นางยักยอกเงินทองจากร้านค้าเ่าั้จนแทบเกลี้ยง หากจิ้งจอกหัวใสอย่างน้องสามมารับ่ต่อ... ผลที่ตามมาคงจะเลวร้ายเกินจินตนาการแน่ คาดว่ากระทั่งบัญชีเก่าๆ ของนางคงถูกขุดออกมาทั้งหมด
ไป๋เซียงจู๋สังเกตใบหน้ากระอักกระอ่วนของอวี๋ซื่อเงียบๆ และหัวเราะเยาะอยู่ในใจ ร้านค้าหกแห่งยังถือเป็จำนวนน้อย นางปล่อยที่นาอุดมสมบูรณ์นับร้อยหมู่ [1] ให้เช่าหลายปีดีดักโดยแทบไม่ส่งมอบค่าเช่า ซึ่งนางถึงกับคร่ำครวญหวนไห้แจกแจงค่าใช้จ่ายต่อหน้าธารกำนัล เมื่อก่อนยังพอควบคุมตัวเองได้ แต่ใน่สองปีที่ผ่านมา ยิ่งอวี๋ซื่อได้ลิ้มรสผลประโยชน์ก็ยิ่งบ้าระห่ำ บัดนี้ฮูหยินเฒ่าไป๋จึงกำราบอวี๋ซื่อเพราะเห็นแก่ไป๋เซียงจู๋
ในเมื่อท่านยายออกหน้าแทนตนเช่นนี้ นางย่อมเห็นชอบยินดี ไม่คิดพูดอะไรให้มากความ
“ไม่... ไม่... ไม่ใช่นะเ้าคะ ลูกดูแลเป็อย่างดีมาโดยตลอด ลืมไปว่ายังมีเงินจากค่าเช่าคราวก่อนอยู่ เดี๋ยวจะไปเอามาตัดเสื้อนอกให้โหรวเอ๋อร์เ้าค่ะ” อวี๋ซื่อพูดจบก็จะลากไป๋ชิงโหรวกลับ
“ยังมีจู๋เอ๋อร์อีกคน ตัดให้นางด้วย โหรวเอ๋อร์มีแบบไหนก็เอาแบบเดียวกันนะ” ฮูหยินเฒ่าไป๋ทิ้งท้ายลอยๆ ทำเอาความโกรธที่อวี๋ซื่อสะกดไว้เกือบะเิออกมา
“คือว่า...” อวี๋ซื่อกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด
“ทำไมหรือ หลานสาวเหมือนกัน สะใภ้รองเลือกปฏิบัติหรืออย่างไร” สายตาของฮูหยินเฒ่าช่างคมกริบนัก
อวี๋ซื่อแทบกระอักเื ไม่รู้ว่าไป๋เซียงจู๋ให้ฮูหยินเฒ่าไป๋กินยาอะไรกันแน่ ถึงได้ออกรับปกป้องนางเสียขนาดนี้ อย่างกับปีศาจร้ายมิมีผิด
มุมปากของอวี๋ซื่อแข็งทื่อไปแล้ว ฝืนพยักหน้าตกลงด้วยรอยยิ้มที่เหยเกยิ่งกว่าตอนร้องไห้เสียอีก “ใช่ๆ จู๋เอ๋อร์ก็ต้องเตรียมตัวนะ งานชมดอกบ๊วยหนนี้เชิญสองพี่น้องไปด้วยกันเชียวล่ะ”
“ไปด้วยกัน?” รอยยิ้มของไป๋เซียงจู๋ดูมีเลศนัยยิ่งกว่าเก่า ั์ตาน้ำหมึกทำให้คนถูกจ้องมองอย่างอวี๋ซื่อเสียวสันหลังวาบ
ใครจะเชื่อก็ช่าง ทว่าไป๋เซียงจู๋ไม่เชื่อ เป็ไปได้หรือที่มู่จื่อรั่วผู้นั้นจะเชิญนางไปร่วมงานชมดอกบ๊วยเพื่อหยามเกียรติตน ไม่กลัวนางจะชิงความโดดเด่นไปจากตนเองหรือไร
หรือว่า...
สายตาเบนไปหาไป๋ชิงโหรวที่ปิดปากเงียบสนิทมาโดยตลอด ไป๋เซียงจู๋เข้าใจในบัดดล คิดเลียนแบบคนอื่นกลั่นแกล้งนางหรือ ฉลาดดีทีเดียว แต่มู่จื่อรั่วไม่เต็มใจถูกใช้เป็เครื่องมือของใครดอก
เมื่อเห็นแววตาอันคลุมเครือของไป๋เซียงจู๋ ไป๋ชิงโหรวรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา ทว่าพอนึกถึงคำพูดของอวี๋ซื่อ นางก็ยิ้มตอบโดยพลัน “ใช่เ้าค่ะ ท่านพี่ ครั้งนี้จวนมู่เชิญพวกเราสองคน พวกเราเป็พี่น้องกัน เทียบเชิญที่ส่งมาเขียนไว้ว่าขอเชิญธิดาตระกูลไป๋ ย่อมต้องเป็พวกเราสองคนแล้วล่ะ อีกอย่างโหรวเอ๋อร์ก็หวังว่าจะได้ไปกับท่านพี่นะเ้าคะ”
ฮูหยินเฒ่าไป๋พิศดูอยู่นาน แต่แล้วก็ไม่พบความผิดปกติใดผ่านดวงตาของไป๋ชิงโหรว นางจึงโล่งใจทันที นึกว่าไป๋ชิงโหรวอยากจะผูกมิตรกับไป๋เซียงจู๋ด้วยใจจริง ส่วนด้านจวนมู่นั้น แม้่นี้ยังไม่แสดงทีท่าอันใด ทว่าอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็คือจวนเหิงชินอ๋อง หากปฏิเสธคำเชิญย่อมถือว่าเสียมารยาทยิ่ง นอกจากนี้ปัญหากับพระชายารองมู่ครั้งก่อนมีการเข้าใจผิดกันเล็กน้อย เด็กสาววัยรุ่นทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างยามอยู่ร่วมกันเป็สิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ หากใช้เวลาสังสรรค์ด้วยกันมากขึ้น ไม่แน่ว่าอาจกลับมาปรองดองเหมือนเก่า
“จู๋เอ๋อร์ ถ้าอย่างนั้นหลานก็ไปเถิด กลางเดือนหน้าดอกบ๊วยกำลังบานพอดี ท้ายจวนพระชายารองมู่ท่านปลูกต้นบ๊วยเอาไว้ทั่ว คงบานสะพรั่งงดงามเป็ที่สุด ว่ากันว่ากระทั่งในวังหลวงยังไม่มีเชียวล่ะ”
ฮูหยินเฒ่าไป๋มองไปที่ไป๋เซียงจู๋เพื่อขอความคิดเห็นของนางก่อน หากนางไม่เต็มใจไปก็จะไม่บังคับอย่างแน่นอน เพียงแต่ถ้าพวกเขาจวนไป๋สร้างศัตรูกับตระกูลมู่ก็มิใช่การกระทำที่ฉลาดนัก
ไป๋เซียงจู๋พอเข้าใจที่ฮูหยินเฒ่าไป๋ทำเช่นนี้ แม้เ้าตัวยังคงคำนึงถึงประโยชน์ของจวนไป๋มากกว่า ทว่ามันก็ดีมากแล้ว นางเลือกถามความสมัครใจของตนก่อน ใช่ ใจต้องแลกด้วยใจ และเนื้อแท้ของฮูหยินเฒ่าไป๋ไม่ได้เลวร้าย แต่สำหรับคนบางจำพวก ต่อให้เราใช้ความจริงใจเท่าไรก็ไร้ผล มิหนำซ้ำกลับยิ่งโเี้ ปรารถนาให้เราตายพ้นหน้าไป
ไป๋เซียงจู๋ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและพยักหน้าตกลง “ในเมื่อท่านยายกล่าวเช่นนี้แล้ว จู๋เอ๋อร์มีเหตุผลใดที่จะไม่ปฏิบัติตามเล่า ถ้าอย่างนั้นถึงเวลาต้องไปเมื่อไรน้องช่วยบอกพี่สักหน่อยนะจ๊ะ และขอขอบพระคุณท่านน้าที่จัดการเื่เสื้อผ้าแทนหลานด้วยเ้าค่ะ เสื้อกันหนาวของจู๋เอ๋อร์เริ่มเก่าพอดี”
ไป๋เซียงจู๋ไม่สนใจที่ต้องแต่งกายเหมือนไป๋ชิงโหรว อย่างไรเสียใครขี้เหร่คนนั้นอาย คนขี้เหร่ไม่ใช่นาง ไยนางจึงต้องอาย อีกอย่างหนึ่ง ระดับไป๋ชิงโหรว ของแบบเดียวกับนางไม่มีทางแย่หรอก
อวี๋ซื่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความชิงชัง ถึงกระนั้นนางกลับพูดอะไรไม่ได้เลย แต่อย่างน้อยไป๋เซียงจู๋ก็ตกลงจะไปงานเลี้ยงแล้ว ถือว่าแผนการสำเร็จสมบูรณ์ เมื่อนั้นพระชายารองมู่ก็อยู่ด้วย ย่อมไม่ปล่อยให้ไป๋เซียงจู๋เป็สุขแน่!
หลังออกจากเรือนเหอเซียง ไป๋เซียงจู๋ให้ตู้เจวียนไปนำยาแผ่นและยาเม็ดที่เตรียมไว้มา ส่วนนางก็แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าของพี่ชาย จากนั้นจึงให้สี่เชวี่ยเกล้าผม ประดับด้วยปิ่นหยกเรียบๆ ไม่ผัดหน้าทาปาก เติมแต่งคิ้วใบหลิวเรียวงามให้กลายเป็คิ้วกระบี่คมเข้มแทน
ชุดผ้าฝ้ายสีขาวบริสุทธิ์ ปักลายกิ่งไผ่สีชิงที่ชาย ขับเน้นผิวพรรณนางให้แลยิ่งขาวผุดผ่อง งดงามอย่างไร้เทียมทาน
“คะ... คุณหนู...”
“เรียกคุณชายสิ!” พอเห็นสี่เชวี่ยอ้าปากค้าง ไป๋เซียงจู๋หัวเราะคิกคักพร้อมกับยกมือขึ้นเกี่ยวคางอีกฝ่าย ทำเอาสาวน้อยหน้าแดงก่ำเพราะความเขินอาย
“คุณหนู!”
สี่เชวี่ยถึงกับเคลิบเคลิ้ม คุณหนูแปลงเป็บุรุษเช่นนี้ช่างหล่อเหลาเอาการ ไม่ว่าบุคลิกท่าทางก็ดี หรือน้ำเสียงที่จงใจดัดให้ทุ้มต่ำแหบพร่าก็ดี มันจะงามเกินหักห้ามใจไปแล้ว
หากไม่รู้ว่านี่คือคุณหนูของตน นาง
ได้หลงใหลหัวปักหัวปำเป็แน่
“คุณหนูแต่งตัวแบบนี้ ถ้ายืนคู่กับคุณชายใหญ่คงแยกไม่ออกว่าใครเป็ใครเลยเ้าค่ะ” ตู้เจวียนขัดจังหวะด้วยเสียงหัวเราะ
ไม่ได้เจอคุณชายใหญ่มาตั้งนาน รวมราวสองปีแล้ว
กว่าจะได้กลับมา ปรากฏว่าผัดผ่อนเวลาออกไปอีก
“มีเ้านี่แหละที่พูดจาน่าฟัง” ไป๋เซียงจู๋หยอกเย้าตู้เจวียน ท่านพี่กับตนคือพี่น้องฝาแฝดชายหญิง เป็ธรรมดาที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน เสียแต่ว่านางผอมแห้งบอบบางั้แ่เด็ก การกินอยู่ไม่ดีจึงทำให้ไม่โตเท่าที่ควร เตี้ยกว่าคนเป็พี่ชายมากทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เสื้อผ้าเมื่อสองปีก่อนของพี่ชายเหมาะกับรูปร่างนางอย่างพอดิบพอดี
ณ ถนนสายที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในตัวเมืองหลวงต้าฉี
ถนนแห่งนี้มีทุกสิ่งทุกอย่าง ร้านยา โรงเตี๊ยม แต่ที่เยอะยิ่งกว่าคือหอนางโลม แม้เวลานี้ยังเช้านัก ทว่านอกร้านทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยผู้คนแล้ว
ในเมืองหลวงเองก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าที่อื่น ต่อให้เป็่กลางวัน สถานที่เหล่านี้ยังคงเฟื่องฟู จึงมีเหล่าโสเภณีบางส่วนที่้าหารายได้เพิ่มเข้างานกันอย่างขันแข็ง
ถ้าเป็ยามปกติ ไป๋เซียงจู๋จะเลี่ยงผ่านเส้นทางนี้ หรือหันไปนั่งรถม้าแทน แต่ในวันนี้ไม่จำเป็อีกแล้ว นางจำแลงกายเป็บุรุษ อีกอย่างหออี้ผิ่นก็ตั้งอยู่ระหว่างหอนางโลมเหล่านี้
เมื่อตู้เจวียนที่ปลอมตัวเป็เด็กหนุ่มรับใช้เห็นสตรีนุ่งน้อยห่มน้อยแสดงกิริยายั่วยวนดึงดูดแขก ดวงหน้าเล็กขึ้นสีแดงจัด ส่วนไป๋เซียงจู๋กลับก้าวเดินอย่างเยือกเย็นไม่ไหวหวั่น
ผู้หญิงเหล่านี้ก็หาเงินด้วยกำลังของตนเองเช่นเดียวกัน บางทีพวกสตรีที่ภายนอกสูงสง่าไร้ราคี เื้ัยังน่าขยะแขยงกว่าโคลนตมเสียอีก
“คะ... คุณชาย ทำไมพวกเราไม่นั่งรถม้าเล่า” ตู้เจวียนรู้สึกกระดากเหลือเกิน นางไม่กล้าแม้แต่จะทอดตามองเหล่าคนที่ถูกผู้ชายโอบเข้าหอนางโลมไปด้วยซ้ำ
ไป๋เซียงจู๋กลับส่งยิ้มสุขุมให้แก่ตู้เจวียน “หากแค่นี้เ้ายังทนไม่ไหว ต่อไปจะอยู่กับคุณหนูของเ้าได้อย่างไร”
พูดจบก็แสร้งสะบัดพัดออกขยับเบาๆ อย่างบุรุษเ้าสำราญ ลมเย็นพลันปะทะกาย ทำให้นางจามออกมาทันที อากาศแบบนี้ไม่ควรใช้พัดจริงๆ แต่พวกหนุ่มหล่อเ้าสำราญล้วนทำเช่นนี้กันหมดมิใช่หรือ โดยเฉพาะเฟิ่งเจาเกอคนนั้น หนึ่งปีสี่ฤดูพัดคู่ใจไม่เคยห่างกาย...
ถุย ไยจึงนึกถึงเ้าคนหน้าไม่อายนั่นได้ ขอให้ถูกจับไปเป็เชลยในากับแคว้นมองโกลหนนี้เสียที ไม่ต้องกลับมาเป็ภัยแก่มวลมนุษย์อีก
หลังโยนความคิดที่ไม่ควรเกิดขึ้นทิ้งไปแล้ว ไป๋เซียงจู๋แย้มยิ้มโดยที่มีมือป้องเรียวปาก เสน่ห์เย้ายวนใจเต็มเปี่ยม
ขยิบดวงเนตรแสนแพรวพราวส่งให้แก่เหล่าสายตาที่ทอดมาสักหน่อย
เชิงอรรถ
[1]亩 หมู่ คือ มาตราวัดขนาดพื้นที่ดั้งเดิมของจีน หนึ่งหมู่เทียบเท่าประมาณ 666.67 ตารางเมตร
