หลังจากคังอิงเดินออกมาจากร้านรับทำสิ่งพิมพ์ ในมือของเธอก็มีนามบัตรที่เพิ่งจะพิมพ์เสร็จใหม่ๆ ปึกหนึ่ง ตำแหน่งที่พิมพ์อยู่บนนามบัตรคือ ‘ผู้จัดการทั่วไป ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ’
แม้จะเป็เพียงตำแหน่งที่ถูกพิมพ์ไว้บนกระดาษ แต่คังอิงรู้สึกราวกับว่านี่คือรากฐานของเธอที่นี่
นามบัตรกล่องนี้มีเพียงยี่สิบใบ เธอจะต้องเก็บไว้หนึ่งใบเพื่อเป็ที่ระลึก มันเป็สัญลักษณ์ของการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งของเธอในยุคสมัยนี้
การเซ็นสัญญากับบริษัทว่านเป่าหลงนั้นราบรื่นเช่นเดียวกับบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกสองแห่งก่อนหน้า ผู้จัดการเจิ้งของบริษัท ว่านเป่าหลง เป็คนให้การต้อนรับพวกเขา หลังจากที่พูดคุยกันจนได้ข้อสรุป เขาก็เซ็นสัญญาตัวแทนจำหน่ายกับคังอิงทันที
ครั้งนี้สือเจียงหย่วนไม่ได้หลับ คาดว่าคงจะนอนจนอิ่มแล้วตอนอยู่ที่บริษัทฉางหง แต่เขาก็ไม่ได้เข้าร่วมการเจรจา เพียงแค่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์กับนิตยสารอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทางสบายๆ
หากเป็คนนอกที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง คงคิดว่าสือเจียงหย่วนเป็ผู้ช่วย หรือคนขับรถของคังอิง ซึ่งอันที่จริงสือเจียงหย่วนก็ทำหน้าที่ทั้งสองอย่างนี้เป็หลัก
ในที่สุดก็เจรจาที่สุดท้ายเสร็จเรียบร้อย คังอิงจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ส่วนผู้จัดการเจิ้ง ผู้จัดการของบริษัทว่านเป่าหลงก็ยังคงกระตือรือร้นที่จะเลี้ยงอาหารเย็นพวกเขา
ในโลกธุรกิจมีใครบ้างที่ไม่ชอบสังสรรค์ ยิ่งเป็คู่ค้ารายใหม่ และยังเป็บริษัทที่หลายๆ คนใฝ่ฝันอยากจะร่วมงานด้วย คังอิงจึงยิ่งต้องเอาใจพวกเขา
ตอนนี้ถึงพวกเขาจะเซ็นสัญญากันแล้ว แต่เธอยังไม่ได้สร้างผลงานใดๆ อีกฝ่ายเพียงแค่เห็นแก่หน้าสือเจียงหย่วน จึงยอมให้เธอเป็ตัวแทนจำหน่าย หากยอดขายภายในครึ่งปีไม่ถึงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ บริษัทเหล่านี้ก็มีสิทธิ์ยกเลิกการเป็ตัวแทนจำหน่ายของเธอ
ดังนั้นเส้นทางนี้ยังคงอีกยาวไกล นี่เป็เพียงก้าวแรกที่เธอกลับมาสู่โลกธุรกิจอีกครั้ง
ถึงแม้คังอิงจะมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในตอนนี้ไม่เหมือนกับในอนาคต
หากกล่าวว่าการทำธุรกิจในอนาคตนั้นขึ้นอยู่กับการแข่งขันด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ที่ล้ำหน้ากว่าใคร ดังนั้นการทำธุรกิจในตอนนี้จึงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง
ยกตัวอย่างเช่น ตลาดยังมีช่องว่างมากมาย การใช้เส้นสาย ฝากฝัง ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น จึงมักเป็เื่ที่พบเห็นได้ทั่วไป และทุกคนต่างก็มองว่ามันเป็เื่ปกติ
บ่อยครั้งสิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการภาคภูมิใจไม่ใช่การที่บริษัทของพวกเขามีความสามารถในการแข่งขันมากเพียงใด แต่เป็เพราะเื้ัของพวกเขามีเส้นสายใหญ่โตขนาดไหน และสามารถได้รับใบอนุญาตอะไรบ้าง
แน่นอนว่าโรคเรื้อรังเหล่านี้ล้วนถูกขจัดอย่างหมดจดในอนาคต แต่ในเมื่อคังอิงมาจากยุคสมัยที่ห่างไกล เธอย่อมต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมก่อน
สือเจียงหย่วนรู้ดีว่าคังอิงคิดอะไรอยู่ในใจ เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้คิดจะปฏิเสธคนพวกนี้ เขาก็คิดในใจว่า ‘แทนที่จะปล่อยให้คังอิงรับมือจิ้งจอกเฒ่าฝ่ายขายพวกนี้คนเดียว สู้ให้เขาอยู่ด้วยในตอนที่เธอสังสรรค์กับพวกเขา แล้วกำหนดขอบเขตในการสังสรรค์เอาไว้เลยจะดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็จะไม่ทำให้เธอต้องเสียเปรียบ’
เพราะมีเขาคอยปกป้องอยู่เคียงข้าง พวกนั้นเลยยังคงท่าทางสุภาพเรียบร้อยอยู่ได้
สือเจียงหย่วนไม่ค่อยไว้ใจคนพวกนี้เท่าไหร่ ถึงแม้จะมีระบบของบริษัทควบคุมอยู่ก็ตาม แต่ในเมื่อพวกเขามีอำนาจในการควบคุมยอดขาย คงไม่มีทางพลาดที่จะใช้ประโยชน์จากอำนาจเหล่านี้ เพื่อควบคุมตัวแทนจำหน่ายอย่างแน่นอน
สือเจียงหย่วนตัดสินใจจะสั่งสอนพวกเขาสักหน่อย
บริษัทเหล่านี้ล้วนแต่เป็บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แกร่งที่สุดในวงการ ถือว่าเป็คู่แข่งกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็ศัตรูกัน
ยิ่งไปกว่านั้น หากในอนาคตสามารถเช่าห้างสรรพสินค้ามิตรภาพทั้งสามชั้นได้ ก็ไม่มีทางขายสินค้าแค่ยี่ห้อเดียวอยู่แล้ว เพราะแบบนี้ สือเจียงหย่วนจึงไม่ลังเลที่จะโทรชวนผู้จัดการฝ่ายขายทั้งสามคนมาร่วมดื่มสังสรรค์กัน
เขาจึงกล่าวกับผู้จัดการเจิ้งที่กำลังต้อนรับเขาอย่างตั้งใจว่า “วันนี้พวกเราได้พูดคุยเื่ตัวแทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ากับสามบริษัทแล้ว นอกจากบริษัทของคุณแล้วยังมีบริษัทไห่โซงตี้ กับฉางหง พวกคุณทั้งสามให้การต้อนรับพวกเราเป็อย่างดี ต่างก็อยากจะเลี้ยงมื้อเย็นพวกเรา เอาอย่างนี้ดีไหมครับ ทำไมไม่ชวนพวกเขามาร่วมโต๊ะอาหารด้วยกัน แล้วมื้อนี้ให้ทางบริษัทของพวกเราเป็คนเลี้ยงเองล่ะ”
ผู้จัดการเจิ้งรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เขาคิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้คังอิงจะไม่ได้เจรจาแค่กับบริษัทว่านเป่าหลงของเขาเพียงบริษัทเดียว แต่กลับเจรจากับบริษัทอื่นๆ ถึงสามบริษัท ดูท่าว่าคนทั้งสองคนนี้คงมีภูมิหลังไม่ธรรมดาแน่ๆ
มิฉะนั้นแล้ว ไห่โซงตี้กับฉางหง ซึ่งล้วนแต่เป็บริษัทใหญ่ชั้นนำ จะเป็ไปได้เหรอที่พวกเขาจะพูดคุยจนได้ข้อสรุปภายในวันเดียว?
ยิ่งผู้จัดการเจิ้งนึกถึงน้ำเสียงจริงจังของหัวหน้าเขาในตอนที่กำชับเื่ของสือเจียงหย่วน ก็ยิ่งไม่กล้าละเลยสือเจียงหย่วน เขาฉีกยิ้มกว้างขึ้นพลางกล่าวว่า
“พี่สือ พี่อย่าล้อเล่นน่า มื้อนี้ผมบอกแล้วว่าผมเป็คนเลี้ยงเอง ยังไงบริษัทของพวกเราก็เบิกค่าใช้จ่ายได้อยู่แล้ว ส่วนบริษัทของคุณเพิ่งจะก่อตั้ง ยังมีเื่ต้องใช้จ่ายอีกเยอะ! เอาไว้คราวหน้าค่อยให้พวกคุณเลี้ยงก็แล้วกันครับ!”
คำพูดเหล่านี้สมเหตุสมผล ฟังดูแล้วน่าประทับใจ ทำให้สือเจียงหย่วนรู้สึกรื่นหู ที่สำคัญเขายังเห็นว่าดวงตาของผู้จัดการเจิ้งเป็ประกาย ราวกับกำลังเดาว่าเื้ัของพวกเขาคือใคร
เขาแอบหัวเราะอยู่ในใจ เขาแค่อยากจะให้คนพวกนี้ลองเดาดู ยิ่งเดาไม่ออก พวกเขาก็ยิ่งไม่กล้าล่วงเกิน หรือไม่ให้เกียรติคังอิง
ถึงแม้ว่าบริษัทจะเปิดที่อำเภอหลี่ว์ แต่สือเจียงหย่วนคงไม่อยู่ที่นี่นานนัก เขาอาจคอยดูแลคังอิงไม่ได้ตลอดเวลา เพราะงั้นการที่เขาสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับคังอิงจึงเป็สิ่งสำคัญมาก
ตอนนี้เขาได้ร่วมมือกับคังอิงเพื่อสร้างรากฐานให้กับห้างสรรพสินค้า และปล่อยให้คังอิงเป็คนบริหารจัดการ ตัวเขาเองก็ถือหุ้นส่วนใหญ่ นับว่าการทำให้คังอิงมีที่ยืน ก็เหมือนเขาตอบแทนบุญคุณที่เธอช่วยชีวิตเขาแล้ว
สือเจียงหย่วนเป็คนรักษาคำพูด ในเมื่อเขายกย่องตัวเองว่าเป็ยอดวีรบุรุษอย่างหยางกั่ว เขาจึงเข้าใจเหตุผลที่ว่าบุญคุณเพียงหยดน้ำ ตอบแทนด้วยธารน้ำพุเป็อย่างดี ที่สำคัญคือเขาคิดว่าชีวิตของเขาไม่ได้มีค่าราคาถูกเท่าไรนัก…
การให้ที่พักพิงแก่ผู้หญิงที่หย่าร้างนั้น เป็เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่การทำให้คังอิงสามารถยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเองได้ ถึงจะเป็การมอบความหวังใหม่ให้กับเธออย่างแท้จริง
สือเจียงหย่วนหวังว่าคังอิงจะสามารถแสดงไหวพริบและความสามารถที่เธอเคยแสดงออกตอนที่หย่าร้างออกมาได้ เพื่อคว้าโอกาสนี้เอาไว้
ส่วนเื่ที่ว่าคังอิงจะทำธุรกิจล้มเหลวหรือไม่นั้น สือเจียงหย่วนไม่เคยคิดถึงเื่นี้เลยสักนิด พอเห็นว่าคังอิงเป็คนมีความคิดสร้างสรรค์และเปี่ยมไปด้วยพลัง เขาก็ไม่เคยนึกถึงคำว่า ‘ล้มเหลว’ เลยสักครั้ง
ผู้จัดการเจิ้งรับฟังข้อเสนอของสือเจียงหย่วน เขาโทรหาผู้จัดการของบริษัทไห่โซงตี้กับฉางหง เพื่อชวนพวกเขามาร่วมโต๊ะอาหาร
ปกติแล้วพวกเขาสามคนมักจะต้องติดต่อกันเื่งานอยู่แล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้มาร่วมโต๊ะอาหารกัน
เมื่อผู้จัดการอีกสองคนได้รับโทรศัพท์ แม้ว่าจะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ตอบตกลง พวกเขาจึงนัดกันว่าจะไปเจอกันที่โรงแรมหัวตี้ตอนหกโมงเย็น
โรงแรมหัวตี้เป็โรงแรมระดับสี่ดาวในเมืองฉวี่เจียง เพิ่งจะเปิดทำการเมื่อปีที่แล้ว ห้องโถงของโรงแรมนั้นดูหรูหราอลังการ การตกแต่งภายในดูทันสมัย ทำให้คังอิงรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในอนาคต
พอเข้ามาในโรงแรม ผู้จัดการเจิ้งก็ได้จองห้องส่วนตัวขนาดกลางที่จุคนได้แปดคน ไม่นานผู้จัดการของบริษัทไห่โซงตี้กับฉางหงก็มาถึง
ผู้จัดการเฉาของบริษัทไห่โซงตี้เพิ่งจะดื่มไวน์ไปกับสือเจียงหย่วนตอนเที่ยง แต่พอเห็นท่าทางกระปรี้กระเปร่าของเขาในเวลานี้แล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่ได้เมาเลยแม้แต่น้อย คังอิงอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจ ดูท่าว่าคนเก่งๆ ในบริษัทเหล่านี้ล้วนแต่ไม่ธรรมดา พวกเขาคงต้องพบเจอเื่ยากลำบากมามาก กว่าจะหาเงินได้มากขนาดนี้
คังอิงกับสือเจียงหย่วนถูกเชิญให้นั่งลงบนเก้าอี้หัวโต๊ะด้วยท่าทางสุภาพ พอเห็นความกระตือรือร้นของคนพวกนั้น คังอิงอดไม่ได้ที่จะคิดว่า ‘สถานการณ์วันนี้กลับตาลปัตรไปหมด’
