หลังจากคืนนั้น ซูเยียนไม่ถามคำถามอีกแต่นางเริ่มเงียบเงียบอย่างคนที่กำลังตัดสินใจบางอย่างรุ่งเช้า หิมะปกคลุมลานหน้าตำหนัก
ซูเยียนยืนอยู่กลางลานสองมือประสานกันช้า ๆ ตามสัญชาตญาณที่แม้แต่นางเองก็ไม่เข้าใจ
ลมหายใจเข้า…
ลมหายใจออก…
ความหนาวควรทำให้ผิวชาแต่กลับมีความร้อนอ่อน ๆ ซึมอยู่ใต้ิัเปลวพลังสีแดงคล้ายหมอกบาง ๆ ปรากฏรอบปลายนิ้ว
เทียนอวี้ที่ยืนมองจากระเบียงเบื้องบนชะงัก
“เ้ากำลังทำอะไร”
ซูเยียนไม่หันกลับมา
“ข้าไม่อยากกลัวมันอีก”
คำตอบสั้น แต่หนักแน่น
พลังนั้นสั่นไหวเล็กน้อยหิมะรอบกายละลายเป็วงกลม
นางกัดฟันแน่นเมื่อความทรงจำบางส่วนพุ่งเข้ามาอีกครั้งสนามรบโลหิตเสียงกรีดร้อง
“ไม่…”
พลังเริ่มปั่นป่วนพื้นหินใต้เท้าแตกร้าวเป็เส้นใยบาง ๆเทียนอวี้ะโลงมาข้างกายทันทียื่นมือจะจับแขนนาง แต่ชะงักหากแตะต้องมากเกินไป พลังอาจต่อต้าน
“ซูเยียน ฟังข้า” เขาพูดเสียงต่ำมั่นคง “พลังไม่ใช่ศัตรู เ้าเพียงต้องให้มันเชื่อฟังเ้า”
ดวงตาของนางเริ่มมีประกายแดงจาง ๆ
“แล้วถ้ามันคือสิ่งที่ทำลายทุกอย่าง…”
น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยเขามองนางนิ่ง
“สิ่งที่ทำลาย ไม่ใช่พลัง”
“แต่คือความหวาดกลัวของผู้คนที่ไม่เข้าใจมัน”
คำพูดนั้นทำให้มือของนางหยุดสั่นซูเยียนหลับตาอีกครั้งคราวนี้นางไม่ต่อต้านภาพในหัวไม่ผลักไสแต่เฝ้ามองมัน
หลีเยว่ยืนอยู่ท่ามกลางหิมะแดงดวงตาแน่วแน่ ไม่ใช่คลุ้มคลั่ง
“ข้าไม่เคยคิดทำลายโลก…” เสียงในความทรงจำดังขึ้น
เปลวพลังรอบกายเริ่มนิ่งลงหิมะที่ละลายกลับแข็งตัวอีกครั้งแต่ไม่แดงเป็สีขาวบริสุทธิ์
เทียนอวี้มองภาพนั้นด้วยความตกตะลึงเล็กน้อยนี่ไม่ใช่พลังที่เขาจำได้
มันสงบกว่านิ่งกว่าและ…เชื่อฟังนางซูเยียนลืมตาประกายแดงยังคงอยู่ แต่ไม่ดุร้าย
“ข้าจะฝึกมัน” นางพูดช้า ๆ “ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อข้าเอง”
เขาจ้องนางครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“เช่นนั้น ข้าจะเป็ผู้ชี้ทางให้”แต่ในใจของเขาความหวาดกลัวกลับเพิ่มขึ้น
เพราะหากนางควบคุมพลังได้สมบูรณ์นางอาจจำทุกอย่างได้รวมถึงความจริง…ที่เขาไม่กล้าบอกลมหนาวพัดผ่านครั้งนี้ หิมะไม่ได้ละลาย
แต่มีกลีบดอกเหมยสีแดงผลิบานท่ามกลางขาวโพลนเหมือนลางบอกเหตุว่าไฟในหิมะ…กำลังเติบโตอย่างเงียบงัน
