แววตาของติงเหว่ยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายครั้ง สุดท้ายนางก็ถอนหายใจเบาๆ นางยกมือขึ้นดื่มชาจนหมดถ้วยจากนั้นจึงยิ้มตอบพี่ชาย “คงเป็เพราะข้าโชคดีที่ได้มาซื้อในเวลานี้ หากพี่รองมาซื้อทีหลัง บางทีราคาคงพุ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าแล้วก็ได้”
พี่รองสกุลติงไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติของน้องสาว เขาจึงหัวเราะและพูดต่อว่า “น่าจะเป็เพราะเหตุนี้เองสินะ เ้าเด็กคนนี้อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง เ้าน่ะโชคดีั้แ่เด็กเลยนะ จำได้ไหม ครั้งหนึ่งเ้างอแงอยากให้แม่ทำเสื้อตัวใหม่ให้แต่แม่ไม่ยอม เ้าเลยปีนขึ้นไปบนต้นไม้ไม่ยอมลงมา จนขาเ้าเกิดเป็ตะคริวและตกลงมา แต่แทนที่เ้าจะาเ็ กลับเป็ข้าที่โดนเ้าทับจนเกือบอาเจียนออกมาเป็เื”
เมื่อพูดถึงเื่ราวน่าขบขันในวัยเด็กของน้องสาว พี่รองสกุลติงก็หัวเราะอย่างมีความสุข ทำให้อันเกอเอ๋อร์ที่นั่งอยู่บนตักของเขา แม้ไม่รู้ว่าฟังเข้าใจหรือไม่ ก็หัวเราะคิกคักตามท่านลุงไปด้วย…
ไม่ต้องพูดถึงขบวนรถม้าที่ออกนอกเมืองไปไกลแล้ว แค่บอกว่าเ้าของสำนักนายหน้าที่กำลังทุกข์ใจนั้น อยากจะเอาหัวโขกกำแพงเสียให้ได้ เดิมทีเขาคิดว่าจะกอบโกยกำไรจากราคาที่ตกต่ำที่สุด เขาจึงเอาทรัพย์สินทั้งหมดไปกักตุนเป็ร้านค้าหลายแห่ง
ไม่คิดเลยว่าคราวนี้โชคจะไม่เข้าข้าง อยู่ๆ ก็มีผู้สูงศักดิ์มาซื้อร้านของเขาไปในราคาต่ำสุด ไม่เพียงแต่เขาจะสูญเสียเงินไปมากมาย เขายังไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรอีกสักประโยค นี่มันเหมือนกับคนใบ้ที่กินบอระเพ็ด มีความขมขื่นแต่พูดไม่ได้จริงๆ
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดฝันก็คือ เมื่อกลับมาถึงลานหลังบ้าน ยังไม่ทันจะได้ดื่มน้ำชาให้หายเหนื่อย ก็มีชายวัยกลางคนหน้าตาธรรมดาๆ คนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา ชายคนนั้นยื่นถุงเงินให้ทันที “นี่คือเงินชดเชยความเสียหายเมื่อครู่ของเ้า จำไว้ว่าห้ามพูดอะไรออกไปเด็ดขาด!”
เ้าของสำนักนายหน้าใจนเกือบรับถุงเงินไม่ทัน เขาจึงรีบตอบอย่างงงงัน “อ่า ขอรับ ขอรับ…”
ชายคนนั้นไม่พูดอะไรมาก และหายตัวไปโดยการปีนกำแพงออกไป เหมือนลมหนาวในฤดูหนาวที่มาเร็วไปเร็ว เ้าของสำนักนายหน้ากลับมาได้สติ เขาลองเขย่าถุงเงินแรงๆ และะโโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจ!
“ไอ๊หยา! ได้กำไรแล้ว! ได้กำไรแล้วจริงๆ!”
ในถุงเงินนั้นมีเงินก้อนละห้าสิบตำลึงอยู่หกก้อน รวมเป็สามร้อยตำลึง เพียงพอที่จะชดเชยความเสียหายของเขาในวันนี้ แถมยังมีเหลืออีก ความดีใจที่ได้คืนมาทำให้เขาอยากจะร้องะโออกมา แต่กลับต้องยกมือขึ้นปิดปากตนเองไว้
ถึงแม้ว่าเขาจะโง่แค่ไหน ก็เดาได้ว่าการซื้อขายในวันนี้มีบางอย่างแปลกๆ แต่ไม่ว่าเื้ัจะเป็อะไรก็ตาม มันไม่เกี่ยวอะไรกับชาวบ้านตัวเล็กๆ อย่างเขา ถือตอนที่ฟ้ากำลังแจ่มใสเช่นนี้ไปหาร้านดีๆ สั่งกับข้าวอร่อยๆ สองสามจาน ดื่มเหล้าดีๆ สักจอก เพื่อผ่อนคลายและฉลองไปพร้อมๆ กัน…
ในค่ายกองทัพอี้จวินตอนเย็นเป็เวลาที่ครึกครื้นที่สุด เพราะวันนี้พี่รองของนางมาเยี่ยม ติงเหว่ยไม่สนใจอาการาเ็ที่ขาและลงมือทำอาหารเอง นางทำอาหารถึงสิบจานเต็มๆ ไม่ต้องพูดถึงรายการอาหารขึ้นชื่อของนางอย่างสามชั้นตุ๋นน้ำแดงเต็มหม้อใหญ่ แล้วยังมีซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน ปลาต้มน้ำมัน และแม้แต่เนื้อวัวตุ๋นมันฝรั่งที่ใช้เวลาทำนานก็ไม่พลาด
เมื่อกลิ่นหอมลอยออกมาจากกระโจม ในไม่ช้าหลายคนก็ทยอยเข้ามา ไม่ว่าจะเป็ผู้าุโเหว่ยและผู้าุโอวิ๋นที่เคยเป็คู่ปรับกันแต่กลับเดินเข้ามาด้วยกัน ไม่รู้ว่าบังเอิญเจอหรือแอบนัดกันมาก่อน และยังมีฟางซิ่นและฉู่ชีซีที่ตั้งใจนัดกันไว้ก่อนตามมาด้วย จากนั้นกงจื้อิและอวี้ฉือหุ่ยก็เป็คนสุดท้ายที่มาถึง
โต๊ะกลมขนาดใหญ่ที่สุดเต็มไปด้วยผู้คนอย่างรวดเร็ว พี่รองสกุลติงมองเห็นสองผู้าุโแย่งกันโอ๋หลานชายตัวน้อยของเขา แล้วเห็นน้องสาวพูดคุยกับทุกคนด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าจะเป็คนแก่หรือคนหนุ่มสาวต่างก็สนิทสนมกับนาง ในที่สุดเขาก็รู้สึกโล่งใจ
มื้อนี้ผ่านไปอย่างสนุกสนานที่สุด พี่รองสกุลติงดื่มเหล้าแรงไปครึ่งไห ในที่สุดต้องให้ต้าหวาช่วยประคองเขากลับไปนอน
เช้าวันรุ่งขึ้นติงเหว่ยตั้งใจทำโจ๊กข้าวฟ่างเพื่อให้พี่รองที่เมาค้างได้กินรองท้องก่อน ปรากฏว่าอวิ๋นอิ่งที่จะไปเชิญพี่รองกลับมาพร้อมกับท่าทางที่ลังเลใจ “แม่นาง คุณชายรองได้ออกเดินทางไปั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง เขาฝากต้าหวามาบอกท่านว่าไม่ต้องเป็ห่วงเื่ที่บ้าน เพียงดูแลอันเกอเอ๋อร์ให้ดีก็พอ…”
“อะไรนะ! พี่รอง…” ติงเหว่ยตาแดงก่ำน้ำตาคลอเบ้า นางยกขาจะวิ่งออกจากกระโจม แต่ขาที่าเ็ทำให้นางเคลื่อนไหวลำบาก นางโกรธจนยกมือขึ้นทุบตัวเอง พอดีกับที่กงจื้อิเปิดม่านเข้ามาเห็น เขาจึงรีบเข้ามาอุ้มนางเอาไว้ทันทีและพูดด้วยความเป็ห่วงว่า “เ้าทำอะไรน่ะ?”
“พี่รองไปแล้ว พี่รองของข้าไปแล้ว ข้ายังไม่ได้คุยกับเขาให้มากกว่านี้เลย!” ติงเหว่ยซบอยู่ในอ้อมอกของเขาและบีบเสื้อของเขาไว้แน่น นางน้ำตาไหลพราก แม้ว่าพี่ชายจะห่างเหินจากครอบครัวเพราะความสัมพันธ์กับพี่สะใภ้ นางเองก็เคยโกรธแต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็ครอบครัวของนาง เขาเดินทางไกลเพื่อมาดูนางสักครั้งเพื่อให้แน่ใจว่านางสบายดี และยอมยกทุกอย่างที่มีเพื่อไม่ให้นางถูกผู้อื่นดูิ่…
“ฮือๆ ข้าไม่อยากให้เขาไป ข้ายังไม่ได้เตรียมของฝากให้ท่านพ่อท่านแม่ ข้ายัง…”
กงจื้อิอุ้มนางมานั่งลงบนเก้าอี้และเช็ดน้ำตาให้นางอย่างแ่เบาแล้วพูดปลอบว่า “เมื่อเราถึงเมืองหลวงและตั้งหลักได้แล้ว ข้าจะพาทุกคนในครอบครัวมาอยู่กับเ้า”
ติงเหว่ยสะอึกสะอื้นและส่ายศีรษะ “ไม่ต้อง เดี๋ยวข้าขอลองคิดก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“ตกลง เอาตามที่เ้าว่าเลย”
กงจื้อิหันไปให้สัญญาณกับอวิ๋นอิ่ง อวิ๋นอิ่งก็รีบหมุนตัวออกไปทันที
ไม่นานนัก เฉิงเหนียงจื่อก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่ถูกห่อด้วยด้วยผ้าห่มบางๆ เข้ามา เ้าเด็กอ้วนเพิ่งจะตื่นนอน เขายังไม่ได้ล้างหน้าก็เปลี่ยนที่เสียแล้ว ตอนนี้เห็นท่านพ่อท่านแม่อยู่ทั้งคู่ก็ยิ่งดีใจ เขากอดคอท่านพ่อไว้แน่น กงจื้อิถูกเ้าเด็กอ้วนถูไถไปมาจนหน้าฉ่ำไปด้วยน้ำลาย
ติงเหว่ยไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าลูกชาย นางจึงเรียกตังกุยให้เอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าและมือให้สะอาด เมื่อเห็นว่าเสื้อของกงจื้อิเปียกน้ำตาจนเป็ดวงใหญ่ เนื้อผ้าแพรไหมสีฟ้าหลังฝนไม่ควรทำให้สกปรกจะดีที่สุด นางจึงรีบไปเปิดกล่องเสื้อผ้าเพื่อหาเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มที่เพิ่งทำไว้เมื่อวันก่อนมาเปลี่ยนให้เขา
หลังจากวุ่นวายไปสักพัก ความเศร้าใจที่ต้องจากลาญาติพี่น้องก็เริ่มจางลง หลังมื้ออาหารกงจื้อิไปทำงานในกระโจมใหญ่ ปล่อยให้ติงเหว่ยเรียกเหล่าทหารหญิงมาปรึกษาว่าจะจัดการกับร้านค้าทั้งสามร้านอย่างไร และต้องซื้ออะไรเพิ่มเติมบ้าง
หลังจากที่ได้ข้อสรุป เหล่าทหารหญิงก็พกเงินและเครื่องครัว พร้อมด้วยทหารพิการสิบคนที่สมัครใจทำงานในร้านค้า พวกเขาเดินทางไปในเมืองพร้อมกับอวิ๋นอิ่งด้วยความตื่นเต้น
แม้ว่าติงเหว่ยจะอยากไปด้วย ถ้าจะพูดขึ้นมานี่ก็เป็ธุรกิจแรกที่แท้จริงของนาง เพราะก่อนหน้านี้ร้านอาหารและร้านขายเครื่องไม้ของครอบครัวล้วนเป็ของพี่ชายทั้งสองคน
แต่ในตอนนี้ถึงแม้นางจะยังไม่ได้แต่งงานเข้าสกุลกงจื้อ แต่ก็ไม่มีใครห้ามไม่ให้นางออกหน้าออกตา แต่นางก็ต้องมีความสำนึกในตนเอง ยิ่งเมื่อวันก่อนนางได้ไปดูกับตาตนเอง ทำให้ตนเองรู้สึกสบายใจก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
ในเมืองฉยงโจ ชาวบ้านต่างมีหัวข้อใหม่ให้พูดคุยใน่เวลาว่าง เมื่อสองวันก่อนโรงเตี๊ยมที่หัวมุมถนนและร้านเล็กๆ สองร้านที่อยู่ตรงข้ามกันเพิ่งถูกผู้สูงศักดิ์ไม่ทราบชื่อซื้อไป วันนี้ก็มีสตรีจำนวนกว่าร้อยคนมาที่ร้านในคราวเดียวกัน เกือบจะทันทีที่พวกนางเช็ดถูทั้งสามร้านจนสะอาดเอี่ยมอ่อง บุรุษที่ไม่แขนขาดก็ขาขาดอีกหลายคนก็พากันเข้าๆ ออกๆ ขนของ ผ่าฟืน ตักน้ำอย่างสนุกสนาน
ไม่ทันจะถึงเวลาเที่ยงตรงปล่องไฟของทั้งสองร้านก็เริ่มมีควันลอยขึ้นมาอีกครั้ง รอจนถึงยามค่ำร้านเล็กๆ ร้านหนึ่งเริ่มส่งกลิ่นหอมหวานยั่วยวนออกมา ทำให้พวกเด็กซุกซนแอบไปดูที่ประตูหลังของร้าน และกลับมาเล่าให้ฟังว่าในลานมีการก่อเตาสูงๆ หลายเตาเหมือนกับกำลังอบเตี่ยนซินอยู่
ต่อมาไม่ทันที่ทุกคนจะเข้าใจว่าเตี่ยนซินนั้นหอมหวานอย่างไร ร้านเล็กๆ อีกร้านก็วางถังไม้เล็กๆ ไว้หน้าประตู ในถังไม้มีของกินสีขาวเหมือนน้ำนมอยู่ พอมีเด็กหรือคนผ่านไปผ่านมาก็จะมีคนตักใส่ถ้วยเล็กๆ ให้ลองชิม พวกคนที่ลองชิมแล้วถึงแม้ว่าจะเย็นจนตัวสั่นแทบสะท้าน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “นี่มันคืออะไรกัน ละลายหายไปในปาก หอมหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งเสียอีก?”
พวกเด็กซุกซนที่ได้กินไปครั้งหนึ่งยิ่งแล้วใหญ่ พวกเขาพากันไปยืนอยู่หน้าร้านโดยไม่ยอมจากไปไหนเลย
จากนั้นร้านเตี่ยนซินก็ไม่ยอมน้อยหน้า วางโต๊ะเล็กๆ ไว้หน้าประตูเช่นกัน ชายที่แขนขาดคนหนึ่งะโเสียงดัง “ตั้นเกาชิ้นละสิบเหวิน วันนี้ไม่คิดเงิน ให้มาลองชิมกันได้เลย เดินผ่านไปผ่านมาห้ามพลาดเด็ดขาด!”
ผู้คนที่เพิ่งกินปิงเกาเสร็จพอได้ยินก็แห่กันไปทันที เพียงไม่นาน เตี่ยนซินในถาดเล็กๆ ก็ถูกแจกจนหมด ทุกคนที่กัดตั้นเกาก็รู้สึกติดใจจนแทบจะไม่อยากขยับตัวไปไหน
“นี่เป็ฝีมือของใครกันนะ ช่างอร่อยมากจริงๆ”
“ใช่เลย นมเปรี้ยวสีขาวนี่น่าจะถูกใจลูกชายของข้าแน่ๆ ตั้นเกานี้ก็นุ่มมาก ขนาดข้าฟันแทบจะหลอหมดแล้วพอได้กินยังยิ้มออกได้ ขนมนี้ต้องถูกใจคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านแน่”
ผู้คนต่างพากันพูดคุยเสียงดัง ทำให้พวกคนรวยในร้านน้ำชาข้างทางที่ทำอวดเบ่งต่างรู้สึกเสียดาย สุดท้ายจึงสั่งให้คนรับใช้ไปเฝ้าที่หน้าร้านทั้งสองร้าน เพื่อให้ไปแย่งกลับมาชิมสักหน่อย
ปรากฏว่า เ้านายของทั้งสองร้านกลับทำเหมือนกับรู้ใจลูกค้า ส่งเตี่ยนซินและปิงเกามาที่ร้านน้ำชาในไม่ช้า
เดิมทีร้านน้ำชาก็มีเตี่ยนซินเป็ขนมเช่นกัน แต่เมื่อเห็นคนอื่นมาแย่งลูกค้าไปก็รู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมาก
แต่แม่ค้าที่เห็นก็รู้สึกว่านางเป็คนตรงไปตรงมาจึงเชิญเขาไปพูดคุยกันในที่ลับๆ และแบ่งส่วนกำไรให้หนึ่งส่วน ทำให้ทั้งสองฝ่ายยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
อย่างไรก็ไม่ได้ใช้ทุนของตนเองหรือใช้คนของตนเองช่วยขาย แล้วยังได้เงินมาแถมไม่ต้องเสียอะไร การค้าขายครั้งนี้จึงคุ้มค่า
ดังนั้นเกือบทุกโต๊ะในร้านน้ำชาจึงได้ลิ้มรสความอร่อยที่พวกเขาใฝ่ฝันมาตลอดทั้งวัน
สุดท้ายไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทุกคนต่างพากันถามว่าเมื่อไรร้านจะเปิดขาย เถ้าแก่เนี๊ยะยิ้มและบอกว่า “พรุ่งนี้เปิดร้านเตี่ยนซินและปิงผิ่น ทุกอย่างลดราคาหนึ่งในห้าส่วน ยังไงก็ตามเรามีกำลังคนจำกัด สินค้าก็มีจำกัดไปโดยปริยาย หากแขกผู้มีเกียรติอยากลองชิมคงต้องรีบมากันแต่เช้า”
พอพูดจบ นางก็โค้งคำนับและเดินจากไป ทำให้คนพากันพูดคุยเสียงดัง มีทั้งคนชมว่าเตี่ยนซินและตั้นเกาอร่อย มีทั้งคนสงสัยว่าเหตุใดสตรีถึงเป็เถ้าแก่ของร้าน มีทั้งคนที่พูดจาเหน็บแนมต่างๆ นานา อย่างไรก็มีความเห็นทุกรูปแบบไม่มีข้อยกเว้น แต่ไม่ว่าใครที่ที่บ้านไม่ขาดเงิน หรือทุกคนที่มีครอบครัวต่างก็ตั้งใจว่าจะซื้อกลับบ้านพรุ่งนี้…
ติงเหว่ยได้ข่าวว่าร้านเตี่ยนซินและปิงผิ่นเปิดร้านในตอนเย็น พี่หลิวเถ้าแก่เนี๊ยะร้านเตี่ยนซินที่วิ่งกลับมาตลอดทางส่งสมุดบัญชีด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“นายหญิง ร้านเราขายดีมาก วันนี้พวกเรายุ่งจนหัวหมุน เตี่ยนซินที่อบมาขายจนหมดเกลี้ยงเลย!”
ติงเหว่ยคิดว่าร้านเปิดเร็วไปหน่อย แต่เพราะนางได้ปล่อยให้พวกเขาจัดการทุกอย่างไปแล้ว ตอนนี้ถ้านางจะหาจุดผิดพลาดก็จะเป็การไม่ยุติธรรมต่อพวกเขา นางจึงกลืนคำพูดลงไป ยิ้มและเปิดสมุดบัญชีดู ผลปรากฏว่านางเองก็ต้องใ
“ได้เยอะขนาดนี้เชียวหรือ? ถ้าเป็แบบนี้ทุกวัน ต่อไปเราคงรวยจริงๆ!”
ไม่นับรายได้จากร้านปิงผิ่น แค่ร้านขนมก็ขายได้กว่าหนึ่งร้อยตำลึง หักต้นทุนไปแล้ว ยังเหลือกำไรถึงแปดสิบตำลึง
พี่หลิวดีใจจนตาหยีและพูดด้วยความยินดีว่า “คืนนี้ทุกคนไม่คิดจะนอนกันแล้ว จะอบตั้นเกาเพิ่มพรุ่งนี้ยังขายได้เยอะมากกว่าวันนี้อีก”
แต่ติงเหว่ยกลับส่ายหน้าและส่งสัญญาณให้นางนั่งลงดื่มชาก่อน แล้วจึงบอกว่า “พรุ่งนี้ไม่เพียงแต่จะขายเพิ่มไม่ได้ ยังต้องขายให้น้อยลงกว่าวันนี้ถึงสองส่วนด้วย”
