“ถังหว่าน มัวแต่เกี่ยวหญ้าหมูอยู่อีกเหรอ รีบกลับบ้านได้แล้ว ที่บ้านนู่นมีแขกมา” เสียงแหลมปรี๊ดของ ‘ถังเสี่ยวหง’ ลูกพี่ลูกน้องที่แก่กว่าเธอหนึ่งปีะโเรียกมาแต่ไกล
ถังหว่านทำหูทวนลม หันหลังเกี่ยวหญ้าต่อไปอย่างไม่ยี่หระ
ถังเสี่ยวหงหน้าเจื่อนเมื่อเห็นเพื่อนข้างๆ ทำท่ากลั้นขำ รู้สึกเสียหน้าจนต้องแผดเสียงดังขึ้น “นังเด็กนี่ ฉันพูดกับแกอยู่นะ หูหนวกหรือไง”
ถังหว่านเงยหน้าขึ้น ชายตามองเรียบเฉย “ฉันไม่เข้าใจหรอกนะว่า ‘บ้านนู่น’ ของพี่น่ะหมายถึงบ้านใคร ฉันแซ่ถัง เป็หลานปู่ย่าเดียวกับพี่ ถ้าพี่บอกว่า ‘บ้านเรา’ มีแขก ฉันคงเข้าใจ แต่ไอ้คำว่า ‘บ้านนู่น’ ของพี่... ฉันแปลไม่ออกจริงๆ”
การเล่นลิ้นเื่สรรพนาม “บ้านแก” “บ้านฉัน” “บ้านเรา” ทำเอาคนฟังงุนงง แต่ถังเสี่ยวหงรู้ทันทีว่ากำลังโดนย้อนเกล็ด ขืนเธอเถียงต่อ ถังหว่านก็คงเอาเื่นี้มาเป็ข้ออ้างกลับบ้านช้า
เมื่อรู้ตัวว่าพลาด เธอจึงรีบปรับสีหน้า แสร้งตีหน้าเศร้าทำรู้สึกผิด “โอ๊ยตายแล้ว ดูฉันสิ... ยุ่งจนลิ้นพันกันพูดจาไม่รู้เื่รู้ราว ถังหว่านจ๊ะ ที่บ้านเรามีแขกมากันเต็มไปหมด แกกลับไปดูหน่อยเถอะ”
ถังหว่านรำคาญจริตมารยาของอีกฝ่าย จึงสะพายตะกร้าหญ้าหมูเดินผ่านหน้าไปโดยไม่ตอบรับหรือทักทาย
ถังเสี่ยวหงเบ้ปากมองตามหลังด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะกระชากแขนเพื่อนเดินหนีไปอีกทาง
พอเดินลงจากเขามาถึงหน้าบ้าน ถังหว่านก็เห็นชาวบ้านยืนมุงกันแน่นขนัด เสียงแหลมแสบแก้วหูของย่าหลี่ชุ่ยเสียดังแทรกฝูงชนออกมา เธอเขย่งเท้าชะเง้อมองเข้าไปในลานบ้าน ก็เห็นสภาพย่าของตัวเองกำลังนอนดิ้นพราดๆ อยู่กับพื้นตามสูตรเดิม
เมื่อประมวลจากเสียงซุบซิบของไทยมุงและสิ่งที่ย่าะโโวยวาย ถังหว่านก็พอจะเดาเหตุการณ์ได้คร่าวๆ
สืบเนื่องจากคดีแม่ม่ายซุนที่ ‘จูโหย่วเซิน’ กระทืบถังฟู่กุ้ยจนปางตาย ตามรูปการณ์แล้วบ้านถังน่าจะเป็ฝ่ายเสียหายและได้รับความเห็นใจ แต่ตระกูลจูไม่คิดแบบนั้น เพราะตระกูลจูมีพี่น้องผู้ชายถึงห้าคน แต่ละคนร่างั์ล่ำบึ้ก ชาวบ้านตาดำๆ ใครจะกล้าหือ?
แถมป้าสะใภ้ของพวกเขายังเป็ภรรยาของ ‘เลขาธิการหมู่บ้าน’ ผู้มีอิทธิพลคับฟ้าในแถบนี้
เื่มันเริ่มจากจูโหย่วเซินดันติด ‘โรคผู้หญิง’ มา ด้วยความมั่นใจในศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย เขาปักใจเชื่อว่าเมียตัวเองไม่มีทางนอกลู่นอกทาง ตัวต้นเหตุต้องเป็แม่ม่ายซุนแน่ๆ แต่พอลากตัวแม่ม่ายซุนมาเค้นความจริง นางกลับโยนความผิดว่าถังฟู่กุ้ยต่างหากที่เป็คนแพร่เชื้อ
ดังนั้น พ่อแม่ตระกูลจูจึงยกขบวนพาน้องสาว (เมียเลขาธิการหมู่บ้าน) บุกมาทวงความเป็ธรรมถึงบ้านถัง
ถังซานโฉ่วแทบจะลมจับ เขาอยากจะเถียงใจจะขาดว่าแม่ม่ายซุนนั่นแหละตัวดี มั่วไม่เลือกหน้า ลูกชายเขาอาจจะแค่ซวยติดร่างแห แต่... จะให้พูดออกไปได้ยังไง? ในเมื่อหลักฐานการมั่วสุมของแม่ม่ายซุนกับคนอื่นไม่มีใครเห็น แต่ไอ้ช็อตเด็ดที่นางกับลูกชายเขาโดนจับได้คาหนังคาเขานั้น... ทั้งหมู่บ้านเห็นกันเต็มสองตา
ข้อเรียกร้องของตระกูลจูคือ... เงินค่าทำขวัญและค่ารักษาพยาบาล 200 หยวน ถ้าจ่าย เื่จบ แต่ถ้าไม่... ก็คงรู้ชะตากรรม
200 หยวนเชียวนะ ชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอย่างพวกเขา ทำงานทั้งปียังเก็บเงินได้ไม่ถึง 10 หยวนด้วยซ้ำ นี่มันปล้นกันชัดๆ
ที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือ ต่อให้ยอมจ่ายไป ชื่อเสียงลูกชายก็ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ใครหน้าไหนจะยอมยกลูกสาวให้แต่งงานกับผู้ชายที่เป็โรคสังคมรังเกียจแบบนี้?
ย่าหลี่ชุ่ยเสียทำได้แค่ร้องห่มร้องไห้ตีโพยตีพาย กลิ้งเกลือกอยู่กับพื้นด่าทอสาปแช่ง ถ้าเป็เมื่อก่อนถังซานโฉ่วคงะเิอารมณ์ใส่เมียไปแล้ว แต่วันนี้เขากลับนั่งยองๆ บนก้อนหินนิ่งเงียบ ปล่อยให้เมียแสดงบทบาทเรียกร้องความสงสารต่อไป เผื่ออีกฝ่ายจะใจอ่อน
“เอาล่ะๆ ทุกคนใจเย็นๆ อย่าทะเลาะกันเลย เื่นี้ฉันแค่มาแจ้งให้รับรู้ ส่วนจะเอายังไง... อีก 3 วันค่อยมาคุยกัน ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็คงต้องพึ่งพาคุณตำรวจมาช่วยเคลียร์ เื่เด็กๆ ทะเลาะกัน อย่าให้เสียสัมพันธ์ผู้ใหญ่เลยเนอะ”
‘จูเมาฮวา’ เมียเลขาธิการหมู่บ้าน เอ่ยด้วยรอยยิ้มการค้า แต่น้ำเสียงแฝงความนัยสุดอันตราย
ยกพวกมาข่มขู่ถึงที่ แล้วบอกให้เวลาคิด 3 วัน? ยังต้องคิดอะไรอีก? ถ้าไม่ยอมจ่าย มีหวังตระกูลถังโดนคว่ำบาตรจากคนทั้งหมู่บ้านแน่ๆ ซ้ำร้ายถ้าแจ้งตำรวจ... หลานชายของหล่อนก็เป็ตำรวจ จะหวังความยุติธรรมจากที่ไหน
นี่คือกลยุทธ์ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ใช้อำนาจบีบบังคับอย่างเหนือชั้น ถ้าตระกูลถังยังพอมีสมอง ก็ควรรู้ว่าต้องเลือกทางไหน
เมื่อเห็นว่าบรรลุเป้าหมาย ตระกูลผู้มีอิทธิพลก็พากันแยกย้ายกลับไป ทิ้งให้ชาวบ้านทยอยสลายตัวเพราะรู้ว่าคงไม่มีอะไรให้ดูต่อ
ทันทีที่ปิดประตูรั้ว ถังซานโฉ่วก็กระชากผ้าเช็ดเท้าเน่าๆ ยัดปากถังฟู่กุ้ยที่นอนซมอยู่ แล้วคว้าไม้มาหวดซ้ำด้วยความแค้น
ตุ้บ ตุ้บ
ถังฟู่กุ้ยดิ้นพราด ร้องอู้อี้เพราะผ้าอุดปาก
ผ่านไปร่วมชั่วโมง ถังซานโฉ่วเดินหน้าดำคร่ำเครียดเข้าไปขังตัวเองในห้อง เถียนจ้าวตี้จึงหลุดจากการพันธนาการ วิ่งเข้าไปกอดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนร้องไห้ปานใจจะขาด
ไม่นานหลังจากนั้น ย่าหลี่ชุ่ยเสียก็เรียกพ่อกับแม่ของเธอเข้าไปคุยในห้อง ประตูปิดสนิทแ่า แถมมีอาถังกุ้ยฮวายืนคุมเชิงอยู่หน้าห้อง ถังหว่านจึงหมดโอกาสแอบฟัง
ค่ำคืนนั้น…
ถังหว่านนอนกระสับกระส่าย พลิกตัวไปมาจนทนไม่ไหว ตัดสินใจลุกไปเข้าห้องน้ำ ขณะเดินผ่านหน้าห้องพ่อกับแม่ หูพลันได้ยินเสียงกระซิบกระซาบ
สัญชาตญาณเตือนภัยทำงานทันที เธอค่อยๆ ย่องไปแนบหูกับผนังดิน
“พี่... พี่พูดอะไรหน่อยสิ เื่ที่แม่พูดเมื่อกลางวันน่ะ พี่เห็นด้วยเหรอ?”
เสียงเถียนจ้าวตี้ถามคาดคั้น ถังหว่านหูผึ่ง... เื่ของเธอจริงๆ ด้วย
“ถังหว่านมันก็โตแล้ว ฉันไม่คัดค้านหรอกที่จะให้มันออกเรือน... แต่ไอ้ ‘ลุงสี่’ ท้ายหมู่บ้านนั่นน่ะ อายุมันรุ่นราวคราวเดียวกับฉันเลยนะ จะให้ลูกสาวเราไปแต่งกับมันได้ยังไง ชาวบ้านร้านตลาดเขานินทาตายชัก”
ถังหว่านรู้จัก ‘ลุงสี่’ คนนี้ดี... อายุ 38 ปี เป็นักเลงหัวไม้ เคยมีเมียมาแล้วแต่ซ้อมเมียจนหนีเตลิดไป ต่อมาไปทำงานเหมืองแล้วโดนดินถล่มทับจนขาขาด ทางเหมืองจ่ายเงินปิดปากก้อนโตมาให้เพราะไม่อยากให้เื่ถึงทางการ
่หลังๆ มานี้ หมอนั่นเที่ยวป่าวประกาศว่าอยากหาเมียเด็กมาดูแล
นี่ตระกูลถัง... คิดจะขายลูกสาวกินกันแล้วเหรอ ไม่อายผีสางเทวดากันบ้างหรือไง
“ใครจะกล้านินทา” เถียนจ้าวตี้สวนกลับทันควัน “ถังหว่านเองก็เถอะ ให้มันดูสภาพตัวเองซะบ้าง โดนผู้ชายทิ้งมาแล้ว มีคนยอมรับไปเลี้ยงดูก็บุญหัวมันแค่ไหน อีกอย่าง... ผู้ชายอายุมากสิดี รู้จักเอาอกเอาใจ พอแต่งเข้าไป สมบัติพัสถานเงินทองก็ตกเป็ของมันไม่ใช่เหรอ? ถึงตอนนั้นนังเด็กนั่นคงกลัวเราไม่รัก ต้องรีบเอาเงินมาปรนเปรอเราแน่ๆ”
นางเว้นจังหวะหายใจ ก่อนจะงัดไม้ตายออกมา “แถมแม่ยังบอกอีกนะ... ถ้าตกลงปลงใจ ลุงสี่จะให้ค่าสินสอดตั้ง ‘ห้าร้อยหยวน’ แม่แกขอแค่สองร้อย ที่เหลืออีกตั้ง ‘สามร้อยหยวน’ ก็เข้ากระเป๋าเราเต็มๆ”
สามร้อยหยวน
สำหรับชาวนาหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเขา แค่มีข้าวกินอิ่มท้องก็ถือว่า์ทรงโปรดแล้ว ใครจะมีปัญญาเก็บเงินได้ถึงสามร้อยหยวนกัน นี่มันลาภลอยก้อนโตชัดๆ
