“ท่าน... ท่านทราบว่าข้าเป็ผู้ฝึกปรือิญญา?”
เทียนิเบิกตากว้างมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยความแตกตื่น
ไป๋หยุนเฟยทำมือบอกใบ้ต่อเทียนิว่าพูดดังไปแล้ว มันเผยยิ้มแ่จางพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่บอกผู้อื่น ข้าจะช่วยเก็บความลับแก่เ้า”
“หาก... หากท่านทราบ ก็แสดงว่าท่านเองก็เป็ผู้ฝึกปรือิญญา!” เทียนิพลันกระซิบถาม หลังจากตระหนักได้ว่าไป๋หยุนเฟยเองก็เป็ผู้ฝึกปรือิญญา
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าพลางเดินไปนั่งบนเก้าอี้ด้านข้าง “มิผิด พวกเราทั้งคู่เป็ผู้ฝึกปรือิญญา และพวกเราต้องตกลงกันเื่หนึ่ง หากเ้าไม่้าเผยตัวตนที่แท้จริง ข้าก็จะไม่เปิดเผยเ้า ขณะเดียวกันข้าก็ไม่้าบอกผู้อื่นว่าเป็ผู้ฝึกปรือิญญา ฉะนั้นเ้าก็ต้องไม่บอกใครเื่ข้า ตกลงหรือไม่?”
“อา? โอ... เอ่อ... ตกลง...” ดูราวกับเทียนิจะคาดไม่ถึง เื่นี้สร้างความงุนงงแต่มันยิ่ง แต่สุดท้ายมันก็เอ่ยปาก “ข้าไม่อาจััพลังิญญาจากตัวท่านได้ นั่นก็หมายความว่าฝีมือท่านเหนือกว่าข้า! แล้วไฉนท่านจึงไม่้าเปิดเผยตัวจริง? ด้วยฐานะผู้ฝึกปรือิญญา ท่านยังคิดจะอยู่ร่วมกับคนธรรมดาอีกหรือ? มิหนำซ้ำวิธีการที่ท่านสนทนากับผู้อื่นดูไม่เหมือนผู้ฝึกปรือิญญาแม้แต่น้อย...”
“เอ๊ะ? มีอันใดน่าแปลก? ฮ่า ฮ่า หรือข้าต้องต้องมีท่วงท่าสูงส่งเข้มแข็งจึงจะ‘เป็’ผู้ฝึกปรือิญญาได้? ไม่ใช่ว่าเ้าเพิ่งบอกหรือว่าผู้ฝึกปรือิญญาก็เป็มนุษย์เช่นกัน? มิหนำซ้ำเ้ายังไม่เคยคิดว่าผู้ฝึกปรือิญญาจะสูงส่งว่าคนทั่วไปหรือ? น่าบังเอิญที่ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน”
“จริงหรือ?” เทียนิเผยสีหน้าตื่นเต้นยินดี “พี่ไป๋ ท่านก็คิดเช่นเดียวกับข้าจริงหรือ?”
เย่เทียนิถอนหายใจวางท่าเป็ผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากมาย “ผู้ฝึกปรือิญญามากมายคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่กว่าคนทั่วไปจึงรังเกียจที่จะต้องพบปะ บางคนถึงกับจงใจหลีกเลี่ยงไม่ยอมคบหากับคนธรรมดา แม้แต่ผู้ฝึกปรือิญญาทั้งสองคนในกระโจมด้านนั้นก็ไม่ยกเว้น แต่พวกมันยังดีเพียงไม่เอ่ยปากถ้าไม่จำเป็ แต่ก็ไม่มาสุงสิงกับพวกเรา...”
“จะสนใจพวกมันไปใย?” ไป๋หยุนเฟยหัวเราะ “ไม่ใช่ว่าพวกมันก็มีอิสระที่จะทำตามใจหรอกหรือ? ตราบใดที่เ้ายังยึดถือความคิดนี้แล้วไม่เกิดปัญหา ถ้าเช่นนั้นจะสนใจไปใยว่าผู้อื่นคิดอย่างไร? ชีวิตเ้าไม่ได้มีไว้เพื่อผู้อื่นเสียหน่อย”
เทียนิเหม่อมองดูไป๋หยุนเฟยอยู่เนิ่นนานกว่าิญญาจะกลับเข้าร่าง “ข้า... ข้าสามารถใช้ชีวิตเพื่อตนเองได้? บิดามารดาข้ากล่าวอยู่เสมอว่า... เมื่อเกิดในตระกูลเย่ก็ต้องรับใช้ตระกูลไปชั่วชีวิต เพื่อตระกูลทุกคนต้องกลืนเกียรติของตนลงท้องไปทั้งต้องทนรับความไม่พอใจเพื่อความก้าวหน้าของตระกูล --- ต่อให้ต้องสละชีวิตของตนก็ตาม...”
“เพื่อตระกูล เฮอะ...” ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วครุ่นคิด “นี่เป็เื่ที่ข้าไม่อาจเข้าใจ แต่ว่าต่อให้เพื่อตระกูล ก็ไม่ควรต้องลดเกียรติของตนเพื่อตระกูล ต่อให้ต้องเผชิญปัญหาใด ก็ควรจะยื่นมือช่วยแก้ปัญหาด้วยความเต็มใจโดยไม่มีผู้ใดมาบังคับ ทำอย่างที่เ้าคิดจะทำ ต่อให้ยากเย็นแสนเข็ญก็ลงมือทำโดยไม่สำนึกเสียใจ คนผู้หนึ่งควรมีชีวิตด้วยความสมใจ เ้าว่าใช่หรือไม่?”
“เื่นั้น... ข้า... ข้าไม่ทราบ...” เทียนิสั่นศีรษะ ดวงตามันเหม่อลอยฉายแววสับสน
“โอ ช่างเถอะ เื่ของตระกูลใหญ่ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก” ไป๋หยุนเฟยยิ้มอย่างละอาย “ข้าเพียงเอ่ยสิ่งที่จู่ๆก็แวบเข้ามาในจิตใจ วันข้างหน้าหากเ้ามีโอกาส จงทุ่มเทกระทำสิ่งที่เ้าปรารถนาอย่างสุดความสามารถ จงใช้ชีวิตอย่างเสรีไร้ข้อผูกมัดและอยู่โดยไม่สำนึกเสียใจ”
“กระทำสิ่งที่ข้าปรารถนา?” เทียนิยังคงซึมเซาไปชั่วขณะ ก่อนที่ใบหน้าจะเผยแววตระหนักรู้ มันฉีกยิ้มกว้างรับคำ “ได้! ตกลงตามนี้! กระทำสิ่งที่ข้าปรารถนา! ฮ่า ฮ่า ยามอยู่ที่บ้านทำให้ข้าอึดอัดแทบตายแล้ว! แม้จะหนีออกมาได้สองเดือนแล้ว ไม่เห็นจะมีอันตรายอันใด? ข้าเที่ยวเล่นสนุกสนานสมใจยิ่ง!”
“ฮ่า ฮ่า หากเ้าเบิกบานก็ประเสริฐ” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า “อา เทียนิตระกูลเ้าอยู่ในเมืองเกายี่ใช่หรือไม่? ถ้าเช่นนั้นเ้าพอจะทราบหรือไม่ว่าตระกูลหลิวเป็เช่นใด?”
“เอ๊ะ? หรือท่านหมายถึงตระกูลของหลิวฉี? มีอะไร? หรือท่านรู้จักบ้านตระกูลหลิวด้วย?”
“ไม่ใช่เช่นนั้น ข้ามีสหายผู้หนึ่งคุ้นเคยกับตระกูลหลิว เมื่อทราบว่าข้าจะเดินทางผ่านเมืองกู่ยีจึงมอบจดหมายให้ข้ามาฉบับหนึ่ง พร้อมกับบอกว่าหาก้าความช่วยเหลือให้นำจดหมายไปที่ตระกูลหลิว ข้าไม่รู้จักพวกเขาจึงลองถามดู”
“โอ ข้าเข้าใจแล้ว...” เทียนิก็ไม่ถามต่อ เพียงครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ตระกูลหลิวเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ที่ควบคุมเมืองเกายี่ มีอิทธิพลเทียบเท่าตระกูลเย่ของข้าและตระกูลจ้าว แต่ผู้าุโหลายคนในตระกูลหลิวเป็ศิษย์สำนักธาตุไม้จึงมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสำนักธาตุไม้ แต่ดูเหมือนพวกมันไม่คิดจะอาศัยเื่นั้นเพื่อข่มเหงผู้คนถือได้ว่าเป็ตระกูลที่รักสงบตระกูลหนึ่ง”
“โอ จริงหรือ?” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าพลางครุ่นคิด แล้วจู่ๆก็ถามขึ้น “เ้าเป็คนตระกูลเย่กระมัง? ไม่ได้หมายความว่าตระกูลเ้าเป็หนึ่งในสามตระกูลที่ควบคุมเมืองเกายี่หรือ”
“แย่แล้ว! ข้าเผลอหลุดปากไป!” เทียนิหน้าซีดเผือดยามตระหนักได้ว่าตนเผยความลับมากไป มันโบกมือด้วยความละอายกล่าว่า “เอ่อ... ฮี่ ฮี่ เก็บเื่นี้เป็ความลับได้หรือไม่? ข้ายังไม่ได้บอกผู้อื่น หากพวกมันทราบคงไม่อาจพูดคุยกันอย่างปกติได้อีก”
“ไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่พูดอะไรไร้สาระ เอาล่ะนี่ก็ดึกแล้ว ข้าขอพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยสนทนากันใหม่ ข้าไม่ได้พักมาหลายวันแล้ว ในที่สุดข้าก็ได้นอนหลับอย่างสบายใจเสียที!” ไป๋หยุนเฟยอ้าปากหาว ก่อนจะเอนศีรษะลงบนหมอนและหลับตาลง
เทียนิยังมีคำพูดคิดจะกล่าว แต่เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยหลับไปแล้ว ก็ตัดสินใจไม่เอ่ยปากอีก หลังจากล้มตัวลงนอนพร้อมกับความในใจหนักอึ้ง ผ่านไปครู่ใหญ่ในที่สุดเทียนิก็หลับไป
…………
แม้ไม่ได้ฝึกปรือพลัง ไป๋หยุนเฟยก็ตื่นมาในยามเช้าด้วยอารมณ์แจ่มใส มองสำรวจท้องฟ้าด้านนอกว่าสว่างเพียงใดก็พบว่ายังไม่มีผู้ใดตื่น หลังจากนั่งขัดสมาธิก็เริ่มสำรวจอาการาเ็ในร่างอย่างแช่มช้า
ผ่านไปไม่นานยามที่ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น ในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับยิ้มอย่างพอใจ “อาการดีขึ้นมากแล้วทั้งยังไม่มีผลตกค้างอันใด พลังิญญาของข้าก็เพิ่มพูนขึ้นอีกไม่น้อย ดูเหมือนพลังฝีมือข้าจะก้าวหน้าไปอีกระดับหลังจากผ่านอันตราย! แต่ว่า... หวังว่าเหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก ข้าไม่ได้้าจะพัฒนาพลังฝีมือด้วยวิธีเช่นนี้”
“เอ๊ะ? พี่ไป๋ท่านตื่นแล้วหรือ? ข้าว่าจะปลุกท่านไปรับประทานอาหารเช้าพอดี”
ยามที่ออกมาจากกระโจม ไป๋หยุนเฟยก็พบกับเทียนิซึ่งกำลังสาละวนกับงาน ในมือมันเป็พัดเก่าขาดทั้งใบหน้ายังเปื้อนเขม่าไฟ แม้แต่บนศีรษะก็มีเศษไม้ใบไม้ติดอยู่ --- ดูก็รู้ว่ามันกำลังเตรียมอาหารสำหรับเช้านี้
“ยามที่ข้าตื่นขึ้นมาท่านกำลังฝึกปรือพลังอยู่จึงไม่กล้ารบกวน ข้าวต้มท่านสุกพอดี ท่านไปล้างมือที่ลำธารก่อน พวกเราจะได้รับประทานอาหารเช้าแล้วได้ออกเดินทางต่อ” เทียนิชี้ไปยังลำธารด้านขวาให้ไป๋หยุนเฟยไปล้างมือ
“ตกลง ข้าไปล้างมือก่อน” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า แต่เมื่อเห็นเทียนิที่กำลังมอมแมมก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “นี่เทียนิ ไฉนคุณชายเช่นเ้าถึงชอบทำงานต่ำต้อยเช่นนี้ได้? ดูตัวเ้าสกปรกไปทั้งตัวไฉนไม่ไปล้างตัวด้วยกัน”
“งานเหล่านี้สนุกสนานยิ่ง! อยู่ที่บ้านข้าไม่เคยทำมาก่อน... ฮ่า ฮ่า ก็ดี ข้าไปล้างตัวก่อน” เทียนิสั่นศีรษะหัวเราะ ก่อนจะตามไป๋หยุนเฟยไปที่ลำธาร
หลังจากก้มล้างมือในลำธารเรียบร้อยไป๋หยุนเฟยจึงสะบัดมือให้แห้ง ขณะจะเรียกเทียนิ เสียงคำรามอย่างโกรธแค้นก็สร้างความตระหนกแก่ไป๋หยุนเฟยจนหน้าคะมำลงน้ำ
“เ้าวิปริต! ครั้งนี้จะกล้าปฏิเสธอีกหรือไม่!? ว่าเ้าไม่ได้ติดตามคุณหนูข้ามา!” เสียงสตรีวัยกลางคนพลันดังมาจากด้านหลัง แม้จะยังห่างไกลแต่ก็สร้างความแตกตื่นจนทุกคนต้องหันไปมอง
ไป๋หยุนเฟยสั่นระริกยามหันกลับพบสองคนที่อยู่ด้านหลัง ริมฝีปากมันฝืนยิ้มด้วยความอับอาย ก่อนจะกล่าวว่า “ทะ... ท่านป้า ช่างบังเอิญนัก พวกเราพบกันอีกแล้ว... แต่ข้าเคยบอกไปแล้ว ข้าไม่ใช่คนวิปริต...”
ผู้ที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นคือสตรีสองคนที่จิ้งิเฟิงเคยหยอกเย้าในเมืองเหยียนหลิน ซึ่งต่อมาหนึ่งยังต่อสู้กับไป๋หยุนเฟยอีกด้วย
“เฮอะ! ยังเสแสร้งแกล้งดัด! คนวิปริตอย่างไรก็ยังคงวิปริต! ในเมื่อพบกันอีกที่นี่ก็หมายความว่าเ้ายังไม่ล้มเลิกความพยายามจะลวนลามคุณหนูกระมัง?” ป้าจ้าวเอาตัวบังหญิงสาวเอาไว้โดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันก็ใช้สายตาระวังภัยจับจ้องไปยังไป๋หยุนเฟยพร้อมกับแสดงสีหน้าโกรธแค้น
ไป๋หยุนเฟยหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ จึงกล่าวอย่างอับจนปัญญา “ท่านป้า ข้าบอกท่านไปแล้ว นี่เป็เื่บังเอิญ หากว่าข้าติดตามพวกท่านมาจริง จะออกมาในที่โล่งแจ้งอย่างโง่งมให้พวกท่านพบเห็นเช่นนี้หรือ? ก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ข้า ข้าบอกแล้วว่ามีคนปลอมตัวเป็ข้า ข้าเพิ่งพบกับมันมา...”
“เฮอะ แล้วมันอยู่ที่ใด!? เรียกมันออกมาพิสูจน์เถอะ!” ป้าจ้าวยังคงไม่ยอมอ่อนข้อให้ ทั้งยังเรียกร้องหาคำตอบจากไป๋หยุนเฟย
“เอ่อ... มันกับข้าเพิ่งแยกทางกัน...”
“เหลวไหลไร้สาระ! ล้วนเป็คำโกหกทั้งสิ้น!” ความเดือดดาลบนใบหน้าป้าจ้าวยิ่งเพิ่มทวีขึ้น ขณะเดียวกันพลังิญญาก็ทะลักออกจากร่าง ป้าจ้าวยกเท้าขวาขึ้นจากพื้นแล้วกระทืบโดยแรง ยามที่พลังธาตุดินถ่ายทอดลงสู่พื้น ก้อนหินขนาดเท่าชามอ่างก็กระดอนขึ้นจากพื้นข้างเท้านาง ลอยขึ้นกลางอากาศเชียะเศษ ป้าจ้าววาดเท้าเตะคราหนึ่งก็ส่งก้อนหินพุ่งเข้าใส่ไป๋หยุนเฟยพร้อมกับเสียงดังหวีดหวิว
ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วด้วยความคับข้องใจ มันแค่นเสียงคราหนึ่งก็สืบเท้าไปครึ่งก้าวแล้วชกหมัดขวาออก
“ปัง!!”
แสงสีแดงสว่างขึ้นวาบ ก้อนหินที่พุ่งเข้าใส่ไป๋หยุนเฟยก็ถูกขยี้แหลกเป็ผุยผงปลิวหายไปในอากาศ
“ท่านป้า ท่านรังแกคนเกินไปแล้ว ข้าไม่เคยล่วงเกินอันใดต่อท่าน มิหนำซ้ำนี่ยังเป็ครั้งที่สองที่ท่านลงมือต่อข้าก่อน หากวันนี้ท่านยัง้าสู้อีก ครั้งนี้ข้าจะไม่สุภาพเช่นเดิมแล้ว!” ไป๋หยุนเฟยยกมือขวาขึ้นด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“ป้าจ้าวอย่าเพิ่งมีโทสะ คุณชายท่านนี้ไม่ได้ติดตามพวกเรามา เถ้าแก่หวงบอกว่าคืนก่อนมีคนเดินทางผู้หนึ่งมาขอเข้าร่วมขบวน คาดว่าจะเป็เขา หากเขาเป็คนต่ำช้าจริงๆ มีหรือจะทำเช่นนี้...” ยามนั้นปรากฏมือเรียวงามขาวผุดผ่องคว้าแขนป้าจ้าวไว้ ขณะเดียวกันก็มีเสียงอันนุ่มนวลอบอุ่นดังขึ้น
“คุณหนู หรือท่านเชื่อคำพูดเหลวไหลของมัน!?” ป้าจ้าวเขม้นมองไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาเดือดดาล
หญิงสาวยิ้มพลางสั่นศีรษะ “ท่านป้า ข้าทราบดีว่าท่านเกรงข้าจะเป็อันตราย แต่ท่านไม่อาจใช้อารมณ์โดยหุนหันเช่นนี้ ข้าเคยกล่าวว่าพวกเราอาจจะจำคนผิด แต่ท่านก็ยังดื้อรั้น ท่านดูกิริยาท่าทีและดวงตาคุณชายท่านนี้ ดูแตกต่างจากคนที่เราเคยพบโดยสิ้นเชิง”
“คุณหนู แต่ว่าข้า...” ป้าจ้าวคิดจะเอ่ยปาก แต่หญิงสาวสั่นศีรษะ นางจึงได้แต่ถอนหายใจก่อนจะสูดลมหายใจลึกสองคราเพื่อระงับอารมณ์ หลังจากหันหลังเดินกลับไปข้างกายหญิงสาวป้าจ้าวก็ยังคงใช้สายตาระวังภัยจ้องมองไป๋หยุนเฟย
“คุณชาย ป้าจ้าวของข้าเป็คนหุนหัน หากล่วงเกินคุณชายพวกเราก็ขออภัยด้วย” หญิงสาวเดินไปด้านหน้า ยิ้มให้กับไป๋หยุนเฟยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
หญิงสาวนางนี้ยังคงเป็เช่นเดิม สวมชุดยาวสีขาว ผมยาวสลวยราวน้ำตกลาดเทสู่หัวไหล่ ปอยผมสองเส้นที่รั้งไว้หลังศีรษะผูกไว้ด้วยสายรัดสีเงินซึ่งผูกโยงกับปอยผมอื่นๆอีกนับพัน ผิวพรรณขาวผุดผ่องราวกับเพียงลมพัดก็ทำให้หมองลง ริมฝีปากแดงดั่งผลอิงเถา(เชอร์รี่) คิ้วโก่งเรียวงาม ยามแย้มยิ้ม ลักยิ้มบนแก้มทั้งสองข้างก็เด่นชัดขับเน้นให้นางดูน่ารักอ่อนหวานยิ่งขึ้น
“โอ เมื่อคุณหนูมีเหตุผลเช่นนี้ ข้าก็ควรต้องขอขอบคุณท่านแล้ว เื่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็ความเข้าใจผิดแต่เริ่ม ข้าถูกใส่ความ...” ไป๋หยุนเฟยเหม่อมองใบหน้าของหญิงสาวชั่วครู่ก่อนรั้งสายตาไปมองทางอื่น นี่ไม่ใช่เพราะมันไม่อยากมองอีกฝ่าย แต่เป็เพราะสายตาคมกริบราวใบมีดจากด้านหลังนางที่ทำให้ไป๋หยุนเฟยไม่กล้ามองดู
“ฮ่า ฮ่า ข้าเชื่อคุณชาย ด้วยฝีมืออันสูงส่งของท่านไม่จำเป็ต้องอธิบายอันใดต่อพวกเรา อีกทั้งท่าทีท่านยังดูสัตย์ซื่อเที่ยงธรรม ต่างจากคนพาลที่ล่วงเกินพวกเราในคืนนั้น...” หญิงสาวหัวเราะขึ้นอีกครั้ง “อา ไม่ทราบว่าคุณชายพอจะบอกนามได้หรือไม่?”
“โอ ข้านามว่าไป๋หยุนเฟย ไป๋ที่หมายถึงสีขาว และหยุนเฟยที่หมายถึงเมฆที่ลอยอย่างเสรีบนท้องนภา... ไม่ทราบแม่นางมีนามว่าอะไร?”
ยามได้ยินชื่อไป๋หยุนเฟยชัดหญิงสาวก็พลันตะลึงลาน ยามมองสบตากับไป๋หยุนเฟยก็ดังกับว่านางเกิดความสงสัยในตัวมัน กระนั้นเมื่อเห็นว่าไป๋หยุนเฟยไม่มีทีท่าหรือสายตาผิดปกติอันใด นางก็รั้งสายตาก้มศีรษะลง ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบว่ามันตาฝาดเห็นภาพลวงตาหรือไม่ แต่มันกล้าสาบานว่าเมื่อครู่มันเห็นใบหน้านางแดงซ่านเล็กน้อย
ยามที่ป้าจ้าวได้ยินคำพูดไป๋หยุนเฟย นางก็เลิกคิ้วสูงแทบลอยขึ้นฟ้า ไม่ทราบเพราะเหตุใดสีหน้าของป้าจ้าวจึงกลายเป็เดือดดาลอีกครั้งราวกับคำพูดของไป๋หยุนเฟยไปล่วงเกินนางอีกครั้ง ชั่วขณะที่ป้าจ้าวจะอ้าปากเอ่ยคำ หญิงสาวก็ชิงกล่าวว่า
“ข้านามว่า ถังซินหยุน”
