เสียงเครื่องยนต์ของรถจี๊ปทหารปักกิ่ง 212 คำรามต่ำๆ ขณะเคลื่อนตัวผ่านซุ้มประตูเหล็กดัดขนาดใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลหวัง ตัวบ้านที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างจีนดั้งเดิมกับตะวันตกยุคใหม่ดูโอ่อ่าเกินกว่าจะเป็บ้านของคนธรรมดาในยุค 80 แต่มันกลับดูเยือกเย็นและไร้ชีวิตชีวาในสายตาของเจนนี่
เธอนั่งอยู่ที่เบาะหลัง สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่พยาบาลทหารจัดหาให้ แม้จะเป็เพียงเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงผ้าขาม้าธรรมดา แต่เมื่ออยู่บนร่างที่เริ่มมีเืฝาดและบุคลิกที่สงบนิ่งของเจนนี่ มันกลับขับเน้นให้เธอดูเหมือนลูกสาวตระกูลสูงศักดิ์มากกว่าจะเป็ ‘ยัยบ้าหลังบ้าน’
จินหยางที่นั่งอยู่ข้างคนขับเหลือบมองกระจกหลัง เห็นหญิงสาวนั่งกอดอกมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาเฉยชา “คุณดูไม่ตื่นเต้นเลยนะที่ได้กลับบ้าน หรือว่าความทรงจำส่วนนั้นยังไม่กลับมา?”
เจนนี่ละสายตาจากทิวทัศน์มาสบตาเขาผ่านกระจก
“ฉันจำได้ทุกอย่างค่ะผู้พัน... จำได้แม้กระทั่งกลิ่นอับของห้องเก็บของที่พ่อฉันใช้ขังฉันไว้ ความตื่นเต้นจึงเป็สิ่งสุดท้ายที่ฉันจะรู้สึก”
จินหยางนิ่งไปชั่วครู่ แววตาของเขาวูบไหวเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเ็าตามเดิม “ผมมาส่งคุณในฐานะคู่กรณีที่ขับรถชนคุณ ผมจะแสดงความรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับการดูแลอย่างดี... และเพื่อดูว่าใครกันแน่ที่ วิปลาศ ในบ้านหลังนี้”
รถจอดสนิทที่หน้าบันไดหินอ่อน หวังเฟยหย่าที่ได้รับแจ้งจากคนใช้ว่ามีรถทหารยศสูงมาจอดหน้าบ้าน รีบวิ่งออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มประจบประแจง เขาอยู่ในชุดสูทสากลสีเทาที่ดูภูมิฐานแต่ขัดกับท่าทางที่รีบร้อนจนเกินงาม
“ท่านนายพล... โอ๊ะ ไม่ใช่สิ ท่านผู้พัน! ยินดีอย่างยิ่งครับที่ให้เกียรติมาเยือนบ้านตระกูลหวัง” เฟยหย่าโค้งตัวต่ำโดยไม่ทันมองว่าใครนั่งอยู่ในรถ
จินหยางก้าวลงจากรถ ท่าทางองอาจและเครื่องแบบทหารที่รีดเรียบกริบทำให้เฟยหย่ารู้สึกตัวเล็กลงไปถนัดตา “ผมผู้พันจินหยาง จากกองพลที่สี่ ผมมาส่งลูกสาวของคุณ”
รอยยิ้มของเฟยหย่าค้างเติ่ง “ลูกสาว? ท่านหมายถึง... ถิงถิงเหรอครับ? หรือว่า...”
วินาทีนั้นเอง เสี่ยวหลี่ก็เดินไปเปิดประตูเบาะหลัง เจนนี่ก้าวลงมาจากรถอย่างช้าๆ เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าที่แม้จะยังมีรอยจางๆ ของความบวม แต่แววตาที่จ้องมองพ่อของเธอนั้นกลับทรงพลังจนเฟยหย่าต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ต้าเหนิง!” เฟยหย่าอุทาน เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความใและโกรธแค้นที่ซ่อนไม่มิด
“แก... แกไปอยู่กับท่านผู้พันได้ยังไง!”
“คุณพ่อดูในะคะที่เห็นหนูยังมีชีวิตอยู่” เจนนี่เอ่ยเสียงเรียบ เดินเข้าไปหาพ่อของเธอด้วยท่าทางคุกคามอย่างนุ่มนวล “ต้องขอบคุณท่านผู้พันจินที่ช่วยชีวิตหนูไว้ หลังจากที่หนูถูกกักขังจนเกือบตายในห้องเก็บของนั่น”
“แกพูดอะไร! ใครขังแก!” เฟยหย่ารีบหันไปทางจินหยางที่ยืนกอดอกมองอยู่ “ผู้พันครับ อย่าไปฟังนังนี่เลยครับ มันเสียสติ ชอบเพ้อเจ้อเื่ถูกทำร้าย ผมเสียเงินรักษาความบ้าของมันไปตั้งเท่าไหร่...”
“ผมเป็ทหารครับคุณหวัง ไม่ใช่ผู้พิพากษา แต่ผมมีความสามารถในการ ‘แยกแยะ’ ความจริงออกจากคำโกหก” จินหยางเอ่ยเสียงเย็น “พยาบาลและหมอทหารของผมยืนยันว่าลูกสาวของคุณมีรอยแผลจากการถูกทารุณกรรม และมีสภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง... สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากอาการทางจิต แต่มันเกิดจากการกระทำของมนุษย์”
เฟยหย่าหน้าถอดสี เหงื่อเริ่มซึมตามไรผม “คือ... มันเป็ความเข้าใจผิดครับ คือมันชอบทำร้ายตัวเอง...”
“ต้าเหนิง! นี่แกยังกล้าเสนอหน้ากลับมาอีกเหรอ!” เสียงแหลมเล็กของหวังเจียวจูดังขึ้นจากข้างในบ้าน เธอเดินออกมาพร้อมกับหวังถิงถิงที่สวมชุดกี่เพ้าสีแดงจัดจ้าน ทั้งคู่หยุดชะงักเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปงามในเครื่องแบบที่ยืนอยู่ข้างรถ
ถิงถิงรีบเปลี่ยนสีหน้าจากความริษยาเป็รอยยิ้มหวานหยดทันทีที่สบตากับจินหยาง “ตายจริง... ท่านผู้พันหรือคะ? หนูต้องขออภัยที่น้องสาวตัวดีของหนูสร้างความวุ่นวายให้ท่านนะคะ ต้าเหนิงมันบ้าไปแล้วค่ะ ท่านอย่าไปถือสามันเลย”
เจนนี่แค่นหัวเราะเบาๆ “พี่ใหญ่คะ... ถ้าการพูดความจริงเรียกว่าบ้า แล้วการแสร้งทำเป็คนดีทั้งที่ใจคอโเี้จะเรียกว่าอะไรดีคะ? ‘นางเอกงิ้ว’ หรือคะ?”
“แก!” ถิงถิงหน้าแดงก่ำ
“พอได้แล้ว!” เฟยหย่าตวาดเพื่อตัดบท “ผู้พันครับ เชิญข้างในก่อนครับ ให้ผมได้เลี้ยงน้ำชาเพื่อขอบคุณที่ท่านเมตตาพานังตัว... เอ่อ พาลูกสาวผมกลับมาส่ง”
ภายในห้องรับแขกที่ประดับประดาด้วยแจกันโบราณราคาแพง จินหยางนั่งอยู่บนโซฟาหนังอย่างสง่างาม เจนนี่นั่งข้างๆ เขาโดยวางตัวเว้นระยะห่างอย่างพอเหมาะ แต่ท่าทางของเธอกลับดูเป็ธรรมชาติมากกว่าทุกคนในบ้าน
ถิงถิงพยายามรินชาให้จินหยางด้วยมือที่สั่นน้อยๆ “ท่านผู้พันคะ ดื่มชานี่หน่อยค่ะ เป็ชาชั้นดีจากเมืองหลวง...”
จินหยางไม่ได้แตะแก้วชา เขาเพียงแค่มองไปที่เฟยหย่า “คุณหวัง เนื่องจากผมเป็คนขับรถปาดหน้าจนลูกสาวคุณใล้มาเ็ แม้เธอจะวิ่งออกมาจากบ้านเอง แต่ผมในฐานะทหารต้องแสดงความรับผิดชอบ ผมจะส่งคนมาดูอาการของต้าเหนิงทุกวัน และถ้าเป็ไปได้ ผมอยากให้เธอไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลทหารสัปดาห์ละครั้ง”
คำพูดของจินหยางเปรียบเหมือนสายฟ้าฟาดกลางโต๊ะน้ำชา เฟยหย่ารู้ดีว่านี่ไม่ใช่การแสดงความรับผิดชอบ แต่มันคือการ ‘จับตาดู’ ของทางการ
“เอ่อ... ไม่รบกวนท่านขนาดนั้นหรอกครับ ผมจะจ้างหมอที่เก่งที่สุดมารักษาเธอเอง...”
“คุณหมอหลี่ หัวหน้าแผนกศัลยกรรมของเรา ฝากบอกมาครับว่า...” จินหยางเหลือบมองเจนนี่เล็กน้อย
“ลูกสาวคุณมีความรู้เื่การแพทย์ที่น่าทึ่งมาก เขาอยากจะหารือกับเธอเื่เคสคนไข้ในอนาคต ดังนั้น การที่เธอไปโรงพยาบาลทหารจึงถือเป็เื่ของทางราชการด้วย”
ถิงถิงและเจียวจูอ้าปากค้าง “ความรู้ทางการแพทย์? ต้าเหนิงเนี่ยนะ?” เจียวจูหลุดปากขำ “มันอ่านหนังสือยังไม่ออกเลยนะคะท่านผู้พัน!”
เจนนี่วางถ้วยชาลงเสียงดัง กึก “การอ่านหนังสือไม่ออก ไม่ได้แปลว่าไม่มีสมองนี่คะน้องเล็ก หรือว่าเธอใช้ชีวิตอยู่แต่ในกระโปรงบานๆ จนลืมไปแล้วว่าคนเราสามารถเรียนรู้ได้จากการสังเกตและการฟัง?”
เจนนี่หันไปหาพ่อของเธอ “คุณพ่อคะ หนูตกลงจะไปโรงพยาบาลทหารตามที่ท่านผู้พันเสนอค่ะ และหวังว่าในระหว่างที่หนูอยู่บ้านหลังนี้... หนูจะไม่ต้องกลับไปนอนในห้องเก็บของ หรือ ‘ตกบ่อน้ำ’ อีกรอบนะคะ เพราะถ้าเกิดเื่แบบนั้นขึ้น ท่านผู้พันคงจะทราบข่าวเร็วกว่าที่คุณพ่อจะทันแต่งเื่เล่าเสียอีก”
เฟยหย่ากัดฟันแน่นจนกรามปูด “แน่นอน... พ่อจะให้คนทำความสะอาดห้องนอนเดิมของแกให้ดีที่สุด”
จินหยางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวก่อน” เขาหันมาหาเจนนี่ “ต้าเหนิง ดูแลตัวเองด้วย สัปดาห์หน้าผมจะมารับคุณด้วยตัวเอง”
ถิงถิงแทบจะล้มทั้งยืนเมื่อได้ยินว่าผู้พันจะมารับด้วยตัวเอง เธอจ้องมองเจนนี่ด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่ปิดไม่มิด
หลังจากรถของจินหยางลับตาไป บรรยากาศในห้องรับแขกก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือทันที
เฟยหย่าปรี่เข้ามาหาเจนนี่ มือหนาเงื้อขึ้นสูง “นังลูกตัวดี! แกไปเป่าหูอะไรผู้พัน! แกแอบหนีไปหาเขาใช่ไหม!”
เจนนี่ไม่ได้หลบ เธอจ้องตาพ่อของเธอนิ่งด้วยสายตาที่เ็าจนเฟยหย่าเป็ฝ่ายชะงักมือ
“ตบสิคะคุณพ่อ... ตบตอนนี้เลย แล้ววันพรุ่งนี้ตอนที่คนของผู้พันมาเห็นรอยแผลใหม่ คุณพ่อเตรียมคำอธิบายเื่การล้มละลายของธุรกิจที่เกิดจากการขัดแย้งกับกองทัพไว้ด้วยนะคะ”
มือของเฟยหย่าสั่นเทา เขาลดมือลงอย่างช้าๆ “แก... แกไม่ใช่ต้าเหนิง ต้าเหนิงไม่เคยพูดจาแบบนี้”
“หนูคือต้าเหนิงที่ตายแล้วเกิดใหม่ในบ่อน้ำนั่นไงคะ” เจนนี่เอ่ยเสียงกระซิบพลางเดินเข้าไปใกล้พ่อ “คนที่คุณเคยเหยียบย่ำตายไปแล้ว... ตอนนี้เหลือแต่คนที่พร้อมจะทวงคืนทุกอย่างที่คุณติดค้างไว้”
เธอกวาดสายตามองถิงถิงและเจียวจูที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง “เตรียมตัวไว้ให้ดีนะคะพี่หญิงใหญ่ น้องเล็ก... เกมนี้เพิ่งเริ่มต้น และคราวนี้หมออย่างฉัน จะเป็คนผ่าตัด เอาเนื้อร้ายในบ้านหลังนี้ทิ้งเอง!”
เจนนี่เดินเชิดหน้าขึ้นบันไดไปยังห้องนอนเดิมของเธอ ทิ้งให้คนทั้งบ้านยืนอึ้งกับความเปลี่ยนแปลงที่น่าสะพรึงกลัวของลูกสาวที่พวกเขาเคยเกลียดชังที่สุด
ภายในใจของเจนนี่ ความสะใจเริ่มก่อตัวขึ้น แต่เธอก็รู้ดีว่านี่เป็เพียงการก้าวขาเข้าสู่สมรภูมิเท่านั้น เธอต้องใช้ความรู้ทางการแพทย์และอำนาจของผู้พันจินเป็เกราะกำบัง เพื่อสร้างตัวตนใหม่ในยุค 80 แห่งนี้ให้มั่นคงที่สุด
ในขณะที่ข้างนอกนั่น จินหยางที่นั่งอยู่ในรถจี๊ปกำลังลูบคางพลางใช้ความคิด ‘ต้าเหนิง... คุณน่าสนใจกว่าที่ผมคิดไว้จริงๆ’ เขายิ้มออกมาที่มุมปาก รอยยิ้มที่แม้แต่เสี่ยวหลี่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน
