "ปู่ให้ฉันมา เขาบอกว่าถ้าฉันไม่ได้อะไรกลับไป เขาจะตีฉันให้ตาย..."
"ไปเถอะ ไปอย่างสบายใจ ถ้าเขาตีเธอตาย ฉันจะแก้แค้นให้เธอเอง ให้เขาลงไปอยู่เป็เพื่อนเธอ" ฮวาเจาพูด
ฮวาเสี่ยวอวี้...
"พี่ฮวา ฉันขอแค่นิดหน่อยเอง ฉันจะได้เอาไปให้ปู่ได้..." เธอเหลือบมองซ้ายขวา แล้วกระซิบ "ฉันเอาไข่ไก่มาแลกก็ได้นะ"
ฮวาเจายิ้ม พลันะโเสียงดัง "อะไรนะ? เธอจะขโมยไข่ไก่ที่บ้านมาแลกกับฉันเหรอ? ฉันยิ่งไม่กล้ารับเลย! ถึงตอนนั้นปู่เธอต้องบุกมาถึงบ้านฉันแน่ ๆ แล้วให้ฉันชดใช้ไข่ไก่แน่!"
หน้าของฮวาเสี่ยวอวี้เขียวคล้ำ หากคนในบ้านรู้ว่าเธอคิดจะขโมยไข่ไก่ เธอต้องซวยแน่!
เธอถือชามแล้ววิ่งแจ้นจากไป เมื่อเลี้ยวพ้นมุม เธอจ้องมองแผ่นหลังของฮวาเจาด้วยความขุ่นเคือง
"ยัยอ้วนเหมือนหมู! เห็นแล้วอยากจะอ้วก! ไอ้คนนั้นตาบอดหรือไงกัน?"
ฮวาเจาหันกลับมาจ้องเธอ ฮวาเสี่ยวอวี้สะดุ้งเฮือก รีบวิ่งหนีกลับบ้าน เมื่อกลับถึงบ้าน เธอก็โดนตีไปหลายที
"ทำไมถึงได้ไร้ประโยชน์แบบนี้?!"
"เมื่อก่อนไม่ใช่ว่าสนิทกับฮวาเจาเหรอ?"
"ตกลงเธอไปทำอะไรให้เธอโกรธ?"
"ไม่ว่าเธอจะใช้วิธีไหน ต้องไปง้อเธอให้ได้!"
คนในบ้านต่างพากันด่าทอ ฮวาเสี่ยวอวี้ก้มหน้าร้องไห้ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความแค้น "ก็เพราะพวกคุณไปทุบบ้านเขาถึงได้เป็แบบนี้ไม่ใช่หรือไง! ตอนนี้กลับมาโยนความผิดให้ฉันอีก!"
แต่เธอก็ทำได้เพียงแค่ร้องไห้ ไม่กล้าทำอะไร
...
หลายวันต่อมา รถของเสี่ยวจ้าวก็มาถึงอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาที่สงสัยใคร่รู้ของชาวบ้าน พวกเขาขนตะกร้าจำนวนมากออกจากบ้านฮวาเจา คราวนี้มีคนอดรนทนไม่ไหว ถามขึ้นว่า "ฮวาเอ๋ย ในตะกร้าพวกนี้มันอะไรกันเหรอ?" ป้าหม่าถาม
"ถั่วงอกค่ะ" ฮวาเจาตอบเสียงดัง "วันนั้นฉันไปเยี่ยมเพื่อนกับปู่ เพื่อนเก่าของปู่ได้ยินว่าฉันเพาะถั่วงอกเก่ง พอดีว่าพวกเขาก็กำลัง้า เลยฝากฉันช่วยเพาะให้"
"ช่วย" นะ ไม่ใช่ "ขาย" หากให้คนพวกนี้รู้ว่าเธอทำเงินได้วันละพันกว่าบาท เธอคงไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุข
"อ้อ เป็อย่างนี้นี่เอง!" คนรอบข้างก็เข้าใจ ป้าหม่าลังเลใจ ยังอยากถามต่อ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรถามหรือไม่
"ไม่ได้รับเงินหรอกค่ะ" ฮวาเจารีบพูด "ฉันแค่ช่วย พวกเขาจะให้เงินฉันได้ยังไง แต่คุณลุงคนนั้นก็เกรงใจไม่อยากให้ฉันช่วยฟรี ๆ ก็เลยเอาถั่วเขียวมาให้ฉันสองสามกิโลเป็สินน้ำใจทุกครั้ง"
"อย่างนี้นี่เอง!" ป้าหม่าเชื่อ คนอื่น ๆ ก็เชื่อ พวกเขารู้แล้วว่าฮวาเจาช่วยใคร ช่วยหน่วยงานของรัฐ มันเป็เกียรติ จะรับเงินได้ยังไง พวกเขาคิดว่าอย่างมากหน่วยงานคงแจ้งให้ทางหมู่บ้านทราบ ให้เธอได้แต้มแรงงาน
แต่เมื่อไม่ได้แต้มแรงงาน การได้ถั่วเขียวมาสักสองสามกิโลก็ถือว่าไม่น้อยแล้ว ถั่วเขียวหนึ่งกิโลก็หลายบาท เพาะเป็ถั่วงอกก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย
เมื่อเห็นถั่วงอกขาวอวบที่โผล่ออกมาจากตะกร้า ทุกคนก็เชื่อแล้วว่าฮวาเจาเพาะถั่วงอกได้จริง
ป้าหม่ายังมีคำถามอีก แต่ก็ยังลังเลใจ สุดท้ายเธอคิดว่าจริง ๆ แล้วฮวาเจาก็เป็คนดี จึงเอ่ยปาก "ฮวาเอ๋ย สอนป้าเพาะถั่วงอกหน่อยได้ไหม?"
ถั่วเขียวหนึ่งกิโลกลายเป็ถั่วงอกหลายกิโล ไม่ว่าจะเอาไปขายหรือกินเองก็ถือว่าดีมาก โดยเฉพาะใน่เวลาที่ขาดแคลนอาหารอย่างนี้
คราวนี้ฮวาเจาเริ่มลังเล ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากสอน แต่เธอสอนไม่ได้จริง ๆ หากเธอเผยวิธีทั้งหมดให้คนอื่นไป คนอื่นก็ไม่สามารถเพาะถั่วงอกได้เหมือนเธอ สุดท้ายเธอจะกลายเป็คนเห็นแก่ตัวไปเปล่า ๆ
แต่จะไม่ตอบตกลงก็ไม่ได้ เพราะนั่นหมายถึงเธอเห็นแก่ตัวจริง ๆ
"ป้าคะ ฉันไม่เคยสอนใคร ไม่รู้จะสอนยังไง" ฮวาเจารีบพูดก่อนที่ป้าหม่าจะเปลี่ยนสีหน้า "เอาอย่างนี้ดีไหม ตอนที่ฉันเพาะถั่วงอก ป้าก็มาดูอยู่ข้าง ๆ อะไรที่ไม่เข้าใจก็ถาม ฉันจะบอกให้หมดเลย"
"เออ ดีเลย ดีเลย!" ป้าหม่าดีใจยิ่งกว่าเดิม การทำแบบนี้ดีกว่าแค่พูดสองสามคำเสียอีก ยิ่งถ้าแค่พูด เธอก็กลัวว่าจะฟังไม่เข้าใจ
เธอไม่ได้คิดอะไรมาก เธอแค่คิดว่าฮวาเจาไม่อยากสอนคนฟรี ๆ อยากหาคนมาช่วยงานสักสองสามวัน ยัยอ้วนคนนี้ฉลาดไม่เบา!
คนอื่น ๆ ที่ได้ยิน ก็พูดอยากมาเรียนรู้การเพาะถั่วงอกด้วย
"ได้ มากันทุกคนเลย!" ฮวาเจาไม่ปฏิเสธ
ลานบ้านของฮวาก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โรงเก็บของเดิมที่ทรุดโทรมนั้น เสี่ยวจ้าวได้ให้คนมาซ่อมแซมขยายให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมห้าหกเท่า สะอาดสะอ้านและกว้างขวาง
ภายในโรงเก็บของ มีชั้นวางเป็แถว ตะกร้าไม้ไผ่เรียงรายอย่างเป็ระเบียบ มองแล้วช่างน่าประทับใจ
ตอนนี้ฮวาเจาได้สั่งตะกร้าสานมา 750 ใบผ่านเสี่ยวจ้าวแล้ว เพาะถั่วงอก 150 ตะกร้าต่อวัน หมุนเวียน 5 วันก็พอดี ก่อนหน้านี้เพราะพื้นที่ไม่พอ เธอจึงอยากใช้ตะกร้า 300 ใบ หมุนเวียน 2 วัน แต่ตอนนี้มีพื้นที่พอแล้วก็ไม่จำเป็ต้องเสี่ยง
"ให้ตายเถอะ นี่เธอทำคนเดียวทั้งหมดเลยเหรอ?" ป้าหม่าอุทานด้วยความใ ตะกร้าที่เรียงรายมากมายขนาดนี้ แค่ขนย้ายก็ทำคนเดียวไม่ได้แล้ว!
"คุณปู่ของฉันก็ช่วยบ้างบางครั้ง" ฮวาเจาตอบ แต่ฮวาเฉียงช่วยได้เพียงเล็กน้อย เขาแค่ปิดฝาหลังจากที่ฮวาเจารดน้ำถั่วงอกแล้วเท่านั้น
"มา มาเริ่มกันเถอะ" ฮวาเจาพูด เธอไม่ได้ทำอย่างที่พูดไว้ว่าจะทำงานเงียบ ๆ แล้วรอให้คนอื่นถาม เธออธิบายรายละเอียดทุกขั้นตอน วิธีทำ ทำไมต้องทำแบบนี้ ห้ามทำแบบนั้น เธอพูดอย่างง่าย ๆ ชัดเจน เข้าใจง่าย เพื่อให้แน่ใจว่าใคร ๆ ก็สามารถเรียนรู้ได้ หากไม่ใช่คนโง่
บรรดาป้า ๆ ต่างก็เปลี่ยนความคิดที่มีต่อฮวาเจาทันที ใครบอกว่าฮวาเจาดุ? ฮวาเจาของเรานี่แหละใจดีที่สุดในหมู่บ้าน!
ฮวาเจาลงมือทำงานอย่างคล่องแคล่ว รวดเร็ว เธอแช่ถั่วสำหรับวันนี้ แล้วไปรดน้ำให้ถั่วงอกที่เพาะไว้วันก่อน ๆ การเพาะถั่วงอกนั้นง่ายมาก เพียงแค่แช่ถั่ว ใส่ตะกร้า รดน้ำ แล้วก็รอทาน แต่การรดน้ำนั้นต้องใช้แรงมาก ตะกร้ามีขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่รดน้ำแค่หนึ่งกระบวย ต้องรดให้ทั่วทุกเม็ดถั่ว แถมยังมีถึง 750 ตะกร้า
ต่อมาบรรดาป้า ๆ ทั้งหลายก็เข้ามาช่วยรดน้ำ สุดท้ายทุกคนก็เมื่อยล้าจนยกแขนไม่ขึ้น มันไม่ใช่สิ่งที่คนทำได้จริง ๆ!
เมื่อมองดูฮวาเจา เธอรดน้ำไปหลายร้อยตะกร้าด้วยท่าทีสบาย ๆ ดูเหมือนว่ายังมีแรงรดได้อีกหลายร้อยตะกร้า ทุกคนต่างประทับใจในตัวเธอ ฮวาเจาไม่ใช่คนี้เี แต่เธอคือยอดคนขยันอันดับหนึ่งของหมู่บ้าน!
